วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
nn การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกขณะนี้กระทบต่ออัตรากรขยายของเศรษฐกิจโลกอย่างหนัก (IMF ประมารการว่า จีดีพีของโลกติดลบ 3%) ซึ่งแน่นอนว่าทำให้ความต้องการใช้สินค้าสำคัญๆของโลกลดลงอย่างมาก เช่น กรณีของน้ำมันที่ความต้องการใช้ลดลงถึง 30% จนทำให้ราคาน้ำมันดิบลดลงอย่างหนักเป็นประวัติการณ์ จนกระทั่งไม่มีคลังน้ำมันที่จัดเก็บได้รวมไปถึงสินค้าสำคัญอื่นอย่างเช่นผลิตภัณฑ์เหล็ก ซึ่งปริมาณการความต้องการใช้ลดลง ตามภาวะภาคธุรกิจสำคัญที่มีอัตรากรขยายตัวลดลง เช่น ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ฯลฯ
ด้วยเหตุนี้เองทำให้ผู้ผลิตเหล็กรายสำคัญของโลกต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด เช่น กรณี ประเทศจีน ประเทศผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลก (กำลังผลิตต่อปีกว่า 900 ล้านตัน เมื่อปี 2562) ทำให้รัฐบาลจีนต้องใช้มาตรการต่างๆ เพื่อระบายสต๊อกที่ล้นตลาดอยู่ตอนนี้เช่น มาตรการหนุนส่งออกด้วยการเพิ่มอัตรา การชดเชยภาษีสำหรับการส่งออกสินค้าเหล็กอีก 3% (เพิ่มจาก 10% เป็น 13%) นับแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ด้าน Nippon Steel Corp ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ อันดับ 1 ของญี่ปุ่น และอันดับ 3 ของโลก และ JFE Steel ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น และอันดับ 8 ของโลก ต้องออกมาประกาศปิดเตาถลุงเหล็กบางส่วนลง
ขณะที่ Arcelor Mittal บริษัทผู้ผลิตเหล็กอันดับ 1 ของโลก ต้องปรับลดการผลิตเหล็กของโรงงานในภูมิภาคต่างๆ ของโลก ทั้งใน สหรัฐฯ แอฟริกาใต้ สหภาพยุโรป และโรงเหล็กบางแห่งในสหรัฐฯ จำเป็นต้องประกาศลดพนักงานลง และ Thyssen Krupp ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 1 ในเยอรมนี ประกาศแผนปรับโครงสร้างบริษัท โดยวางที่จะแผนปลดพนักงานราว 3,000 ตำแหน่ง รวมทั้ง ผู้ผลิตเหล็กต่างๆ ในหลายภูมิภาคทั่วโลก ทั้งในอินเดีย ตุรกี อังกฤษ ฟินแลนด์ ออสเตรีย แคนาดา ซาอุดีอาระเบีย อินโดนีเซีย ฯลฯ ก็ต้องปรับลดการผลิตลงจากผลกระทบของความต้องการใช้เหล็กที่หดตัว
ดังนั้น นอกจากการปรับตัวในหลายรูปแบบเพื่อการอยู่รอดแล้ว ก็ยังต้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลของตนในการออกมาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศด้วย เช่น สมาคมอุตสาหกรรมเหล็กของยุโรป (Eurofer) ได้ยื่นจดหมายต่อสหภาพยุโรป (EC) ทบทวนมาตรการจำกัดการนำเข้าที่เข้มงวดมากขึ้น เพิ่มเติมจากมาตรการ Global Safeguard ที่ใช้อยู่ รวมถึงการพิจารณามาตรการฉุกเฉินจำกัด การนำเข้า ซึ่งได้รับอนุญาตให้สามารถใช้ได้ตามข้อตกลง Article XXI ของความตกลง GATT 1994ซึ่งเป็นข้อยกเว้นสำหรับการปกป้องผลประโยชน์ทางความมั่นคง (Security Exceptions) เนื่องจากมาตรการ Global Safeguard ที่ใช้อยู่ไม่ครอบคลุมสินค้าที่นำเข้าจากประเทศกำลังพัฒนา (undevelopedcountries) ซึ่งรวมถึงการนำเข้าจากประเทศจีน รัสเซีย และบราซิลด้วย
ขณะที่สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าของสหรัฐฯ (AISI) และอีก 4 สมาคมเหล็กของสหรัฐฯ ขอให้สภาคองเกรสบรรจุแพ็กเกจการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในมาตรการฟื้นฟูผลกระทบจาก โควิด-19 ใน ระยะต่อไป โดยแพ็กเกจโครงสร้างพื้นฐานด้านการลงทุน ต้องระบุถึงการใช้วัสดุเหล็กและงานแปรรูปเหล็กที่ผลิตภายในประเทศ
ส่วนกรณีของประเทศตุรกี ผู้ผลิตและส่งออกเหล็กรายใหญ่อันดับ 7 ของโลก ก็เพิ่งประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กหลายรายการ ทั้งกลุ่มบิลเล็ต เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กแผ่นรีดเย็น เหล็กแผ่นเคลือบ เหล็กกล้าไร้สนิม เหล็กโครงสร้างรูปพรรณและเหล็กเส้น โดยปรับภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้น 5% จากอัตรา 9-15% เป็น 14-20% กลุ่มท่อเหล็กปรับภาษีนำเข้าเพิ่ม 2% จากอัตรา 6-7% เพิ่ม เป็น 8-9%
แน่นอนว่าด้วยมาตรการต่างๆ ของประเทศ ทำให้เกิดสต๊อกเหล็กที่คงค้างในตลาดโลกจำนวนมหาศาล และต้องหาตลาดทีจะส่งออกไป แน่นอนว่า กลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย คือเป้าหมายอันดับแรกของสต๊อกเหล็กลอตนี้ ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ 1.ประเทศไทยมาตรการป้องกันการนำเข้า และมาตรการคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศที่อ่อนแอมากที่สุด 2.ประเทศไทยมีแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานช่วง 5 ปีนี้ สูงถึง กว่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจำเป็นต้องใช้สินค้าเหล็กจำนวนมาก หลายหลากกลุ่ม
ด้วยเหตุที่ทุกประเทศถือว่า อุตสาหกรรมเหล็ก คืออุตสาหกรรมพื้นฐานของประเทศ ดังนั้นทุกประเทศผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ หรือแม้แต่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ยังต้องตื่นตัวเร่งหาทางรับมือกับการทะลักของเหล็กนำเข้า เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ดังนั้นประเทศไทยจึงไม่มีเหตุผลอันใดที่จะไม่เร่งหาหนทางรับมือ และด้วยสภาพการของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศในช่วงหลายปีมานี้ก็ยิ่งน่าเห็นห่วง โดยตัวเลขล่าสุดเมื่อสิ้นปี 2562ประเทศไทยมีการใช้สินค้าเหล็ก 18.47 ล้านตันและส่วนใหญ่ประมาณ 58% ใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง แต่จะพบว่าสินค้าส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ กว่า 12 ล้านตัน คิดเป็นกว่า 66% ของการใช้ในประเทศ และคิดเป็นมูลค่ากว่า 3.2 แสนล้านบาทส่งผลให้ผู้ประกอบการในประเทศมีการใช้กำลังการผลิตเพียง 32% เท่านั้น และสภาพการก็เป็นเช่นนี้ต่อเนื่องมาหลายปี
ด้วยมาตรการการคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศที่มีอุปสรรคในเรื่องความล่าช้า (ซึ่งยากที่จะแก้ไข) ดังนั้นสิ่งที่จะเข้ามาช่วยกู้วิกฤติในอุตสาหกรรมเหล็กของไทยได้ในขณะนี้ก็ต้องหวังพึ่งนโยบาย“Thai First ไทยทำ ไทยใช้ คนไทยต้องได้ก่อน” ซึ่งหัวใจหลักคือการสนับสนุนให้สินค้าในประเทศเป็นหลักโดยจากการศึกษาเบื้องต้นของ ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เรื่องผลกระทบจากการใช้สินค้าในประเทศ (โดยการใช้เครื่องมือตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต หรือ Input-OutputTable (I-O Table) ซึ่งเป็นตารางที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการผลิตและการใช้ผลผลิต ทั้งที่ใช้ไปในขั้นสุดท้ายและที่ใช้ไปเพื่อการอุปโภคขั้นกลาง พบว่า จากข้อมูลโครงการก่อสร้างของกระทรวงคมนาคม 44 โครงการโดยได้มีการประเมินจากผู้ผลิตสินค้าเหล็กในประเทศว่าสามารถใช้สินค้าเหล็กในประเทศได้เป็นมูลค่าถึงประมาณ 110,000 ล้านบาท และจากมูลค่าดังกล่าวเมื่อนำไปวิเคราะห์โดย I-O table พบว่าจะช่วยให้เกิดการจ้างงานทั้งทางตรง และทางอ้อมกว่า 139,000 คน และช่วยให้ GDP ของประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.6%
โดยสรุปคือ การสนับสนุนการใช้สินค้าในประเทศจึงเป็นกลไกที่สำคัญที่จะส่งเสริมให้เกิดการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้น และพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กซึ่งเป็นพื้นฐานในการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นต่อไป...!! ถึงตรงนี้ก็ไม่จำเป็นต้องรออะไรแล้วที่เร่งทำให้ “Thai First” มีผลในทางปฏิบัติทันทีในโครงการลงทุนของรัฐนับจากนี้ต่อไป....
กระบองเพชร

6 ตัวแทนเฝ้าหีบ แถลงโต้ กกต. ปมกล่าวหาปลอมเอกสารใบขีดคะแนน ชลบุรี เขต 1
ACSC เตือนภัย เช็กก่อนรับ! ระวังมิจฉาชีพตีเนียนส่งพัสดุเก็บเงินปลายทาง
ภราดร สวนหมัด จูรี ปมทวงเงินน้ำท่วม ยันพร้อมจ่าย รอ กกต.ไฟเขียว
หวานไม่แผ่ว นาเดีย ควงสามีดินเนอร์หวานก่อนวาเลนไทน์
ล้างบางแก๊งสแกมเมอร์! ปปง.สั่งยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน ตกเป็นของแผ่นดิน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี