วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569
หลายท่านคงเคยเจอเหตุการณ์เหล่านี้ เช่น แม่แมวใจแตกแอบมาคลอดลูกทิ้งไว้ในบ้านของเรา หรือแม้แต่เจ้าด่างเจ้าเหมียวที่เราเลี้ยงไว้นั้นคลอดลูกเป็นครอกแรกแถมยังเลี้ยงลูกไม่เป็น ครั้นเราจะปล่อยทิ้งไว้โดยไม่แยแส ลูกหมาลูกแมวเหล่านั้นก็คงจะตายเสียเปล่าๆ การเป็นแม่นมนั้น จะมีหลักการ ขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติอย่างไรบ้างวันนี้เราคุยเรื่องนี้ เพื่อช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตให้กับลูกสัตว์กำพร้าเหล่านั้นกันครับ
@กรณีใดบ้างที่เราต้องทำหน้าที่เป็นแม่นมให้สัตว์
สถานการณ์ที่เราต้องพบเจอลูกสัตว์กำพร้าและทำให้เราต้องกลายเป็นแม่นมมีหลายกรณี ได้แก่
- แม่สัตว์มาคลอดลูกทิ้งไว้ แล้วไม่ยอมมาดูแลเลี้ยงลูก
- แม่สาวที่เพิ่งเคยคลอดลูกครอกแรก แต่เลี้ยงลูกไม่เป็น ปล่อยลูกทิ้งไว้โดยไม่สนใจ
- การที่แม่สัตว์เสียชีวิตหลังคลอด
- การที่แม่สัตว์ป่วย หรือมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการรักษาด้วยยาอันตราย ที่สามารถถ่ายทอดทางน้ำนมได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อลูก จึงไม่สามารถให้นมลูกได้เป็นต้น
@หลักของแม่นมสัตว์ในการดูแลมีอะไรบ้าง?
สำหรับหลักการสำคัญในการเป็นแม่นม ขอสรุปได้อย่างง่ายๆ เพียง 3 ข้อสั้นๆ ที่จำง่ายๆ ว่า “อุ่น อิ่ม อึ” ซึ่งขอลงรายละเอียดดังนี้
1.“อุ่น” มาจาก “ความอบอุ่น” ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญข้อแรก เนื่องจากลูกสัตว์ที่เกิดใหม่นั้น จะมีอุณหภูมิร่างกายที่ค่อนข้างต่ำ และอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิจากในท้องแม่มาสู่อุณหภูมิของโลกภายนอก ความอบอุ่นจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก (เราจะเห็นได้ทั่วไป จากการที่แม่สุนัขหรือแมวที่นอนขดตัวเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ลูก รวมถึงแม่ไก่ที่นั่งกกไข่หรือลูกเจี๊ยบเกือบตลอดเวลานั่นเอง)
ส่วนใหญ่แล้ว ตามโรงพยาบาลสัตว์ หรือคลินิกรักษาสัตว์ มักจะใช้ตู้ควบคุมอุณหภูมิ เพื่อให้ความร้อนที่อบอุ่นสม่ำเสมอ แต่กรณีที่เราอยู่บ้าน เราสามารถทำได้ด้วยการใช้โคมไฟอ่านหนังสือที่มีแสงนวลๆ (ไม่ใช่หลอดไฟ LED) หลอดไฟประเภทนี้จะทำให้เกิดความร้อน ซึ่งสามารถนำมาใช้ให้เกิดความอบอุ่นได้
หลักการสำคัญที่สุดในการกกก็คือ การดูแลอุณหภูมิให้กับลูกสัตว์ในช่วงแรกคือ เพื่อรักษาระดับการทำงานของหัวใจและระบบไหลเวียนเลือดของลูกสัตว์ให้ทำงานได้เป็นปกติ
แต่สิ่งที่ต้องระวังในการกกไฟก็คือ
- ต้องควบคุมอุณหภูมิไม่ให้สูงเกินไป เพราะจะสามารถทำให้เกิดอันตรายกับผิวหนังของลูกสัตว์ได้ โดยจะทำให้ผิวหนัง (ที่บอบบาง) นั้นไหม้ เกิดเป็นแผล และติดเชื้อ ซึ่งสามารถเสียชีวิตในที่สุด ในกรณีที่ใช้ตู้ควบคุมอุณหภูมิสำหรับอบลูกสัตว์ ก็ควรตั้งอุณหภูมิที่ 37-38 องศาเซลเซียส
โดยที่เราสามารถตรวจสอบความร้อนแบบง่ายที่สุดก็คือ ลองทดสอบความร้อนด้วยหลังมือของเราเอง ว่าร้อนจนเกินไปหรือไม่ นอกจากนี้ให้สังเกตอาการลูกสัตว์ว่าอยู่ได้อย่างสบาย ไม่กระวนกระวาย หรือพยายามคลานหนีจากตำแหน่งไฟกกหรือไม่หากร้อนเกินไป เราก็ลดอุณหภูมิลงได้โดยการปรับไฟกกให้ห่างจากตัวลูกสัตว์มากขึ้น
- ต้องระมัดระวังเรื่องไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งกรณีนี้จะเป็นอันตรายมากต่อทั้งลูกสัตว์และคนในบ้าน อาจทำให้เกิดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินได้มากทีเดียว
- ระวังอันตรายจากอุบัติเหตุ จากการกระแทก หรือจากการร่วงหล่นของโคมไฟใส่ลูกสัตว์ แล้วเกิดการการบาดเจ็บ หรือเกิดการลุกไหม้ของไฟได้
2.“อิ่ม” เป็นหลักการข้อที่สอง นั่นคือเรื่องของความอิ่มในการกิน ลูกสัตว์แรกเกิดนั้นหากไม่ได้น้ำนมจากแม่ ก็ควรได้รับสารทดแทนน้ำนมแม่สัตว์อย่างเพียงพอ
โดยนมที่เลือกใช้ในลูกสัตว์แรกเกิดควรเป็นนมที่ผลิตมาเพื่อทดแทนน้ำนมแม่โดยเฉพาะ แต่ในกรณีที่หาไม่ได้จริงๆ เราอาจใช้นมแพะป้อนให้กิน เนื่องจากมีโมเลกุลค่อนข้างเล็ก ง่ายต่อการดูดซึม ควรหลีกเลี่ยงนมวัวเพื่อลดโอกาสเสี่ยงจากการเสียชีวิตเนื่องจากการท้องเสีย ท้องอืดได้
โดยปกติแล้ว ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังเกิด ลูกสัตว์ควรได้รับ “นมน้ำเหลือง” หรือ colostrum จากแม่ ซึ่งเป็นนมที่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจากแม่สัตว์ส่งต่อถึงลูก (โดยในช่วงเวลาไม่เกิน 1-2 วันแรกหลังคลอดนั้น ลำไส้ของลูกจะสามารถดูดซึมภูมิคุ้มกันเหล่านี้เข้าไปได้ แต่หลังจากนั้น ก็จะไม่สามารถดูดซึมได้แล้ว) เราจึงพบว่าลูกสัตว์กำพร้าที่ไม่ได้รับนมน้ำเหลืองจากแม่นั้น เมื่อเติบโตมามักจะมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่าลูกสัตว์ปกติที่ได้รับน้ำนมเหลืองจากแม่ จึงทำให้สามารถติดโรคต่างๆ ได้ง่ายกว่าลูกสัตว์ทั่วไป
การป้อนนมลูกสัตว์กำพร้ามีหลักการ ที่ควรต้องตระหนักไว้คือ “ป้อนทีละน้อย แต่บ่อยครั้ง“ โดยปกติแล้ว ควรป้อนทุก 2-3 ชั่วโมง นอกจากนี้อุปกรณ์ที่ใช้ป้อนนม ก็ควรใช้ขวดนมสำหรับลูกสัตว์โดยเฉพาะ และเลือกจุกนมให้มีขนาดเหมาะสมกับปากของสัตว์ หากลูกสัตว์ยังดูดไม่เป็น ก็อาจต้องใช้ไซริงค์หรือกระบอกฉีดยา (ที่ประยุกต์ด้วยการติดปลายด้วยยางนิ่มๆ เช่นใส้ไก่ยางในของรถจักรยาน) ใช้ป้อนลูกสัตว์ชั่วคราวก่อนก็ได้
สำหรับปริมาณน้ำนมที่เหมาะสมนั้น ขึ้นกับขนาดตัวของลูกสัตว์ ลูกสัตว์จะกินไม่มาก และจะหยุดกินเองเมื่ออิ่มท้อง หรือเราจะสังเกตได้จากลักษณะของท้องที่ขยายขนาดขึ้นก็ได้
แต่มีข้อควรระวังในการป้อนนมดังนี้
- ชนิดของนม (ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ควรเป็นสารทดแทนนม หรืออาจใช้นมแพะแต่ไม่ควรเป็นนมโค)
- ความสะอาดและการปนเปื้อนแบคทีเรียในนมที่ชงทิ้งไว้ (หรือที่เรียกว่านมบูดนั้นเอง)
- อุณหภูมิของนมที่ให้ลูกสัตว์กิน ต้องอุ่นพอควร เพื่อป้องกันภาวะท้องอืดจากการกินนมที่เย็นเกินไป แต่จะต้องไม่ร้อนเกินไปจนเกิดการลวกปาก ลิ้น และทางเดินอาหารซึ่งเราสามารถทดสอบความอุ่นได้ โดยลองหยดนมมาที่หลังมือของเรา ถ้าร้อนเกินไปก็ต้องปล่อยให้เย็นลงก่อน
- การสำลักจากการป้อนนมในกรณีที่ให้ปริมาณมากและเร็วเกินไป หรือการเจาะรูที่จุกนมใหญ่เกินไปทำให้ลูกสัตว์กลืนไม่ทัน และสำลักนมเข้าปอด เกิดการติดเชื้อ และอาจถึงเสียชีวิตได้ทันที
- การเจาะรูที่จุกนมเล็กเกินไป ก็จะทำให้ลูกสัตว์ดูดนมไม่ได้
3.“อึ” หลักการข้อที่สามคือเรื่องของการขับถ่ายของเสีย (ทั้งนี้รวมทั้งอุจจาระและปัสสาวะ) การขับถ่ายนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงเสมอว่า ทุกครั้งที่ลูกสัตว์ได้รับน้ำนมจะต้องมีการขับถ่ายควบคู่กันไป มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาท้องผูกท้องอืดหรือมีของเสียสะสมในทางเดินอาหาร
ในภาวะปกติ เราจะเห็นว่าแม่สัตว์จะเลียทำความสะอาดตัวลูกสัตว์ โดยการเลียบริเวณ
อวัยวะเพศและทวารนั้นเป็นการทำเพื่อกระตุ้นลูกสัตว์ให้ขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะออกมา สำหรับลูกสัตว์กำพร้า แม่นมต้องช่วยกระตุ้นการขับถ่ายแทนแม่สัตว์ด้วยการใช้“สำลีชุบน้ำอุ่น” เช็ดบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนักทดแทนการเลียของแม่สัตว์อ้วย
มีข้อควรระวังในการกระตุ้นการขับถ่ายดังนี้
- ต้องทำทุกครั้งหลังป้อนนมลูกสัตว์
- ควรให้เวลากับการกระตุ้นการขับถ่ายในลูกสัตว์ด้วย เนื่องจากลูกสัตว์บางตัวจะใช้เวลาค่อนข้างนานหลังจากการกระตุ้นกว่าจะเกิดการขับถ่าย
- ต้องทำด้วยความอ่อนโยน ไม่จำเป็นต้องทำด้วยความรุนแรง แต่ใช้ความอุ่นของน้ำที่ชุบสำลีในการกระตุ้นให้เกิดการขับถ่าย
- หากลูกสัตว์ไม่ยอมขับถ่าย แม่นมควรพาไปพบสัตวแพทย์โดยเร็ว
ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เป็นหลักการเบื้องต้นในการเป็นแม่นมให้ลูกสัตว์กำพร้า ซึ่งหากเราทราบข้อมูลเหล่านี้แล้ว เราทุกคนก็สามารถช่วยเหลือลูกสัตว์กำพร้าให้มีโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้น และเมื่อโตขึ้นจนมีอายุครบสำหรับทำวัคซีนแล้วละก็ อย่าลืมพาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์เพื่อเริ่มโปรแกรมวัคซีนด้วยนะครับ เพราะว่าลูกสัตว์กำพร้ามีภูมิคุ้มกันค่อนข้างต่ำกว่าปกติ วัคซีนจึงเป็นช่องทางสำคัญที่สามารถช่วยป้องกันลูกสัตว์จากโรคติดเชื้อต่างๆ ได้ครับ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ภาควิชากายวิภาคศาสาสตร์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้แล้วแต่งวันไหน! ณเดชน์เช็กความพร้อม บ้านสวนยิ่งเย็น เตรียมรับขวัญญาญ่า สู่สะใภ้ขอนแก่น
ในหลวง พระราชทานชื่อใหม่ สมาคมกีฬามวยไทยแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
หมอวรงค์โชว์คลิป เมินอาหารฟรีสภาฯ ซื้อก๋วยเตี๋ยวกินเอง ไม่เบียดเบียนภาษีประชาชน
ด่วน! อิหร่าน ส่งโดรนถล่มโรงกลั่นน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุฯ ล้างแค้นหลังเซาท์พาร์สโดนโจมตี
นายกฯ ส่งความปรารถนาดี วันอีฎิ้ลฟิตริ ชาวไทยมุสลิมทุกคน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี