วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ปัจจุบัน Trend of longevity ทุกคนอยากมีชีวิตที่ยืนยาวแบบมีคุณภาพ เพราะปัจจุบันการแพทย์ทำให้เรามีชีวิตยาวนานขึ้น กระแสการมีสุขภาพดีจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตจึงมีบทบาทมากในปัจจุบัน ดังนั้นเราจะทำอย่างไรให้สุขภาพตาของเราอยู่ยืนยาวจนถึงวาระสุดท้ายของเราได้มากที่สุด
ทำไมการมองเห็นและสุขภาพตาจึงมีความสำคัญมากและจำเป็นในการมีอายุที่ยืนยาวและมีคุณภาพเนื่องจากดวงตาเป็นประสาทรับสัมผัสที่สำคัญ ทำให้เรามองเห็น/ทำกิจวัตรประจำวันได้ ไม่ว่าจะเป็น อ่านหนังสือ ทำอาหาร ขับรถ โดยไม่ต้องพึ่งพิงใคร
เราจึงจำเป็นต้องมีสุขภาพตาที่ดี
หากเรามีสุขภาพตาที่ดี จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ เช่น หกล้ม ชน ในผู้สูงอายุ ยิ่งทำให้สุขภาพร่างกายอื่นๆมีปัญหาตามมาได้
-สุขภาพตาที่ดีสะท้อนถึงสุขภาพร่างกายที่ดีด้วย เนื่องจากเส้นเลือดที่จอตาเป็นเส้นเลือดเดียวที่เรามองเห็นโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ อาศัยเครื่องUltrasoundก็สามารถตรวจมองเห็นได้ หากเส้นเลือดที่ตามีความผิดปกติ เช่น ตีบ เล็กหรืออุดตัน ปลายเส้นเลือดขาวผิดปกติ อาจจะเป็นตัวบ่งบอกว่าเส้นเลือดบริเวณอื่นในร่างกายเราจะมีความผิดปกติด้วย สำคัญมากในกลุ่มคนโรคหลอดเลือดต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง
-การมองเห็นที่ดีจะสนับสนุนให้เรามีสุขภาพทางสติปัญญาที่ดีด้วย เพราะการมองเห็นทำให้เราสามารถอ่านหาความรู้ต่างๆได้ ช่วยจดจำ ลดโอกาสการเกิดความจำเสื่อมได้
-หากเรามองไม่เห็น โอกาสการเข้าสังคมและความมั่นใจของเราจะลดลง ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าตามมา นำไปสู่ภาวะความจำเสื่อม สุขภาพจิตแย่ลงตามมาได้
ดังนั้น สุขภาพตามีความสำคัญและมีผลต่อสุขภาพร่างกายองค์รวมอย่างมาก (ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา)
เมื่ออายุมากขึ้น ดวงตาของเรามีการเปลี่ยนแปลง โรคทางตาส่วนใหญ่มักเกิดจากความเสื่อมจากอายุที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ต้อกระจก ต้อหินบางชนิด จอตาเสื่อมจากอายุที่เยอะ
ดังนั้น ดวงตาแต่ละส่วนมีการเปลี่ยนแปลงตามอายุที่มากขึ้น แบ่งเป็นแต่ละส่วนดังนี้
กระจกตา
อวัยวะที่มีความใส ทำหน้าที่หักเหแสงเข้าลูกตา เมื่ออายุมากขึ้นอาจสังเกตเห็นขอบตาดำขาวมากขึ้น เรียกว่า “Arcus senilis” เกิดจากไขมันมาสะสมที่ขอบกระจกตา เนื่องจากอายุที่มากขึ้นทำให้เส้นเลือดแข็งแรงลดลง ทำให้ไขมันที่เคยมีอยู่ในเส้นเลือดรั่วออกมาและสะสมที่ขอบกระจกตา ในกรณีอายุน้อยแล้วพบ Arcus senilis อาจสัมพันธ์กับภาวะไขมันในเลือดสูง จำเป็นต้องเจาะเลือดดูระดับค่าไขมัน ชั้นของเซลล์ที่ทำหน้าที่ปกป้องกระจกตา (corneal epithelium) เมื่ออายุมากขึ้น หากมีแผลที่กระจกตา การสมานตัวของแผลจะช้าลง
นอกจากนี้ กระจกตาจะแห้งมากขึ้น พบภาวะตาแห้งได้มากขึ้นในผู้ป่วยที่อายุมากขึ้น เกิดจาก 1.ต่อมน้ำตาสร้างน้ำตาลดลง 2. ต่อมสร้างเมือกที่มาชะโลมกระจกตา (mucinous gland) สร้างลดลง 3. ต่อมไขมันบริเวณขอบตา (meibomian gland)สร้างไขมันมาเคลือบกระจกตาลดลง ดังนั้น เมื่ออายุมากขึ้นจะพบภาวะตาแห้งได้มากขึ้น เซลล์ที่ทำให้กระจกตาใสตลอดเวลา จำนวนเซลล์ลดลงเมื่อเราอายุมากขึ้น
ช่องหน้าม่านตา
ทางระบายน้ำ (trabecular meshwork) เมื่ออายุมากขึ้น จะมีการสะสมของsulfated proteoglycan บริเวณTMมากขึ้น อาจทำให้เกิด microstructural change ของ TM ซึ่งมีผลสำคัญในการระบายน้ำในช่องหน้าม่านตาลดลง ส่งผลให้ความดันลูกตาสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นต้อหิน
เลนส์ตา
เมื่ออายุมากขึ้น โปรตีนที่อยู่ในเซลล์ของprotein fiber ถูกทำลายจากรังสีUV ส่งผลให้เกิดต้อกระจกได้
นอกจากนี้ fiber lensถูกสร้างและสะสมมาเรื่อยๆ เลนส์ยืดหยุ่นลดลงเมื่ออายุมากขึ้นทำให้เกิดสายตายาวได้ในคนที่อายุมากขึ้น ปรับfocusได้ลดลง
วุ้นตา
ภาวะวุ้นตาเสื่อม พบได้ในผู้สูงอายุ โดนแสงแดด UV ทำลายสายใยของ hyaluronic acid และ collagen ทำให้บางส่วนกลายเป็นก้อนกระจุก เมื่อแสงส่องผ่านเจอก้อนกระจุกจะเห็นเป็นเงาดำลอยไปมา
อาจเห็นแสงแวบได้
จอตา
เซลล์ที่ทำหน้าที่รับแสงรับภาพ โดยปกติเซลล์รับภาพประกอบด้วย 2 ชนิด 1. Rod cell หน้าที่รับแสงเป็นหลัก 2. Cone cell ทำหน้าที่รับสี โดยเซลล์รับแสง (rod photoreceptor) จะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น อาจทำให้เมื่ออยู่ในที่มืด การปรับตาให้เห็นชัดจะยากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น นอกจากนี้ ตอนเราเป็นเด็ก ร่างกายเราจะมีวิธีจัดการกับของเสียจากเซลล์รับแสงที่ใช้งานแล้วได้อย่างดี แต่เมื่ออายุมากขึ้น เซลล์เหล่านี้ทำงานได้น้อยลง ในขณะที่ของเสียเท่าเดิม ทำให้กำจัดของเสียไม่ทัน ส่งผลให้เกิดของเสียสะสมบริเวณจอตา กระบวนการรับแสงเปลี่ยนเป็นภาพของจอตาทำงานได้ลดลง ทำให้เกิดภาวะจอตาเสื่อมที่เกิดตามอายุได้
หนังตาตก เมื่ออายุมากขึ้น
เกิดจากกล้ามเนื้อที่ยกเปลือกตาหลุดจากที่เดิมที่เกาะ ทำให้ตาหรี่ลง นอกจากนี้เมื่อเราอายุมากขึ้นผิวหนังจะหย่อนคล้อยมากขึ้น ทำให้เห็นว่าหนังตาเกินมากขึ้น ซึ่งมักเห็นจากข้างๆบริเวณที่เริ่มหย่อนมาก่อน นอกจากนี้ เมื่ออายุมากขึ้น ไขมันในเบ้าตาจะฝ่อไปตามอายุ อาจเห็นตาโหลขึ้น และในบางคนอาจเห็นเป็นไขมันที่บริเวณถุงใต้ตาที่ใหญ่มากขึ้น ซึ่งเกิดจากพังผืดที่บังไม่ให้ไขมันจากในเบ้าตายื่นออกมาบริเวณใต้ตา ดังนั้น ไขมันที่อยู่ในเบ้าตาจะถูกดันออกมาชัดขึ้น เกิดภาวะถุงใต้ตา นอกจากนี้ เมื่อคุณภาพของผิวหนัง ความยืดหยุ่นลดลง จะเห็นริ้วรอยได้ง่ายขึ้น
วิธีป้องกันและจัดการกับภาวะดังกล่าว
ปัจจุบันยังไม่สามารถหยุดกระบวนการชราได้ แต่เราสามารถรักษาให้คงอยู่กับเรานานที่สุดได้
ตรวจสุขภาพตาสม่ำเสมอ
-กลุ่มผู้ป่วยเด็กด้วย ก่อนวัยเข้าโรงเรียนควรไปพบจักษุแพทย์หรือตรวจวัดสายตาอย่างน้อย 1 ครั้ง เช่น โครงการเด็กไทยสายตาดี (ภาวะสายตา ตาเข ตาขี้เกียจ) การวัดสายตาในวัยเด็กมีข้อสำคัญคือ เพื่อป้องกันภาวะตาขี้เกียจ เนื่องจากหากแก้ไขภาวะตาขี้เกียจล่าช้าจะมีผลต่อพัฒนาการสมองของเด็ก ผู้ปกครองต้องคอยสังเกต
-วัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ไม่มีอะไรต้องกังวลเป็นพิเศษ
-ช่วงอายุ 40-60 ปี แนะนำตรวจตา 1-2 ปี ควรมาตรวจตาอย่างน้อย 1 ครั้ง เพื่อดูภาวะต่างๆ เช่น ภาวะต้อหิน ภาวะสายตายาวตามอายุ และในกลุ่มคนไข้บางคนอาจมีต้อกระจกที่เป็นเร็วมากกว่าผู้อื่น
-อายุเกิน 60 ปี จำเป็นต้องตรวจตาเป็นประจำ ปีละ 1 ครั้ง สม่ำเสมอ เพื่อประเมินโรคต่างๆ เช่น ต้อหินซึ่งมีโอกาสเกิดได้มากขึ้นกลุ่มผู้ป่วยที่มีอายุมากขึ้น, ต้อกระจก รวมทั้งโรคจอตาเสื่อมตามอายุ
โดยมีจุดมุ่งหมายคือ หากสามารถคัดกรองและพบตัวโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยชะลอตัวโรคและช่วยให้ผู้ป่วยมีการมองเห็นที่ดีได้เป็นระยะเวลานานมากขึ้น หากเราตรวจเจอโรคได้รวดเร็วขณะที่โรคไม่รุนแรง นอกจากนี้ ควรดูแลโรคประจำตัว ควบคุมให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันสูง โดยกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานควรตรวจตาคัดกรองเบาหวานขึ้นจอตาทุกปี เนื่องจากภาวะเบาหวานขึ้นจอตาระยะแรก ผู้ป่วยอาจยังไม่มีอาการได้
นอกจากนี้ ควรสื่อสารกันในครอบครัวว่ามีคนในครอบครัวมีโรคทางตาใดบ้าง โดยเฉพาะโรคต้อหิน จอตาเสื่อม จะเพิ่มความเสี่ยงแก่ผู้ป่วยได้มากขึ้น หากมีคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าวร่วมด้วย
ใส่แว่นกันแดด เมื่อโดนแดดหรือลม ใส่หมวกปีกกว้าง
รังสีUV ทำให้เกิด oxidative stress ไม่ว่าจะเป็น จอตาเสื่อมตามอายุ รังสีUVแรงๆ ส่งผลต่อโรคทางตาหลายโรค เช่น ต้อกระจก จอตาเสื่อม ต้อลม ต้อเนื้อ
หลีกเลี่ยงการใช้หน้าจอ ควรจำกัดเวลาที่เหมาะสมในการดูจอ โดยใช้หลักการ 20-20-20 คือ เมื่อใช้หน้าจอ 20 นาที ควรพักมองไกลอีก 20 วินาที ที่ระยะ 20 ฟุต หรือ 6 เมตร เพื่อให้ดวงตาได้ผ่อนคลาย กะพริบตาใหม่ เพื่อกล้ามเนื้อตาที่ใช้ในการเพ่งได้คลายตัว นอกจากนี้ การตั้งค่าหน้าจอ ควรใช้แสงและ contras tที่เหมาะสม เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการมองใกล้ลดลง ควรปรับsizeตัวอักษรในมือถือให้ใหญ่ขึ้นเพื่อลดการเพ่งหรือใส่แว่นอ่านหนังสือเวลาใช้หน้าจอ รวมทั้งจัดหน้าจอในตำแหน่งที่สบาย เช่น เวลาดูโทรทัศน์ ไม่ควรจัดตำแหน่งโทรทัศน์ให้อยู่ตำแหน่งสูงกว่าระดับสายตา
ระมัดระวังอุบัติเหตุทางตา
ไม่ว่าจะเป็นจากการทำงานหรือการเล่นกีฬา แนะนำใส่แว่นป้องกัน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ทำงานเจียเหล็กหรือหินเจีย เนื่องจากมีโอกาสที่เศษหินหรือเหล็กเหล่านี้กระเด็นเข้าตา ทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นได้
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคทางตาได้หลายชนิด คือ การสูบบุหรี่ ไม่ควรเริ่มลองสูบและควรลด ละ เลิกสูบบุหรี่ เนื่องจากการสูบบุหรี่ทำให้เกิดหลายภาวะ เช่น ต้อกระจก จอตาเสื่อม โรคเส้นประสาทตาเสื่อม โรคไทรอยด์
การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงผู้ป่วยโรคไทรอยด์ให้มีอาการทางตามากกว่าคนปกติได้ด้วย
รักษาความสะอาดรอบดวงตา
ไม่ใช้มือสัมผัสบริเวณใบหน้าและดวงตาบ่อยๆ เนื่องจากทำให้อักเสบและติดเชื้อได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่สวมใส่ contact lens จำเป็นต้องดูแลสุขลักษณะของลูกตาอย่างยิ่ง
ไม่ควรใส่ contact lens เกิน 8 ชั่วโมงใน 1 วัน ควรแช่ในน้ำยาล้างcontact lensโดยเฉพาะและตลับใส่ contact lens ควรล้างให้สะอาดและผึ่งให้แห้ง
ปัจจุบันยังไม่มีอาหารเสริมที่ป้องกันโรคทางตาได้ แต่ Omega-3 ช่วยลดภาวะตาแห้งได้ โดยเฉพาะภาวะตาแห้งจากต่อมไขมันอุดตัน โดย dose ที่แนะนำค่อนข้างสูงมากกว่าที่มีขายตามร้านขายยา 3000 mg/day โดยทานประมาณ 3 ถึง 12 เดือน โดยช่วง 1 ถึง 3 เดือนแรกหลังทาน อาจยังไม่รู้สึกเห็นผล หลัง 3 เดือนจะเห็นผล อาการตาแห้งดีขึ้น การระเหยของน้ำตาลดลง ทำให้รอยที่กระจกตาลดลง จากงานวิจัยพบว่าในกลุ่มคนที่ไม่ได้มีโรคตาแห้งมาก่อน การรับประทานOmega-3 ไม่มีประโยชน์ เช่นเดียวกับโรคจอตาเสื่อม ดังนั้น หากเรามีสุขภาพตาดีแล้ว การรับประทานอาหารเสริมอาจไม่จำเป็น เพราะการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่และหลากหลายเพียงพอแล้ว
Micro RNA
ปัจจุบัน trend of longevity เป็นที่นิยมมาก จึงมีการศึกษาระดับ DNA RNAจำนวนมาก ซึ่ง micro RNA มีหน้าที่ดูแลควบคุมกระบวนการสร้างของสายโปรตีนของgene (ตัวควบคุมการสร้าง) เช่น ควบคุมเซลล์แบ่งตัวเร็วหรือช้า ควบคุมการเจริญเติบโตและการตายของเซลล์ ควบคุมการเปลี่ยนหน้าที่ของเซลล์เป็นเซลล์ชนิดอื่น โดยหากการควบคุมของmicro RNAเสียไปจะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาได้ ปัจจุบันมีการศึกษาโรคทางตา แต่ยังศึกษาในหลอดทดลองอยู่ เช่น กลุ่มคนโรคต้อหินมีm-RNAบางตัวที่สูงหรือต่ำผิดปกติ ซผู้ป่วยอาจยังไม่แสดงอาการ แต่การตรวจเจอ microRNAนี้สามารถช่วยพยากรณ์โรคที่จะเป็นในอนาคตได้ รวมทั้งมีการศึกษาเกี่ยวกับ microRNAที่จำเพาะในโรคต้อกระจก โรคจอตาเสื่อมด้วย
นอกจากนี้โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือด โรคความจำเสื่อม ได้มีการนำ micro RNA มาใช้ช่วยในการวินิจฉัยแล้ว เช่น โรคมะเร็งบางชนิด ในปัจจุบันยังไม่มีการใช้ micro RNA ในทางการรักษา (gene therapy) ต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อไป นอกจากนี้ต้องประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลเสมอก่อนตัดสินใจเชื่อตาม
Q and A:
Q: การบริหารกล้ามเนื้อที่ช่วยรักษาสายตาสั้น สายตายาวได้หรือไม่
A: อาจไม่ได้ช่วยมาก จากการศึกษาพบว่า ภาวะสายตายาวจากอายุที่มากขึ้น เกิดจากเลนส์แข็งขึ้นและมีความยืดหยุ่นลดลง ตำแหน่งของกล้ามเนื้อที่ใช้หดเลนส์ขยับไปด้านหน้าจากตำแหน่งเดิม
ในขณะที่แรงของกล้ามเนื้อหดเลนส์ (ciliary muscle)ไม่ได้ลดลงในคนที่อายุมากขึ้น ดังนั้นการบริหารกล้ามเนื้ออาจจะไม่ได้ช่วยรักษาภาวะสายตาได้ อย่างไรก็ตามควรปรึกษาจักษุแพทย์หากสงสัย
Q: น้ำตาเทียมหยอดทุกวันได้หรือไม่
A: 1.หากมีภาวะตาแห้ง ต้องหาสาเหตุก่อน ควรรักษาที่สาเหตุเสมอ 2.เปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำให้ตาแห้ง เช่น อาศัยอยู่ในห้องที่มีอากาศแห้ง การใช้หน้าจอ การปรับสีcontrastหน้าจอ อาจใช้น้ำตาเทียมช่วยบรรเทา หากยังมีอาการตาแห้งอยู่ สามารถหยอดน่ำตาเทียมทุกวันได้ แต่อย่างไรก็ตามควรหาสาเหตุของตาแห้งและปรับพฤติกรรมด้วย
Q: พักผ่อนน้อย มีอาการตาล้าและเหลือง ควรทำอย่างไรบ้าง
A: เนื่องจากการใช้สายตาเพ่งเป็นระยะเวลานาน ยิ่งทำให้มีอาการตาล้า เมื่อย ไม่สบายตาได้ การใช้น้ำตาเทียมหยอดช่วยได้บ้าง แต่อย่างไรก็ตามการพักผ่อนสำคัญที่สุด ควรพักผ่อนมากขึ้น
นอนหลับให้เพียงพอ
Q: น้ำตาเทียมแช่ตู้เย็นไว้จนเย็นจัด สามารถนำมาหยอดตาเลยได้หรือไม่ หรือควรวางทิ้งไว้ก่อนใช้งาน
A: ไม่จำเป็นต้องวางทิ้งให้คลายความเย็น การหยอดน้ำตาเทียมที่มีความเย็นมีส่วนช่วยในการเพิ่มความสดชื่น รวมทั้งความเย็นจะช่วยลดอาการคันเคืองตาในคนไข้ที่มีภูมิแพ้ที่ตา โดยความเย็นจะช่วยลดการหลั่งของสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ อาการคันได้ ดังนั้นการหยอดน้ำตาเทียมที่เย็นจัดไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายต่อดวงตา
Q: สามารถแยกภาวะตาบอดสี ตาพร่องสี การเห็นสีเพี้ยนที่เกิดจากโรคจอประสาทตาเสื่อม ออกจากกันได้อย่างไร
A: ในประชากรไทย ส่วนใหญ่ภาวะตาบอดสีที่พบมักเป็นภาวะตาบอดสีแดงเขียว ซึ่งสามารถตรวจได้จาก Ishihara chart แต่ตาบอดสีที่เกิดจากจอตาเสื่อมมักทำให้เห็นสีซีดลง โดยมักเป็นที่สีน้ำเงิน สีเหลืองก่อน จึงสามารถแยกจากกันคร่าวๆได้ นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นๆที่สามารถใช้แยกโรคได้ เช่น เห็นภาพเบี้ยวหรือจุดดำกลางภาพในโรคจอตาเสื่อม ซึ่งไม่พบจากภาวะตาบอดสี
Q: สรุป Association between Longevity and Glaucoma
A: Longevity โรคต้อหิน ไปติดตามตามนัด การใช้ยา การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดต้อหิน การคุมความดันตา
การคุมโรคประจำตัวต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง นอนกรน ไมเกรน หากคุมได้ดีจะช่วยชะลอโรคต้อหินในระยะยาวได้ คุณภาพชีวิต การนอนหลับหรือด้านจิตใจ ส่งผลต่อร่างกายทุกระบบ หากนอนไม่หลับ แนะนำให้ออกกำลังกาย ระวังการเคลื่อนไหว การทรงตัว ในผู้สูงอายุ ทำให้รู้สึกมีคุณค่าในชีวิต สามารถทำได้ตามศักยภาพ ระวังภาวะซึมเศร้าด้วย
Q: ภาวะสายตาเอียง ตาแห้งง่าย เมื่อใช้น้ำยาหยอดตาแล้วแต่ยังมีอาการเห็นภาพเบลอ
A: ต้องพิจารณาหลายองค์ประกอบ ตาเอียงจากค่าสายตาหรือจากตาแห้ง ตาแห้งจากอะไร ดูทุกสาเหตุ
น้ำยาหยอดตาที่ใช้ตรงกับตัวโรคหรือไม่ อาจปรับเปลี่ยน พักสายตา หากมีโอกาสแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติม

เพจสถานทูตอิตาลี โดนถล่มยับ! หลังดรามา นักท่องเที่ยวกร่าง ด่ากราดคนไทยบนรถไฟฟ้า
มาแล้ว! กรมอุตุฯคาดหมายอากาศ 7 วันข้างหน้า ตั้งแต่ 24-30 ก.ค.69
คืนที่13อิหร่านยังไม่หยุด กองทัพจอร์แดน แถลงเดือด สกัดขีปนาวุธ-โดรน มุ่งโจมตีไม่ยั้ง
นายกฯ ตรวจความพร้อมทำเนียบฯ จัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติในหลวง 29 ก.ค.นี้
ในหลวง พระราชทานเครื่องไทยธรรมแก่ 19 หน่วยงาน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.69

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี