วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กของไทยต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น การแข่งขันกับแพลตฟอร์มต่างชาติ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนยิ่งทำให้ SME ต้องรับความเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่อำนาจต่อรองในตลาดกลับมีจำกัดกว่าธุรกิจขนาดใหญ่
ประเทศไทยมี SME มากกว่า 3 ล้านราย และคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมดทั้งยังจ้างงานประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ หาก SME ไม่สามารถปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีใหม่ ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระดับกิจการ แต่จะสะเทือนต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวม
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า AI และ Blockchain จะเข้ามาเปลี่ยนโลกธุรกิจหรือไม่ เพราะคำตอบเกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ แต่คือ SME ไทยจะใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเปลี่ยนจากแรงกดดันให้กลายเป็นความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์
1) AI เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ: จากแรงงานซ้ำซ้อนสู่การตัดสินใจบนข้อมูล
หนึ่งในปัญหาเรื้อรังของ SME ไทยคือโครงสร้างต้นทุนที่พึ่งพาแรงงานจำนวนมากในงานที่ทำซ้ำ เช่น การจัดการเอกสาร การบันทึกบัญชี และการบริหารสต๊อก งานเหล่านี้แม้ดูเป็นพื้นฐานแต่หากผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจกระทบกำไรอย่างมีนัยสำคัญ
AI สามารถเข้ามาช่วยปรับกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ระบบ AI สามารถอ่านและจัดหมวดหมู่ใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีโดยอัตโนมัติ ลดเวลาการทำบัญชีจากหลายชั่วโมงเหลือเพียงไม่กี่นาที นอกจากลดต้นทุนบุคลากรแล้วยังลดความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ได้อย่างชัดเจน
ในด้านการตลาด AI ช่วยให้ SME วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าได้แม่นยำขึ้น ธุรกิจขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการโฆษณา แต่สามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำการตลาดแบบเฉพาะกลุ่ม เพิ่มอัตราการปิดการขายโดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ อีกด้านหนึ่งคือการคาดการณ์ยอดขายและบริหารสต๊อก AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังและปัจจัยภายนอก เช่นฤดูกาลหรือแนวโน้มผู้บริโภค เพื่อคาดการณ์ความต้องการสินค้าได้แม่นยำขึ้น ลดปัญหาสินค้าค้างสต๊อกหรือขาดสินค้าซึ่งในหลายธุรกิจต้นทุนสต๊อกคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 20–30% ของต้นทุนรวม
หัวใจสำคัญคือ AI ทำให้ SME เปลี่ยนจากการบริหารแบบอาศัยประสบการณ์เป็นหลักมาเป็นการบริหารบนพื้นฐานข้อมูล ธุรกิจที่ใช้ข้อมูลในการตัดสินใจจะมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่าและสามารถแข่งขันด้านราคาได้ดีกว่าในระยะยาว
2) Blockchain เพื่อความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ : สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้แต่มีมูลค่าสูง
ในโลกธุรกิจยุคใหม่ ความโปร่งใสและความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับกลายเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร เกษตร และการส่งออก
ตลาดยุโรปและญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและแหล่งที่มาของสินค้าอย่างเข้มงวด Blockchain สามารถบันทึกข้อมูลในห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้ ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ วันผลิต และมาตรฐานคุณภาพสามารถถูกจัดเก็บบนระบบที่ทุกฝ่ายตรวจสอบได้ สิ่งนี้ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและผู้บริโภค
ในบางประเทศ การใช้ blockchain ในกระบวนการตรวจสอบเอกสารส่งออกช่วยลดระยะเวลาการดำเนินการจากหลายวันเหลือไม่กี่ชั่วโมง และลดต้นทุนการตรวจสอบเอกสารได้อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับ SME ไทย ความสามารถในการพิสูจน์ที่มาของสินค้าอาจเป็นปัจจัยตัดสินใจว่าธุรกิจจะได้อยู่ใน global supply chain หรือไม่
ในอนาคต ความน่าเชื่อถือจะไม่ได้วัดจากชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ธุรกิจที่สามารถแสดงหลักฐานเชิงดิจิทัลได้จะมีโอกาสเข้าถึงตลาดพรีเมียมมากกว่า
3) จาก Invoice สู่ Digital Asset : เปิดประตูสภาพคล่องรูปแบบใหม่
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของ SME ไทยคือการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะเมื่อเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อของธนาคารเข้มงวดขึ้น การรอรับชำระเงินจากลูกค้า 60–90 วันส่งผลต่อกระแสเงินสดอย่างชัดเจน
Blockchain เปิดทางให้เกิดแนวคิดใหม่ เช่น การแปลงใบแจ้งหนี้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล หรือที่เรียกว่า Invoice Tokenization ใบแจ้งหนี้ของ SME ที่มีคู่ค้าเป็นบริษัทขนาดใหญ่สามารถถูกแปลงเป็นโทเคน และนำไปใช้เป็นหลักทรัพย์ในการระดมทุนระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มที่ได้รับการกำกับดูแล
กระบวนการนี้ช่วยให้ SME ได้รับเงินเร็วกว่าการรอครบกำหนดชำระ และลดต้นทุนทางการเงินในภาพรวมแนวโน้มการนำสินทรัพย์จริงมาทำเป็นโทเคน หรือ Real World Asset Tokenization กำลังเติบโตในระดับโลกเพราะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนย้ายเงินทุน
หากประเทศไทยสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมายและเทคโนโลยีรองรับได้ SME จะมีช่องทางเข้าถึงทุนที่หลากหลายขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนแบบดั้งเดิมเพียงช่องทางเดียว
ความเร็วในการปรับตัวคือความได้เปรียบ
AI และ Blockchain ไม่ใช่เทคโนโลยีสำหรับองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือที่ SME สามารถนำมาใช้ได้จริงในวันนี้ ธุรกิจที่ใช้ AI เพื่อลดต้นทุน ใช้ Blockchain เพื่อสร้างความโปร่งใส และใช้ Tokenization เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง จะมีความยืดหยุ่นและแข่งขันได้ดีกว่า
ในยุคที่การแข่งขันวัดกันที่ประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ ความเร็วในการปรับตัวจะกลายเป็นปัจจัยชี้ชะตา ธุรกิจที่รอให้สถานการณ์บีบคั้นอาจสายเกินไป ขณะที่ธุรกิจที่เริ่มต้นเรียนรู้และทดลองใช้เทคโนโลยีตั้งแต่วันนี้ จะมีโอกาสเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นการเติบโตอย่างยั่งยืน สำหรับ SME ไทย เทคโนโลยีไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการอยู่รอดในเศรษฐกิจยุคใหม่
ดร.กร พูนศิริวงศ์

ศธ.แจงปรับปรุงประกาศการรับนักเรียนไม่มีสัญชาติ เน้นกลุ่มพำนักในไทย สอดคล้องมติ ครม.ปี 48-หลักสากล
คลิปนาทีระทึก! ไฟไหม้คลังกระสุน ตชด.21 สุรินทร์ เสียงระเบิดดังสนั่น
(คลิป) ชำแหละแค้นนี้ต้องชำระ! สูตรตั้งรัฐบาล แดง-ส้ม-เขียว
(คลิป) เจ๊ปอง ชำแหละระบบการเมืองไทย
ทบ.ลุยระงับเพลิงไหม้ คลังกระสุน ตชด.21 สุรินทร์ วอนปชช.อย่าตื่นตระหนก

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี