วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
nn สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์รายงานตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1/2567 ขยายตัว 1.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) หรือเพิ่มจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 1.1%( QoQ) สูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ซึ่งประเมินว่าจะเติบโตที่ 0.8%YoY อย่างไรก็ตาม จากตัวเลขที่รายงานล่าสุดนี้ เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวต่ำ โดยเติบโตต่ำกว่า 2.0% ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 4 การรายงานเศรษฐกิจของสภาพัฒน์ด้านรายจ่ายในไตรมาสที่ 1/2567
ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.การอุปโภค-บริโภคเอกชนขยายตัว 6.9% ขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนที่เติบโต 7.4% สอดคล้องกับการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องของภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยหนุนการจ้างงาน รวมทั้งความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่แตะระดับสูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส ส่งผลให้การใช้จ่ายในหลายหมวดขยายตัวดี โดยเฉพาะการใช้จ่ายในหมวดบริการที่เติบโตสูงถึง 13.7% เช่นเดียวกับการใช้จ่ายหมวดสินค้าไม่คงทนที่ขยายตัว 4.7% สูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี รวมถึงหมวดสินค้ากึ่งคงทนซึ่งขยายตัว 3.3% สูงกว่าไตรมาสก่อน อย่างไรก็ดี สินค้าหมวดคงทนหดตัว 6.8% สูงสุดในรอบ 10 ไตรมาส ตามการใช้จ่ายเพื่อซื้อยานพาหนะที่ลดลงถึง 13.9% ด้วยแรงกดดันจากภาระหนี้ครัวเรือนและมาตรการด้านสินเชื่อที่เข้มงวด 2.การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลหดตัว 2.1% ติดลบต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน จากรายจ่ายเงินโอนเพื่อสวัสดิการสังคมที่ไม่เป็นตัวเงินสำหรับสินค้าและบริการ และรายจ่ายค่าซื้อสินค้าและบริการที่ลดลง 10.7% และ 7.6% ตามลำดับ
3.การลงทุนรวมหดตัว 4.2% ติดลบแรงขึ้นจาก 0.4% ไตรมาสก่อน จากการลงทุนภาครัฐที่หดตัวมากขึ้น 27.7% ทั้งยังปรับลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ปัจจัยหลักจากกระบวนการงบประมาณปี 2567 ซึ่งใช้เวลานานกว่าคาด ส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐบาลต่ำเพียง 5.2% ซึ่งน้อยกว่าไตรมาสก่อน ทั้งยังกระทบต่อการผลิตสาขาก่อสร้างในฝั่งอุปทานที่หดตัว 17.3% ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2543 ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลงสู่ 4.6% ตามความต้องการในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือที่อ่อนแอลงตามภาวะการส่งออก 4.มูลค่าการส่งออกสินค้าติดลบ 2.0% หดตัวอีกครั้งหลังจากฟื้นกลับมาขยายตัวได้เมื่อไตรมาสก่อน โดยปริมาณการส่งออกหดตัว 2.3% สำหรับสินค้าหลักที่มีมูลค่าส่งออกลดลง ได้แก่ ทุเรียน น้ำตาล ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศ ยานยนต์ แผงวงจรไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น 5.การส่งออกบริการขยายตัว 24.8% เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนซึ่งเติบโตที่ 14.9% โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติแตะระดับ 9.4 ล้านคน อานิสงส์จากมาตรการฟรีวีซ่าได้ส่งผลให้รายรับภาคการท่องเที่ยวแตะระดับ 3.71 แสนล้านบาท
โดยสรุปเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ชะลอตัวลงจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐและการส่งออกสินค้า จีดีพีไตรมาส 1/2567 ขยายตัว 1.5%YoY ชะลอจากไตรมาส 4/2566 ที่ขยายตัว1.7%YoY โดยปัจจัยสำคัญมาจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐซึ่งหดตัวจากกระบวนการงบประมาณประจำปี 2567 ที่นานกว่าคาด ซึ่งฉุดจีดีพีไตรมาสที่ 1 ลงราว 2.2% และการส่งออกสินค้าที่กลับมาหดตัวทั้งมูลค่าและปริมาณ หลังจากที่ขยายตัวได้ในไตรมาสที่ 4 การนำเข้ายังคงขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นทำให้เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศและเป็นอีกปัจจัยที่กดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่าน
ทั้งนี้สภาพัฒน์ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2567 คาดว่าจะขยายตัวได้ในช่วง 2.0-3.0% มีค่ากลางที่ 2.5% ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 2.2-3.2% มีค่ากลางที่ 2.7% โดยมีปัจจัยกดดันเศรษฐกิจจาก (1) การส่งออกสินค้าที่คาดว่ามูลค่าการส่งออกจะเติบโตได้ที่ 2.0% (ต่ำกว่าเดิมมองไว้ที่ 2.9%) จากการปรับลดปริมาณการส่งออกสินค้าที่ขยายตัว 1.5% (ต่ำกว่าเดิมมองไว้ที่ 2.4%) ตามการปรับตัวลดลงของปริมาณการส่งออกในไตรมาสที่ 1 และการปรับลดสมมติฐานการขยายตัวของปริมาณการค้าโลก และ (2) การลงทุนภาคเอกชนที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.2%(ต่ำกว่าเดิมมองไว้ที่ 3.5%) เนื่องจากอัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมอยู่ในระดับต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมถึงผลกระทบจากการส่งออกที่อาจชะลอตัวกว่าคาด
ขณะเดียวกัน Krungthai COMPASS ธ.กรุงไทย ประเมินว่าเศรษฐกิจปี 2567 มีแนวโน้มเติบโตได้ 2.3% ต่ำกว่าประมาณการเดิมที่คาดไว้ 2.7% สอดคล้องกับมุมมองของสภาพัฒน์ที่ปรับลดกรอบประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ลง โดย Krungthai COMPASS มีมุมมองสอดคล้องกับสภาพัฒน์ที่ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจในปีนี้จาก 1.มูลค่าการส่งออกสินค้าที่มีแนวโน้มเติบโตได้เพียง 0.5%ปรับลดลงจากเดิมที่มองไว้ 1.8% เนื่องจากการค้าโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้ากว่าคาด สอดคล้องกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ปรับลดคาดการณ์ปริมาณการค้าโลกลงเหลือเพียง 3.0% จากเดิมที่ 3.3% อีกทั้งสินค้าส่งออกของไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและความต้องการสินค้าไทยในตลาดต่างประเทศ และ 2. การลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มชะลอตัวจากผลกระทบของภาคการส่งออกสินค้าที่ฟื้นตัวได้ช้า ทั้งนี้ Krungthai COMPASS ประเมินว่าภาคการท่องเที่ยวยังเป็นปัจจัยหนุนสำคัญของเศรษฐกิจในปีนี้ โดยคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มจะเข้ามาเป็นจำนวน35 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่34 ล้านคน ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของสภาพัฒน์ที่ปรับเพิ่มการคาดการณ์
อย่างไรก็ตาม Krungthai COMPASS มีมุมมองต่อแนวโน้มการบริโภคภาคเอกชนที่แตกต่างจากสภาพัฒน์ โดยเราประเมินว่าการบริโภคภาคเอกชนยังมีแนวโน้มเติบโตได้ใกล้เคียงประมาณการเดิมราว 3% เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูงอาจกดดันกำลังซื้อของภาคเอกชนในระยะข้างหน้า สะท้อนจากการใช้จ่ายสินค้าหมวดคงทนในไตรมาสที่ 1 ที่หดตัวสูงจากการซื้อยานพาหนะที่ลดลง 13.9% YoY
เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียนสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลดทอนความสามารถในการแข่งขัน หากเทียบดัชนี Real GDP กับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคแล้ว ไทยใช้เวลานานกว่าในการพลิกฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่ระดับเดิมก่อนการแพร่ระบาดเมื่อปี 2562 โดยดัชนีจีดีพีของไทยเพิ่งกลับสู่ช่วงก่อนโควิด-19 ได้เมื่อไตรมาสที่ 3/66 ขณะที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างปรับตัวได้เร็วกว่า โดยกลับสู่ระดับปกติตั้งแต่ช่วงปี 2564-2565 แล้ว กลุ่มประเทศเหล่านี้ยังสามารถรักษาทิศทางการเติบโตที่สูงกว่าไทยได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ไทยฟื้นตัวได้อย่างจำกัด ปัจจัยสำคัญมาจากการพึ่งพาภาคเศรษฐกิจต่างประเทศ ทั้งการท่องเที่ยวของนักเดินทางชาวต่างชาติและการส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งต้องเผชิญแรงกดดันจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า เช่น การฟื้นตัวที่เปราะบางของจีนส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ อีกทั้งจีนยังจำเป็นต้องส่งออกสินค้าราคาถูกไปตีตลาดในหลายประเทศรวมถึงไทย นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าไทยหลายรายการเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างและสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ปัจจัยเหล่านี้ยังกระทบต่อภาคการผลิตโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังอ่อนแอ เศรษฐกิจไทยจึงทยอยฟื้นตัวอย่างจำกัดและมีแนวโน้มเติบโตได้ช้ากว่าหลายประเทศในภูมิภาค
กระบองพชร

ประเสริฐ เผยเลขาธิการ สกสค.ยื่นลาออก มีผล 18 ก.ค.นี้ ยืนยันงานองค์กรไม่สะดุด เตรียมตั้งรักษาการเร็ววันนี้
สีหศักดิ์ ร่วมคณะผู้แทนไทย นำโดยนายกฯอนุทิน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026
ผบ.ทสส.แจงตั้งศูนย์รบร่วม JCC ใช้งบ 893 ล้าน ไม่มีเพิ่มกำลังพล ใช้วิธีดึงอัตราจากหน่วยอื่นแทน
สภาญี่ปุ่นผ่านร่างกม.ครั้งประวัติศาสตร์ ตอกย้ำกฎเหล็ก สืบราชสันตติวงศ์เฉพาะเชื้อพระวงศ์ชายเท่านั้น
ทุ่มสุดตัว ณเดชน์ สลัดลุคพระเอกคลีน ดัมป์หุ่น เมคอัพหัวโล้นลุยหนังใหม่ ก่อนเข้าพิธีวิวาห์พรุ่งนี้

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี