วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569
** เชื่อหลายคนรู้ว่า”อุตสาหกรรมกลั่นน้ำมัน”ของไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของอาเซียน (กำลังการกลั่นราว 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน) โดยเน้นรองรับความต้องการในประเทศและส่งออกไปหลายประเทศในเอเชีย แต่เมื่อเทียบกับชาติอื่นๆในภูมิภาค...แต่สิ่งที่หลานคนไม่รู้และยังเป็นคำถามคาใจประชาชน ในเรื่องของราคาน้ำมัน ใครได้ ใครเสีย ใครได้ประโยชน์ แล้ว เป็นธรรมกับประชาชนหรือไม่ ภายหลังจากที่ภาครัฐ โดยคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ให้ปรับกรอบ “ค่าการตลาดน้ำมัน” จาก 2.00 บาทต่อลิตร เป็น 2.45 บาทต่อลิตร ซ้ำยิ่งทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นตามมา แล้วทำไมต้องมาปรับขึ้นในช่วงเวลาที่ประชาชนยังต้องเผชิญปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น
คนจำนวนไม่น้อยยังเข้าใจข้อมูลที่คาดเคลื่อนว่า พอพูดถึงค่าการตลาด คือเงินที่บริษัทน้ำมัน “บวกเพิ่ม” เข้าไปเพื่อกำไร แต่ข้อเท็จจริงคือ ค่าการตลาดเป็นต้นทุนในการบริหารจัดการน้ำมัน ตั้งแต่โรงกลั่นไปจนถึงหัวจ่ายที่ประชาชนเติมกันอยู่ทุกวัน ดังนั้นจึงต้องยอมรับว่า ราคาน้ำมันมีผลต่อต้นทุนทุกอาชีพ ทำให้ทุกฝ่ายต้องมาเข้าใจ และศึกษา โครงสร้างราคาน้ำมันที่แท้จริง โดยมองอย่างเป็นธรรม ให้ครบทั้งระบบ ว่าแท้จริงแล้ว “ค่าการตลาดน้ำมัน” ไม่ใช่เรื่องของกำไรปั๊มน้ำมันเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นต้นทุนของโครงสร้างพลังงานทั้งระบบที่มีรายละเอียดซ่อนอยู่ในราคาน้ำมันทุกลิตร
ระบบนี้ประกอบด้วยต้นทุนหลัก 3 ส่วน ส่วนแรก คือ ต้นทุนของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ หรือผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งทำหน้าที่นำเข้าน้ำมัน รับจากโรงกลั่น และกระจายไปทั่วประเทศ ผ่านคลังน้ำมัน ระบบท่อ และระบบขนส่งต่างๆ ต้นทุนส่วนนี้มีทั้งค่าบริหาร ค่าคลังน้ำมัน ค่าประกันภัย และการสำรองน้ำมันตามกฎหมายเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน ส่วนที่สอง คือ ต้นทุนของสถานีบริการน้ำมัน หรือปั๊มน้ำมัน ซึ่งใกล้ตัวประชาชนมากที่สุด เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับค่าจ้างพนักงาน ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าเช่าที่ดิน ภาษี ค่าซ่อมบำรุง และค่าขนส่งน้ำมันจากคลังมาสู่สถานีบริการ ส่วนสุดท้าย คือ ค่าการลงทุนและผลตอบแทนของสถานีบริการ ทั้งค่าก่อสร้าง ถังเก็บน้ำมัน ระบบความปลอดภัย และผลตอบแทนที่ทำให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดและเดินหน้าต่อไปได้
พูดง่ายๆ คือ ทุกครั้งที่ประชาชนเติมน้ำมัน สิ่งที่จ่ายไป ไม่ได้มีเฉพาะ “ค่าเนื้อน้ำมัน” แต่ยังรวมถึงต้นทุนในการดูแลระบบพลังงานทั้งหมดของประเทศด้วย ซึ่งประเด็นสำคัญคือ กรอบค่าการตลาดเดิม 2.00 บาทต่อลิตร ถูกกำหนดมาตั้งแต่ปี 2563 และไม่มีการปรับมาหลายปี ทั้งที่ต้นทุนหลายด้านปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าแรงขั้นต่ำ ราคาที่ดิน และค่าสาธารณูปโภค
ผลการศึกษาของสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ “ค่าจ้างและสวัสดิการพนักงาน” ของสถานีบริการ สะท้อนภาระต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเช่าที่ดิน ภาษีที่ดิน รวมถึงค่าซ่อมบำรุง ต่างทยอยเพิ่มขึ้นเช่นกัน แม้แต่ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่เอง ก็มีต้นทุนด้านคลังน้ำมัน ระบบท่อ และการขนส่งที่สูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานและการบริหารจัดการ ดังนั้น เมื่อรวมต้นทุนทั้ง 3 ส่วน จึงทำให้ค่าการตลาดที่สะท้อนต้นทุนจริงในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.45 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นราว 22.5% (จากกรอบเดิมอยู่ที่ 2.00 บาทต่อลิตร)
แน่นอนว่า ประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถามต่อทุกนโยบายที่เกี่ยวข้องกับราคาพลังงาน แต่ในอีกมุมหนึ่ง ในข้อเท็จจริง ของ “ค่าการตลาด” ย่อมต้องปรับขึ้นตามต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ขึ้นหรือไม่ขึ้น ค่าการตลาด” แต่คือ ประเทศไทยจะออกแบบโครงสร้างราคาพลังงานอย่างไร ให้เกิดความสมดุลระหว่างการดูแลค่าครองชีพ ประชาชน กับการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว
!! น้ำมันไม่ได้เป็นเพียงสินค้า แต่เป็นต้นทุนพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ที่เป็นฐานรากสำคัญเพื่อรองรับโครงสร้างการผลิตและการบริโภค ซึ่งต้องการทั้งความมั่นคง และความสมดุลเพื่อการขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศในระยะยาว
**กระบองเพชร**

เตือนพ่อแม่เช็กด่วน หากลูกวัย 3 ขวบยังไม่พูดเป็นประโยค อาจเข้าข่ายภาวะพูดช้ากว่าวัย
ราชกิจจาฯ เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2569
พีระชาติ อินตา เฉลยให้ ทำไมเว้นช่องว่างกำแพงกั้นชายแดนไทย-เขมร
'ทราย สมุทร' เตรียมขึ้นศาลคดีลูกเนรคุณ 10 มิ.ย. นี้
นายกฯอนุทิน-ภริยา ร่วมงานวันชาติอิตาลีครบรอบ 80 ปี ตอกย้ำ ไทย-อิตาลี สัมพันธ์แน่นแฟ้น

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี