วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569
สิงคโปร์ 1 ในความมหัศจรรย์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) หรือแม้แต่ของโลก เกาะเล็กๆ ที่มีพื้นที่ราม 700 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้เป็นที่ตั้งของประเทศระดับ “หัวแถว” ของโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ ทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงด้านความโปร่งใสของภาครัฐ ดังล่าสุดที่ องค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) เปิดเผยรายงานความโปร่งใสประจำปี 2560 (CPI 2017) โดยสิงคโปร์นั้นอยู่ในอันดับ 6 ของโลก ได้ 84 จากเต็ม 100 คะแนน ทิ้งห่างอันดับ 2 ของอาเซียนอย่างบรูไน ที่ได้ไป 62 คะแนน
อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์มี “มุมมืด” ซุกซ่อนอยู่ไม่ต่างจากชาติอื่นๆ โดยนอกจากการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลแล้ว “แรงงานข้ามชาติ” ก็เป็นอีกประเด็นที่ถูกมองในแง่ลบ ดังรายงานพิเศษโดยสำนักข่าว CNN สหรัฐอเมริกา เรื่อง “Singapore's migrant workers struggle to get paid” (การดิ้นรนหาเงินของแรงงานข้ามชาติในสิงคโปร์) กล่าวถึงความยากลำบากของชาวต่างชาติที่เข้าไปทำงานระดับล่างในสิงคโปร์ เช่น แรงงานก่อสร้างที่ข้อมูลของกระทรวงทรัพยากรมนุษย์ ระบุว่ามีจำนวน 296,700 คน ณ เดือน มิ.ย. 2560

“ผู้อยู่เบื้องหลังความศิวิไลซ์” อาคารโอ่อ่าหรูหราในสิงคโปร์ มาจากการก่อสร้างของแรงงานข้ามชาติ
ที่มา : CNN
รายงานของ CNN กล่าวว่า แรงงานข้ามชาติในสิงคโปร์ทำงานโดยไม่มีการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ นั่นทำให้พวกเขาได้ค่าจ้างน้อยมากเมื่อเทียบกับพนักงานออฟฟิศ อาทิ Sardar Md Insan Ali ชาวบังกลาเทศที่ตัดสินใจทิ้งบ้านเกิดมาแสวงหาโอกาสในสิงคโปร์เมื่อปี 2560 ด้วยคำโฆษณาว่าหากเขามาทำงานก่อสร้างที่นี่ เขาจะได้ค่าจ้าง 1,173 เหรียญสหรัฐ หรือราว 3.7 หมื่นบาทต่อเดือน หรือ 1.2 พันบาทต่อวัน แต่เมื่อมาจริงกลับพบว่า เขาได้รับค่าจ้างเพียง 13 เหรียญสหรัฐ หรือราว 4 ร้อยบาทเศษต่อวันเท่านั้น
ไม่เพียงเท่านั้น นายจ้างสิงคโปร์มักจ่ายค่าจ้างไม่เต็มจำนวน Tamera Fillinger ผู้ช่วยดูแล “คลินิกวันพุธ” (Wednesday Clinic) ขององค์กรช่วยเหลือด้านสิทธิแรงงานข้ามชาติในสิงคโปร์ “TWC2” (Transient Workers Count Too) กล่าวว่า สิ่งที่พวกเขาพบเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือนายจ้างมักจะใช้เวลาอยู่หลายเดือนกว่าจะยอมจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนให้กับแรงงานข้ามชาติ และมีบางคนต้องทนทำงานอยู่พักใหญ่โดยไม่ได้รับค่าจ้าง

เปรียบเทียบค่าจ้างเฉลี่ยระหว่างแรงงานข้ามชาติกับแรงงานสิงคโปร์
ที่มา : CNN
ด้านกระทรวงทรัพยากรมนุษย์ของสิงคโปร์ ระบุว่า ในปี 2560 ได้รับเรื่องร้องเรียนเรื่องการจ่ายค่าจ้างจากแรงงานทั้งชาวสิงคโปร์เองและแรงงานข้ามชาติจำนวน 9,000 ราย ซึ่งเกี่ยวข้องกับนายจ้าง 4,500 ราย โดย Lim Swee Say รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรมนุษย์ กล่าวว่า ร้อยละ 95 ของคดีแรงงานในสิงคโปร์จบลงด้วยการไกล่เกลี่ยในศาลแรงงาน แต่ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ก็มีนายจ้าง 158 ราย ถูกตัดสินจำคุกในข้อหาไม่จ่ายค่าจ้างด้วยเช่นกัน
ถึงกระนั้น Jevon Ng ผู้แทนองค์กร Humanitarian Organisation for Migration Economics (HOME) ซึ่งเป็นอีกองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิแรงงานข้ามชาติ แย้งว่า ตัวเลขนายจ้างที่ถูกลงโทษดังกล่าวถือว่ายังน้อย เหตุเพราะทางการสิงคโปร์เลือกที่จะใช้มาตรการอื่นที่เป็นมิตรกับภาคธุรกิจมากกว่าการลงโทษนายจ้างที่โกงหรือกดค่าจ้างแรงงาน ขณะที่ทางการสิงคโปร์บอกว่าร้อยละ 90 ของคดีความ ลูกจ้างจะได้รับค่าจ้างที่ค้างเต็มจำนวน
สำหรับ Sardar เขาและเพื่อนร่วมงานอีก 2 คน ตัดสินใจร้องเรียนกับกระทรวงทรัพยากรมนุษย์ของสิงคโปร์เมื่อเดือน ก.ย. 2560 ทว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะกล้าทำแบบนี้ เนื่องจากกฎหมายของสิงคโปร์กำหนดให้ใบอนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติต้องผูกติดอยู่กับนายจ้าง และสามารถถูกยกเลิกได้ตลอดเวลา ดังนั้นการร้องเรียนเจ้านายของพวกเขาอาจทำให้ชีวิตในสิงคโปร์หลังจากนั้นไม่ราบรื่น

จำนวนแรงงานข้ามชาติในสิงคโปร์
ที่มา : CNN
ขณะที่องค์กร HOME ระบุว่า แรงงานข้ามชาติต้องจ่ายเงิน 3,000-15,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 9.6 หมื่น-4.8 แสนบาทต่อเดือน ให้กับนายหน้าเพื่อเข้ามาหางานทำในสิงคโปร์ ทำให้แรงงานข้ามชาติต้องขายทรัพย์สินหรือที่ดิน ยืมเงินญาติพี่น้องหรือกู้เงินจากธนาคารเพื่อใช้จ่ายเป็นค่านายหน้าดังกล่าว สภาพแบบนี้กดดันให้แรงงานข้ามชาติต้องหาเงินในสิงคโปร์ให้ได้มากที่สุดในครั้งเดียว ซึ่ง Fillinger แห่งองค์กร TWC2 ชี้ว่า นี่เป็นเหตุผลที่แรงงานจำนวนไม่น้อยยอมรับค่าจ้างต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เพราะยังดีกว่าไม่ได้รับค่าจ้างเลย
เป็นอย่างที่คาด..ชีวิตของ Sardar หลังตัดสินใจร้องเรียนก็ไม่ราบรื่นเท่าใดนัก แม้ทางการสิงคโปร์จะอนุญาตให้เขาพำนักในประเทศได้ระหว่างการพิจารณาคดีที่เขาฟ้องนายจ้าง แต่การถูกนายจ้างยกเลิกใบอนุญาตทำงานก็ทำให้เขาไม่สามารถหางานทำที่นั่นได้ โดย Fillinger กล่าวว่านี่เป็นผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะแรงงานก็ยังต้องกินต้องใช้ขณะที่รอคำตัดสิน ซึ่งนายจ้างควรเป็นผู้จ่ายตรงส่วนนี้ แต่จำนวนมากไม่
นอกจากนี้ยังมีประเด็นโต้แย้งกันคือสิทธิการเปลี่ยนนายจ้าง โดยทางการสิงคโปร์ย้ำว่า แรงงานข้ามชาติที่เรียกร้องเงินค่าจ้างโดยสุจริตสามารถขอเปลี่ยนนายจ้างได้ ส่วนเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ที่ทำงานด้านสิทธิแรงงานกล่าวว่าทำไม่ได้ โดยอ้างถึงสถิติครึ่งปีแรกของปี 2560 มีแรงงาน 600 คนยื่นขอเปลี่ยนนายจ้าง แต่มีแค่ครึ่งเดียวที่คำขอได้รับการอนุมัติจนได้งานใหม่
และถึงจะเปลี่ยนนายจ้างได้ แต่แรงงานก็ต้องนำเงินที่ได้จากการเรียกร้องนั้นมาจ่ายให้กับนายหน้าจัดหางานอยู่ดี แม้ทางการสิงคโปร์จะห้ามนายหน้าเรียกเงินส่วนนี้มากเกินไปก็ตาม โดยห้ามเรียกเกินเงินเดือน 2 เดือน และห้ามเรียกเกิน 1 เดือนต่อปีการให้บริการ อนึ่ง..รายงานของ CNN ทิ้งท้ายว่า ชะตากรรมของ Sardar ยังไม่รู้จะมีบทสรุปอย่างไร และเขาจะเรียกเงินคืนได้ทั้งหมดหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ณ วันนี้ เขาไม่มีเงินส่งกลับบ้านเกิด
และนั่นทำให้พ่อของเขาซึ่งเป็นเพียงเกษตรกร ต้องแบกรับภาระดูแลหลายชีวิตที่เหลือแทน!!!
เรียบเรียงจาก : https://edition.cnn.com/2018/02/24/asia/singapore-migrant-workers-intl/index.html
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี