วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569
นอนกรน และ โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (obstructive sleep apnea หรือ OSA) สาเหตุสำคัญ ส่วนหนึ่งเกิดจากการอุดกั้นของช่องคอ โดยเฉพาะบริเวณโคนลิ้นและเนื้อเยื่อเพดานอ่อน จนกระทั่งทำให้ลมหายใจไม่สามารถเข้าออกได้อย่างปกติ หรือหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ขณะนอนหลับ ทั้งนี้เป็นเพราะขณะหลับกล้ามเนื้อและประสาทจะคลายตัวอย่างมาก
การกระตุ้นทางเดินหายใจส่วนบน (Upper Airway Stimulation - UAS) เป็นนวัตกรรมการรักษา ที่มีรายงานการศึกษาทางคลินิกที่สนับสนุนประสิทธิภาพในผู้ป่วยที่เหมาะสม โดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่อึดอัด ไม่สามารถทน หรือไม่สะดวกในการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกต่อเนื่อง (Continuous Positive Airway Pressure - CPAP)
หลักการ: UAS เป็นการฝังอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่กระตุ้นเส้นประสาทไฮโปกลอสซัล (hypoglossal nerve) ซึ่งควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อลิ้น (genioglossus muscle)การกระตุ้นนี้ช่วยให้ลิ้นเคลื่อนไปข้างหน้าระหว่างการนอนหลับ ป้องกันการอุดกั้นทางเดินหายใจที่เกิดจากการยุบตัวของลิ้น
ใครคือผู้เหมาะสมได้บ้างสำหรับการทำ UAS
(ข้อบ่งชี้ในการรักษา) ได้แก่ อายุ 18 ปีขึ้นไป เป็น OSA ระดับปานกลางถึงรุนแรง ดัชนีมวลกาย (BMI) น้อยกว่า 40 กก./ตร.ม. ไม่สามารถทนต่อการใช้ CPAP และไม่มีลักษณะทางเดินหายใจบางอย่างที่ผิดปกติจากการส่องกล้องขณะหลับ (DISE)
ขั้นตอนการรักษา
การประเมินก่อนการผ่าตัด: ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจการนอนหลับ (Polysomnography - PSG) และการส่องกล้องทางเดินหายใจขณะหลับที่ถูกกระตุ้นด้วยยา เพื่อประเมินความเหมาะสมในการรักษา
การฝังอุปกรณ์: อุปกรณ์ UAS จะถูกฝังใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอก โดยมีสายเชื่อมต่อกับเส้นประสาทไฮโปกลอสซัล
การเปิดใช้งาน: หลังจากการฟื้นตัวจากการผ่าตัด อุปกรณ์จะถูกเปิดใช้งาน และปรับระดับการกระตุ้นตามความสบายและประสิทธิภาพในการรักษาของผู้ป่วย
ผลลัพธ์จากการรักษา
การศึกษาทางคลินิกพบว่า UAS สามารถลดดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่ว (AHI) ได้อย่างมีนัยสำคัญ และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ป่วยมีความพึงพอใจสูงและอาการง่วงนอนตอนกลางวันลดลง
ข้อดีของการรักษาด้วย UAS คือ ไม่ต้องเสียเวลาพกพาและสวมใส่ CPAP หรือทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกวัน นอกจากนี้
ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปหน้าจากการผ่าตัดขากรรไกรหรือโครงสร้างทางกายวิภาค และมีความเสี่ยงต่ำจากภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
ข้อควรพิจาณา
การรักษาด้วยวิธีนี้อาจมีค่าใช้จ่ายที่สูง และต้องทำภายใต้การดมยาสลบ โดยต้องผ่านการทำ sleep test และการส่องกล้องตรวจขณะหลับ (DISE) โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสต ศอ นาสิกการนอนหลับ นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจมีความรู้สึกไม่สบายเล็กน้อยเวลาเครื่องทำงาน อาจเจ็บลิ้น หรือมีแผลด้านล่างของลิ้นซึ่งเกิดจากลิ้นเคลื่อนไหวสัมผัสกับฟันล่าง ซึ่งผลข้างเคียงนี้มักจะดีขึ้น หลังจากผู้ป่วยคุ้นเคยกับเครื่องและมีการปรับการกระตุ้นแล้ว และอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัดเช่นเดียวกันการผ่าตัดอื่นๆ ในบริเวณนี้ซึ่งพบได้น้อย ข้อควรระวังอื่น ๆ คือ ไม่ควรให้เครื่องมืออยู่ใกล้เครื่องมือที่สามารถปล่อยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้
การติดตามผลหลังการรักษา
การติดตามผลหลังการผ่าตัดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อประเมินประสิทธิภาพของอุปกรณ์และปรับการตั้งค่าตามความต้องการของผู้ป่วย การติดตามผลมักจะดำเนินการที่ 6 และ 12 เดือนหลังการรักษา การศึกษาระยะยาวแสดงให้เห็นว่าผลลัพธ์ที่ดีสามารถคงอยู่ได้ถึง 18 เดือนหลังการฝังอุปกรณ์ โดยมีอัตราการเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงต่ำ
สรุปได้ว่า หากมีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม การกระตุ้นทางเดินหายใจส่วนบน (UAS) เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย ในผู้ป่วยที่ได้รับการคัดกรองอย่างเหมาะสม เพื่อความสมดุลสำหรับการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้ CPAP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รองศาสตราจารย์นายแพทย์วิชญ์ บรรณหิรัญ
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

เชียงรายจัดงาน รำลึก 8 ปี กู้ภัยถ้ำหลวง ย้อนบทเรียนภารกิจระดับโลก
เปิดโครงการต้นแบบ SEA ยกระดับ'จะนะ'ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ
สรรเพชญตรวจสอบตึกรพ.สงขลา
สุชาติ นำทีม ทส. กระชับสัมพันธ์ญี่ปุ่น ยกระดับความร่วมมือสิ่งแวดล้อม-ทรัพยากรธรณี
กองทัพบกย้ำไม่ประมาท สั่งคุมเข้มพื้นที่ปราสาทคนา หลังกัมพูชาเคยรุกล้ำ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี