วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
** ปัจจุบันมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยเติบโตจากประมาณ 20,000 ล้านบาทในปี 2558 สู่ระดับกว่า 50,000 ล้านบาทในปี 2569 ขณะที่ประเทศไทยมีโรงงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้กว่า 267 แห่ง โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม 152 แห่ง หรือคิดเป็นราว 57% ของทั้งระบบ สะท้อนถึงความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศในการรองรับการเติบโตระยะต่อไป
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ระบุว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศกำลังก้าวจากบทบาทด้านความมั่นคงสู่การเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย โดยมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การจ้างงาน และการส่งออก ควบคู่กับการเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประเทศ
จากมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่มีมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จึงเกิดความร่วมมือกันของหน่วยงานภาครัฐขึ้นจนนำไปสู่การจัดงานนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศครั้งแรกของไทยภายใต้ชื่อ THAILAND Defence Industry Exhibition 2026 : THAIDEF-EX 2026 โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม เพื่อความมั่นคงและการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกับกระทรวงกลาโหม และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เชื่อมโยงงานวิจัย สู่ภาคการผลิต สร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ ผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสู่ระดับสากล
การจัดงาน THAIDEF-EX 2026 ถือเป็นการจัดนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยครั้งแรก ภายใต้แนวคิด “Power of Self Reliance : พลังแห่งการพึ่งพาตนเอง” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจผ่านการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมภายในประเทศ การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และ ภาคการศึกษา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศและก้าวสู่การพึ่งพาตนเองอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้กระทรวงอุตสาหกรรมจะขับเคลื่อนการพัฒนาใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ 1. การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถผลิตชิ้นส่วน วัสดุ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ได้ตามมาตรฐานสากล 2. การยกระดับมาตรฐานการผลิตและระบบทดสอบรับรองผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของอุตสาหกรรม 3. การผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับเทคโนโลยีของไทย และ 4. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง ภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัย เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศทั้งในประเทศและระดับสากล
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ได้รับมอบหมายในการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและยกระดับขีดความสามารถในการผลิต และวิเคราะห์ทิศทางอุตสาหกรรมเพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะยาว ซึ่งจะช่วยทำให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงได้ด้วยศักยภาพของตนเองอย่างแท้จริง
นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) มองว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะยกระดับสู่การเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต โดยมีการใช้แรงงาน วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) ซึ่งถือว่าเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่จะช่วยเป็นทางรอดให้กับอุตสาหกรรมไทยอีกทางหนึ่ง โดยดีพร้อมได้ผลักดันและสนับสนุนผู้ประกอบการบางรายที่เป็นอุตสาหกรรมเดิม เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ให้มีโอกาสในการปรับเปลี่ยน (Transform) ไปสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ แต่สิ่งที่สำคัญ คือ การสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยกันเอง ซึ่งการที่ภาครัฐมีการจัดซื้อจัดจ้างจะเป็นปัจจัยกระตุ้นจากอุตสาหกรรมเดิมให้ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่จะทำให้กลุ่ม SMEs ได้มีมีบทบาทสำคัญในฐานะฐานการผลิตชิ้นส่วน (Tier)ต่างๆและเป็นซัพพลายเชน (Supply Chain) ที่สำคัญให้กับอุตสาหกรรม และทำให้กลุ่มชิ้นส่วนเกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งมั่นใจได้ว่าผลิตโดยคนไทย ใช้วัตถุดิบของไทย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม
อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยถือเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน โดยมีศักยภาพในการผลิตและส่งออก ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทเอกชนไทย คือ บริษัท ชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด เป็นผู้ผลิตยุทโธปกรณ์และยานเกราะที่มีชื่อเสียงระดับโลก ดังนั้นไทยจึงมีความพร้อมสามารถเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในภูมิภาคได้อย่างแน่นอน โดยที่ผ่านมาดีพร้อมเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการในการพัฒนาชิ้นส่วนเป็นผลิตภัณฑ์ป้องกันประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโดรน หรือระบบแอนตี้โดรน (Anti-Drone) ซึ่งในช่วงสงครามที่ผ่านมาได้มีการร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อใช้ในสถานที่จริง รวมถึงร่วมมือกับกระทรวงกลาโหมในการทดลองใช้รองเท้าป้องกันการ เหยียบระเบิด และชุดพยุง (Exoskeleton) ให้กับกลุ่มทหารในการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ในสมรภูมิ
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาผ้ากันรังสี ซึ่งตามปกติจะมีเทคโนโลยีอินฟราเรดในการตรวจจับ ก็ได้มีการพัฒนาผ้าคลุมไว้ เพื่อให้มีอุณหภูมิที่เย็นลง เพื่อป้องกันการตรวจจับพบรังสีอินฟราเรดช รวมทั้งยังมีการพัฒนาบังเกอร์ ซึ่งได้มีการทดสอบการใช้งานจริง โดยเป็นรูปแบบที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย ซึ่งเป็นการพัฒนาร่วมกันตามความต้องการใช้ของแต่ละภารกิจและหน่วยงาน
จากทิศทางดังกล่าวจะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงของการพัฒนาอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยการบูรณาการระหว่างการลงทุนของภาครัฐ การส่งเสริมผู้ประกอบการภายในประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการผลิต ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทยในตลาดโลก
** กระบองเพชร**

‘ปชน’รับข้อเรียกร้องชาวสวนมะพร้าวประจวบคีรีขันธ์ ชี้ปมราคาตกเพราะนำเข้าล้นตลาด
แพทย์เตือนภัยเงียบ! ลองโควิด 2026 มาพร้อมภาวะสมองล้า
การดี โพสต์ถึง ดีอี ถามปม TH-AI Passport หรือเราไม่ใช่ expert
เด๋อ ดอกสะเดา กลั้นน้ำตาไม่อยู่ ลูกสาวหอบใบปริญญากลับมาอวดพ่อ
เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ยอดสูญเสียไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว รวม 31 ราย

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี