วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569
ตลาดอสังหาฯปี69...พิษสงครามดันต้นทุนพุ่ง
** สายงานสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) วิเคราะห์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569 โดยคาดการณ์ว่ายอดโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศหดตัวเหลือ 290,000 ยูนิต จาก 316,214 หน่วยในปี 2568 ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี โดยมีสาเหตุจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ผลักดันให้ต้นทุนวัสดุก่อสร้างพุ่งตาม นำไปสู่ "ภาวะต้นทุนปรับฐานใหม่" (New Cost Base) กดดันบ้านโครงการใหม่ต้องปรับราคาขายขึ้น 5-10 % ส่งผลให้ตลาดโครงการระดับกลาง-ล่างเผชิญภาวะชะลอตัวอย่างหนัก
ทั้งนี้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและพันธมิตรที่ทวีความรุนแรงขึ้นในเดือนมีนาคม กำลังส่งแรงกระเพื่อมเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยในหลายมิติ ทั้งในมิติต้นทุน (Supply) กำลังซื้อ (Demand) และ โอกาสในการซื้อ โดยมีปัจจัยหลักสำคัญคือพลังงาน ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งวัสดุก่อสร้างหลัก อาทิ ปูนซีเมนต์ คอนกรีต และเหล็ก จึงปรับตัวสูงขึ้นตาม ผลกระทบดังกล่าวปรากฏชัดเจนในกลุ่มบ้านขนาดมาตรฐาน 120-170 ตร.ม. ระดับราคา 2-5 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ด้วยสัดส่วนยอดขายถึง 54 % หรือคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 76,200 ล้านบาท
นอกจากงานโครงสร้างแล้ว กลุ่มงานระบบไฟฟ้าและประปายังมีความไวต่อราคาปิโตรเคมีอย่างมาก เนื่องจากท่อ PVC สายไฟ และอุปกรณ์พลาสติกต่างๆ มีส่วนประกอบหลักที่อ้างอิงกับราคาน้ำมันดิบโดยตรง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนต้นทุนประมาณ 12 % เช่นเดียวกับงานสถาปัตยกรรมอย่างสีทาอาคารและวัสดุปูกระเบื้อง ที่ต้องใช้สารทำละลายและเรซินจากปิโตรเลียมเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งบ้านกลุ่มระดับราคานี้มักจะเน้นความสวยงามในจุดที่มองเห็นได้ชัดเจน ทำให้ทุกรายละเอียดของการตกแต่งมีต้นทุนแฝงจากสงครามซ่อนอยู่ การ "ล็อกราคา" กับร้านวัสดุก่อสร้างในพื้นที่ หรือการจัดซื้อวัสดุในกลุ่มงานระบบและสีอาคารสำรองไว้ล่วงหน้าเมื่อเริ่มเห็นสัญญาณ จะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยควบคุมให้งบประมาณก่อสร้างที่ตั้งไว้ไม่รั่วไหลไปกับกระแสราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์โลกที่ผันผวน
แรงกระเพื่อมต่อกำลังซื้อ
วิกฤตความความขัดแย้งระดับโลกที่เกิดขึ้นส่งแรงกระเพื่อมสู่เศรษฐกิจไทยและกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ “กำลังซื้อ” ในตลาดบ้านและคอนโดมิเนียมของคนไทยที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ ราคาน้ำมันในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ไม่เพียงแค่ค่าเดินทางที่แพงขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าขนส่งสินค้าและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงาน เมื่อค่าครองชีพโดยรวมเพิ่มขึ้น ครัวเรือนจำนวนมากจึงต้องจัดสรรรายได้ใหม่ เงินที่เคยสามารถนำมาเก็บออมเพื่อเป็นเงินดาวน์บ้าน หรือใช้สำหรับผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัย อาจต้องถูกนำไปใช้กับค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวันมากขึ้น
นอกจากเรื่องค่าครองชีพแล้ว สงครามยังมีผลต่อ ระดับเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจ อีกด้วย เมื่อราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เงินเฟ้อจึงมีแนวโน้มขยายตัว ซึ่งทำให้ธนาคารกลางในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย จำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ เช่น การคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง หรือการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งดอกเบี้ยที่สูงขึ้นหมายถึง ภาระค่างวดที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว ทำให้ยอดผ่อนต่อเดือนสูงขึ้นหลายพันบาท ส่งผลให้บางครอบครัวกู้ได้วงเงินน้อยลง หรือจำเป็นต้องชะลอการตัดสินใจซื้อ
"ต้นทุนเดิม" ก่อนที่คลื่นความร้อนแรงของราคาวัสดุก่อสร้างชุดใหม่จะเข้ามา หัวใจสำคัญประการแรกคือ การล็อกต้นทุนคงที่ ผ่านการเลือกซื้อบ้านที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่ (Stock) ซึ่งเปรียบเสมือนการซื้อสินค้าย้อนเวลา เพราะบ้านเหล่านี้ถูกคำนวณราคาบนฐานของค่าแรง และราคาวัสดุก่อสร้างในอดีตที่ยังไม่ถูกบวกเพิ่มจากส่วนต่างราคาวัสดุที่ผันผวน หรือค่าขนส่งที่ขยับตามราคาน้ำมันในปัจจุบัน การทำสัญญาในเวลานี้จึงเป็นเหมือนการได้รับส่วนลดทางอ้อมจากภาวะเงินเฟ้อที่กำลังจะเร่งตัวขึ้น ทำให้ผู้ซื้อได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่มีมูลค่าการก่อสร้างจริงสูงกว่าราคาที่จ่ายไป
เมื่อความกังวลเรื่องสงครามกดดันกำลังซื้อในภาพรวมให้ชะลอตัวลง ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ (Developer) ส่วนใหญ่จึงมีความจำเป็นต้องรักษาสภาพคล่องและดึงกระแสเงินสดเข้าสู่บริษัท นำไปสู่การออกแคมเปญกระตุ้นยอดขายและโปรโมชั่นระบายสต็อก ที่มีการลดแลกแจกแถมกว่าช่วงเวลาปกติ จึงเป็นโอกาสทองที่ผู้ซื้อจะได้บ้านใน "ราคาเดิม" ที่ยังไม่ปรับฐานใหม่ พร้อมข้อเสนอพิเศษและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่หาได้ยากในสภาวะปกติ อีกหนึ่งปัจจัยความสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ ความแน่นอนของดอกเบี้ย ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงระยะยาว ในยามที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์โลกอาจบีบให้ต้นทุนทางการเงินในตลาดโลกขยับตัวสูงขึ้น การเร่งทำสัญญาและขออนุมัติสินเชื่อในช่วงนี้จะช่วยให้ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงข้อเสนออัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) ในช่วง 1-3 ปีแรกจากธนาคารได้ง่ายกว่า
ในมิติระดับสากล ประเทศไทยยังคงถูกมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการอยู่อาศัยและการลงทุน เนื่องจากมีเสถียรภาพและไม่ได้อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งโดยตรง ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในทำเลศักยภาพและเมืองท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ กรุงเทพฯ ภูเก็ต หัวหิน ชลบุรี และเชียงใหม่ ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการกระจายความเสี่ยง
** ธนาคารเกียรตินาคินภัทร **
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี