วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569
ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา โลกการเงินกำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคที่ “รายได้จากการทำงาน”ไม่ได้โตเร็วพอที่จะตามราคาสินทรัพย์ได้อีกต่อไป ข้อมูลจาก Global Wage Report ของ ILO ชี้ชัดว่า ค่าแรงจริง (real wage) ในหลายประเทศเกือบไม่เพิ่มขึ้นเลยเมื่อปรับตามเงินเฟ้อแม้เศรษฐกิจฟื้นตัวหลังโควิดแล้วก็ตาม ขณะที่ในบางภูมิภาค ค่าแรงยังคงติดลบต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี
นี่คือสัญญาณว่ารายได้จากการทำงานกำลังสูญเสียพลังซื้อในอัตราที่น่าเป็นห่วง เพราะค่าครองชีพโดยเฉพาะค่าที่อยู่อาศัยพุ่งสูงเกินกว่าจะตามทันได้
ในทางกลับกัน สินทรัพย์สำคัญของโลก—หุ้น กองทุน พันธบัตร และอสังหาริมทรัพย์—กลับเติบโตเร็วกว่าค่าแรง 3–5 เท่าในหลายประเทศตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
งานศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์การกระจายความมั่งคั่งพบว่าการเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์เป็นปัจจัยใหญ่ที่สุดที่ผลักให้ความเหลื่อมล้ำขยายตัว เพราะผู้ที่มีทุนตั้งต้นสามารถสะสมสินทรัพย์และได้รับ “ผลตอบแทนจากทุน” ในอัตราที่เร่งขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ผู้ที่ยังไม่มีเงินพอจะลงทุนตั้งแต่แรก ไม่มีโอกาสตามราคาที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเลย
เมื่อราคาบ้านวิ่งแซงเงินเดือน : ความมั่งคั่งแยกจากแรงงานอย่างชัดเจน
ในไทย ภาพความเหลื่อมล้ำก็สะท้อนชัดจาก “ราคาบ้านที่วิ่งเร็วกว่ารายได้” เช่นกัน ข้อมูลจาก BOT และบทวิเคราะห์ตลาดอสังหาฯ ระบุว่าในช่วงสิบปีที่ผ่านมาราคาที่อยู่อาศัยในไทยเพิ่มขึ้นราว 45–50% ขณะที่รายได้เฉลี่ยของประชาชนเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 20–25% เท่านั้น หมายความว่าราคาบ้านโตเร็วกว่ารายได้เกือบ2 เท่า โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวที่ราคาที่ดินและต้นทุนก่อสร้างปรับขึ้นต่อเนื่องทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่ม “เอื้อมไม่ถึงบ้านหลังแรก” แม้ทำงานหลายปีแล้วก็ตาม
ช่องว่างนี้ตอกย้ำว่าคนที่สามารถสะสมสินทรัพย์ตั้งแต่เนิ่นๆ ได้มักจะทิ้งห่างคนที่ต้องพึ่งพาเพียงรายได้จากงานประจำซึ่งสะท้อนโครงสร้างความเหลื่อมล้ำที่กำลังขยายตัวในไทยไม่ต่างจากหลายประเทศทั่วโลกครับ เมื่อผสานกับภาวะเงินเฟ้อเชิงโครงสร้าง (structural inflation) ที่ถูกขับเคลื่อนโดยต้นทุนแรงงานสูงขึ้นการย้ายฐานการผลิต และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาสินทรัพย์ยิ่งมีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง จนช่องว่างระหว่าง“ผู้ที่ถือครองสินทรัพย์” กับ “ผู้มีแต่รายได้จากงาน” ถ่างออกทุกปี
ในขณะเดียวกัน AI และ automation ก็เข้ามาเขย่าตลาดแรงงานอย่างรุนแรง IMF ประเมินว่า AI จะมีผลกระทบกับงานทั่วโลกราว 40% และอาจสูงถึง 60% ในประเทศพัฒนาแล้ว หมายความว่าแรงงานจำนวนมากจะถูกกดดันให้ค่าจ้างเพิ่มช้าลง หรือถูกแทนที่โดยเทคโนโลยี แม้รายได้และกำไรของบริษัทจะเพิ่มขึ้นก็ตาม
ดอลลาร์แข็ง ➞ ประเทศกำลังพัฒนาเสียเปรียบหนัก เกิดความเหลื่อมล้ำระดับโลก
