วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
** สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยปี 68 โดย ว่า หลังจีดีพีไตรมาส 4 ขยายตัว 2.5 % ปัจจัยหลักมาจากการส่งออกช่วยผลักดัน เติบโต 5.6 % การก่อสร้างเติบโต 11.2 % การเร่งรัดใช้จ่ายงบฝึกอบรมของส่วนราชการ ในช่วงต้นปีงบปี 68 การเร่งรัดใช้งบ 1.57 แสนล้านบาท อัตราการว่างงาน 0.71 % ต่ำกว่าช่วงเดียวกันอยู่ในระดับ 0.88 % ทำให้จีดีพีปี 68 ขยายตัว 2.4 % จากแนวโน้มดีขึ้นหลายปัจจัย ทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว
ทั้งนี้ สศช. ปรับคาดจีดีพีปี 69 โต 2 % จากเดิม 1.7 % จากเดิมคาดยอดการส่งออกติดลบ -0.3 % เป็นขยายตัว 1.7 % หากรัฐบาลทำให้การใช้สินค้าส่วนประกอบในประเทศชัดเจน การเดินหน้าเจรจาภาษีนำเข้าสหรัฐคืบหน้า ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.4 % อัตราเงินเฟ้อ 0.2 % เศรษฐกิจโลกโต 3 % คาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 35 ล้านคน ทำรายได้เข้าประเทศ 1.65 ล้านล้านบาท จากปี 68 มียอดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33 ล้านคน ทำรายได้เข้าประเทศ 1.47 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตามท่ามกลางข้อจำกัด การค้าโลกยังผันผวน หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ยอดให้เงินกู้ของธนาคารยังต่ำ ทั้งการปล่อยกู้ซื้อรถยนต์ และเอสเอ็มอี ยอดหนี้ NPL ยังสูงต่อเนื่อง สภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มรุนแรง อาจมีปัญหาน้ำท่วม ปัญหาแล้ง ทำให้รัฐบาลมีภาระงบประมาณในการเยียวยาเพิ่ม ขณะที่ข้อกำหนด CBAM ของสหภาพยุโรปมีผลบังคับใช้แล้ว ภาคเอกชนต้องปรับตัวและซื้อคาร์บอนเครดิต เพื่อเคลมเงื่อนไขดังกล่าว การรักษาวินัยการเงิน การคลัง ในยุคนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นสิ่งสำคัญของสถาบันจัดอันดับเครดิตทั่วโลกใช้ประเมินเครดิตประเทศ จึงเป็นข้อจำกัดการใช้งบประมาณและเงินกู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ
ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สำหรับปี 2569 กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตมากกว่าร้อยละ 3 โดยกำหนดให้เป็น “ปีแห่งการลงทุน” เดินหน้ารักษาวินัยการคลัง ควบคู่การผลักดันการลงทุนอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเต็มศักยภาพอย่างยั่งยืน และ รัฐบาลเตรียมเสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เพื่อปลดล็อกอุปสรรคการลงทุน พร้อมผลักดันมาตรการ BOI Fastpass ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน อำนวยความสะดวกนักลงทุนให้รวดเร็วขึ้น
ด้านดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปี 2569 ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์การค้า ค่าเงินบาท แต่หากรัฐบาลสามารถรักษาแรงส่งจากการบริโภค การลงทุน และการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพขยายตัวได้ต่อเนื่อง ในระยะต่อไป ภาคเอกชนเห็นความสำคัญของ ประเด็นยุทธศาสตร์ เช่น การรักษาเสถียรภาพทางการคลังและวินัยการเงินการคลังควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง ซึ่งทางหอการค้าฯ ได้มีการเตรียมหารือกับ BOI เพื่อสนับสนุนในส่วนนี้ นอกจากนั้นการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของ SME และภาคการส่งออก เพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันกลับมา และสุดท้ายการเสริมสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศผ่านความชัดเจนเชิงนโยบายที่จะออกมาเมื่อจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย ซึ่งประเทศไทยยังมีโจทย์ที่ต้องร่วมมือกันอีกเยอะเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวรับมือเศรษฐกิจโลกที่ปรับเปลี่ยนตลอด
ขณะที่นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) พร้อมด้วย นางดุสิดา ทัพวงษ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานบริหารช่องทางและพัฒนาผู้ประกอบการ และทีมงาน เข้าพบ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. และคณะผู้บริหาร สถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือสนับสนุนผู้ประกอบการไทยใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. กำหนดแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่ม Small และ Medium ของ บสย. และสมาชิก ส.อ.ท. ครอบคลุมมิติต่างๆ ทั้งด้านการเงิน การเข้าถึงสินเชื่อผ่านกลไกค้ำประกันของ บสย. การส่งเสริมการตลาด การเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถในการผลิตและการแข่งขัน จากปัจจุบัน บสย. มีจำนวนลูกค้าสะสมกว่า 9 แสนคน โดยกว่า 20% เป็นผู้ประกอบการในกลุ่ม Small และ Medium โจทย์สำคัญคือเพื่อให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ สามารถอยู่รอด อยู่ได้ และเติบโตได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ
2. วิเคราะห์แนวโน้มอุตสาหกรรมที่ต้องได้รับการส่งเสริม “มาตรการเฉพาะจุด” เพื่อร่วมกันหามาตรการให้ความช่วยเหลือสมาชิก ส.อ.ท. และลูกค้า บสย. อย่างเฉพาะจุด ทั้งอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือ หรืออุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโต และเป็นจุดแข็งของประเทศไทย แต่จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมเพื่อต่อยอดสู่ความสำเร็จ อาทิ เกษตรแปรรูป ธุรกิจอาหารเพื่อส่งออก ฯลฯ 3. ผนึกกำลังร่วมพัฒนา “เครดิตสกอริ่ง” ต่อยอดจาก “TCG Score” ของ บสย. เพื่อประเมิน ระดับความเสี่ยงทางการเงิน ความสามารถในการแข่งขัน และเสถียรภาพของ SMEs ในแต่ละกลุ่ม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนธุรกิจและการเข้าถึงสินเชื่อในอนาคตของแต่ละกลุ่ม รวมไปถึงการให้คำแนะนำในการปรับตัวให้กับผู้ประกอบการที่ยังต้องการการพัฒนาต่อไป โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน ให้ SMEs สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง
** กระบองเพชร**

'ศรีสะเกษ' นายอำเภอวังหิน ชวนเที่ยวชมงาน 'เทศกาลหอมแดงบ้านขุมคำ' ส่งเสริมการท่องเที่ยว
'ฟิล์ม ฉัตรดาว'สาวยุคใหม่ โฟกัสความมั่นคงชีวิตรักไม่สำคัญ
'HE CALLED ME A MONKEY': ปัญหาที่มิรู้จบของโลกฟุตบอล
สวยจึ้ง!'น้ำตาล พิจักขณา'อวดโฉมสุดจึ้ง เสิร์ฟลุค พส.จีน แบบตาตรึง
‘สนค.’แนะ‘กาแฟไทย’ปรับกลยุทธ์ชิงโอกาสในตลาดโลก ขยับสู่ศูนย์กลางแห่งอาเซียน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี