คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘บุ๋ม-ปนัดดา’ทำดีได้ดี-ทำชั่วได้ชั่ว
“อสัตบุรุษ”ตามหลักธรรมคำสอนใน“อสัทธรรม 7”นั้น มีความหมายถึงบุคคลที่ประกอบกรรมทำชั่วโดยไม่มีความละอาย และไม่มีความเกรงกลัวต่อบาป ถือว่าขาด“หิริและโอตตัปปะ”
ในชาดกและพระไตรปิฎก กล่าวถึงผลกรรมในเบื้องท้ายสำหรับบุคคลประเภทนี้ว่า จะส่งผลอย่างเด็ดขาดทั้งในโลกนี้และโลกหน้า โดยเฉพาะผลกรรมในปัจจุบัน จะประสบวิบัติทันตาเห็น เป็นต้นว่า ทรัพย์ที่ได้มามากมายก็จะเสื่อมหรือหมดไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับถูกกฎหมายบ้านเมืองลงทัณฑ์
และถ้าพิจารณาตามหลักของ“ศีลห้า”ซึ่งเป็นหลักธรรมและคุณธรรมพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ก็ต้องถือว่าบุคคลผู้นั้นผิดศีลข้อ 4 คือ“มุสาวาทา เวรมณี” ที่ให้งดเว้นจากการพูดปด พูดเท็จ อันหมายรวมถึง“การกระทำที่เป็นเท็จ”ด้วย
หากมนุษย์ขาด“ศีลห้า”ข้อใดข้อหนึ่งแล้ว การใช้ชีวิตเพื่อที่จะให้หลุดจากความทุกข์ก็ลำบาก เพราะ“ศีลห้า”คือรากฐานสู่ธรรมขั้นสูง และเป็นส่วนประกอบของ“อริยมรรคมีองค์แปด” เช่น สัมมาวาจา สัมมาทำการงาน และสัมมาอาชีวะ ซึ่งเป็น“วิถีชีวิต”ที่จะพาให้มนุษย์เดินออกจากทุกข์ในปกติประจำวันได้
หยิบยกหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเป็นอุทาหรณ์ ก็เนื่องมาจาก“ข่าวใหญ่”ในช่วงนี้ ที่สังคมกำลังจับตามองและพูดถึง“เส้นทางการเงินบริจาค”ที่อาจจะถึง“800 ล้านบาท”ของ“มูลนิธิองค์กรทำดี” ซึ่งมี“บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี”ดารานักแสดงและพิธีกรชื่อดัง เป็นประธานมูลนิธิฯ โดยได้มีการนำเงินบริจาคไปใช้จ่ายส่วนตัวมูลค่าหลายร้อยล้านบาท
อีกทั้ง จากการตรวจสอบเบื้องต้นของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ยังพบว่า“บุ๋ม-ปนัดดา”อดีตนางสาวไทยปี 2543 อาจมีพฤติการณ์เชื่อมโยงและเข้าข่ายความผิด 3 ข้อหาหลัก คือ ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน, ความผิดฐานฟอกเงิน และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
ขณะที่“ก๊อด” หรือนายอธิป อนันทวรรณ สามีของ“บุ๋ม-ปนัดดา” ซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับเงินบริจาคของ“มูลนิธิองค์กรทำดี” ในฐานะผู้ประสานงานหลักโครงการก่อสร้างอาคาร“มูลนิธิองค์กรทำดี”ที่คลอง 8 จังหวัดปทุมธานี โดย“บุ๋ม-ปนัดดา”บอกว่าเป็นผู้ดูแล“งานหลังบ้าน”เกี่ยวกับการก่อสร้างแทนตนเองทั้งหมดนั้น หากพนักงานสอบสวนของ บก.ปอศ. สอบไม่พบว่า“ก๊อด-อธิป”ได้ร่วมกระทำความผิดในฐานฉ้อโกงประชาชน แต่ก็อาจเข้าข่ายความผิดในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน
และจากการให้สัมภาษณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนวานนี้ ของ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผบก.ปอศ.) เกี่ยวกับความคืบหน้าจากการตรวจสอบเส้นทางเงินและการดำเนินกิจการมูลนิธิองค์กรทำดี ของ“บุ๋ม-ปนัดดา”โดยเปิดเผยว่า เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้ที่โอนเงินบริจาคไปแล้วบางส่วน ซึ่งส่วนใหญ่รับรู้ข้อความการเชิญชวนบริจาคว่าต้องบริจาคผ่านช่องทางไหน รวมถึงช่วงเวลาที่บริจาคและ จำนวนเงินที่บริจาค
สำคัญที่สุดก็คือ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ซึ่งเป็นเจ้าของคดี ระบุว่า ได้พบข้อเท็จจริงว่า เงินบริจาคของ“มูลนิธิองค์กรทำดี” ไม่ได้นำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และรูปคดีของผู้เสียหายไม่มีความซับซ้อน เนื่องจากมีรูปแบบการกระทำที่ชัดเจน
ส่วนประเด็นข้อต่อสู้ของ“บุ๋ม-ปนัดดา” ที่อ้างว่าตนเองเป็นเหยื่อและถูกสามีหลอกลวง รวมถึงประเด็นที่อ้างว่าไม่มีส่วนรู้เห็นนั้น พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ยืนยันว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้ให้น้ำหนักกับคำกล่าวอ้างดังกล่าว เพราะ“บุ๋ม- ปนัดดา”มีสถานะเป็นประธานมูลนิธิฯ ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการบริหารจัดการการเงิน บัญชี และการติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินให้ตรงตามวัตถุประสงค์ รวมถึงมีหน้าที่ลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินและรายงานประจำปีต่อกรมสรรพากร
นอกจากนั้น การที่“ก๊อด-อธิป อนันทวรรณ” สามีของ “บุ๋ม-ปนัดดา” อ้างว่าตนไม่รู้เห็น และภรรยาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้น พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ชี้แจงว่า เป็นเรื่องที่ผู้ถูกกล่าวหาสามารถกล่าวอ้างได้ แต่ในทางคดีและพยานแวดล้อม รวมถึงผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีบ่งชี้ไปในทิศทางอื่น การอ้างลักษณะนี้ฟังไม่ขึ้น ซึ่งตำรวจไม่เชื่ออยู่แล้ว และหากพิจารณาจากความสามารถและสถานะทางกฎหมาย การกระทำที่ทำซ้ำๆ ต่อเนื่องกัน จะอ้างว่าไม่รู้ย่อมเป็นไปไม่ได้
จากนี้ไป ก็เป็นผลของกรรมที่เกิดจากการกระทำของบุคคล ดังพุทธสุภาษิตที่ว่า“ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