ความเหลื่อมล้ำไม่ได้เกิดเฉพาะในประเทศ แต่กำลังขยายในระดับโลกเช่นกัน งานศึกษาของ IMF พบว่าเมื่อค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้น 10% ผลกระทบที่มีต่อประเทศกำลังพัฒนานั้นรุนแรงกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายเท่า GDP อาจหดตัวเฉลี่ย ประมาณ 1.9% ภายในหนึ่งปีขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วได้รับผลกระทบเพียง 0.6% และมีความสามารถในการฟื้นตัวเร็วกว่า
ดอลลาร์แข็งค่ามากในรอบปีที่ผ่านมา ทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ (emerging markets) ไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรสหรัฐฯ ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้น รัฐบาลต้องตัดงบลงทุน และความสามารถในการพัฒนาความรู้และทักษะของประชาชนลดลง
เมื่อทุนไหลเข้าประเทศที่ร่ำรวย แต่ไหลออกจากประเทศกำลังพัฒนา ช่องว่างความมั่งคั่งแบบข้ามประเทศจึงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้ประชาชนในประเทศเหล่านี้ยิ่งเผชิญข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ทั้งค่าครองชีพสูงขึ้นค่าเงินอ่อนลงและต้นทุนชีวิตแพงขึ้น กล่าวได้ว่า โลกกำลังถูกแบ่งเป็นสองกลุ่มชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม :
ประเทศที่มีตลาดทุนแข็งแรง สกุลเงินแข็ง และถือครองเทคโนโลยี VS ประเทศที่พึ่งพาสินเชื่อต่างชาติ และไม่มีทรัพย์สินที่มูลค่าเพิ่มขึ้นตามโลกการเงิน
ทางรอดสู่ปี 2030 : ความรู้ทางการเงิน + การลงทุนเชิงรุก คือเกราะป้องกันที่แท้จริง
เมื่อเห็นภาพทั้งหมดแล้ว คำถามคือ คนทั่วไปควรทำอย่างไร? คำตอบไม่ใช่ “ทำงานให้หนักขึ้น” เพราะข้อมูลชี้แล้วว่าแรงงานไม่สามารถเอาชนะสินทรัพย์ได้อีกต่อไป การปรับตัวที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ทำงาน” เป็น “ผู้ถือครองสินทรัพย์” ให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร กองทุน อสังหาฯ หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความเข้าใจ ความมั่งคั่งยุคนี้เกิดขึ้นจากการให้เงินทำงานควบคู่ไปกับแรงงานของเราเอง อย่างไรก็ตาม ความรู้ทางการเงินคือสิ่งที่แบ่ง “ผู้ชนะ” และ “ผู้แพ้” อย่างแท้จริง เพราะการลงทุนที่ไม่มีความเข้าใจความเสี่ยงอาจย้อนกลับมาทำลายความมั่นคงของตัวเองได้ทันที
ในยุคที่เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยผันผวน เทคโนโลยี disrupt งาน และราคาสินทรัพย์วิ่งเร็วกว่ารายได้การสร้างวินัยการลงทุนและความรู้ทางการเงินคือ “ทักษะชีวิต” ที่สำคัญพอๆ กับทักษะดิจิทัล หากเข้าใจภาพใหญ่และลงมือสร้างสินทรัพย์ตั้งแต่วันนี้ โอกาสในการอยู่ฝั่งผู้ชนะในปี 2030 ก็ยังอยู่ในมือเราเสมอครับ
ดร.กร พูนศิริวงศ์

ปวีณาลุยตลาดโกสุม ช่วยผู้สมัคร สส.เขตดอนเมือง ขอโอกาสกล้าธรรมเข้าสภาฯ
ไทยก้าวใหม่ ปราศรัยใหญ่ ตั๊น จิตภัสร์ เผยย้ายค่ายเพราะอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง
ด่วน!หมายจับนักการเมืองดังอีสาน พบเป็นนายทุนใหญ่เครือข่ายเว็บพนัน ตร.ไซเบอร์ จ่อแถลงพรุ่งนี้
ระดับโลกของจริง ลิซ่า เปิดแคมเปญแรกกับ NikeSKIMS ลุคนี้ละสายตาไม่ได้
อดีตเทศกิจปืนดุ ชวดประกันนอนคุก คดียิงวินจยย.รับจ้างดับ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี