ตั้งคลังสำรองอาหาร สู้วิกฤตโลก สมช.ประเมิน4ฉากทัศน์ จ่อผุดศูนย์ฯเตรียมรับมือ ปภ.แจงกระเป๋าต้องรอด

ตั้งคลังสำรองอาหาร
สู้วิกฤตโลก
สมช.ประเมิน4ฉากทัศน์
จ่อผุดศูนย์ฯเตรียมรับมือ
ปภ.แจงกระเป๋าต้องรอด
สมช.ขยับแล้ว เรียกถกสารพัดหน่วยงานรับมือมหาภัยต่างๆ ตั้งแต่สงครามตะวันออกกลาง ยันภัยไซเบอร์ ตั้ง ศบก.สมช.ติดตามสถานการณ์ จ่อเสนอจัดตั้งคลังสำรองอาหารของประเทศ ปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัยปชช. ด้าน อธิบดี ปภ. ยันแนวคิด “กระเป๋าต้องรอด” แนะประชาชนเตรียมสิ่งของจำเป็นดำรงชีพ 72 ชั่วโมง รับมือภัยฉุกเฉิน-ภัยพิบัติ ย้ำหลัก“ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก” ประสานพาณิชย์เติมสินค้าเข้าชั้นวาง มั่นใจสินค้าไม่ขาดตลาด
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 พ.ย. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นประธานการประชุม ส่วนราชการและภาควิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาแผนรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจากสารพัดปัญหา
พล.อ.ชัยพฤกษ์กล่าวในที่ประชุมว่า จากสถานการณ์ของโลกที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มีความผันผวนและความไม่แน่นอนในสถานการณ์ต่างๆไม่ว่าในส่วนภูมิภาคใดก็ตาม ทาง สมช.ซึ่งมีการเตรียมแผนความพร้อมแห่งชาติอยู่แล้ว แต่ในรายละเอียดของแผนเฉพาะเจาะจงหน่วยงานหรือการดำเนินการต่างๆ ค่อนข้างกว้าง จึงมีแนวคิดทำแนวทางในครั้งนี้ขึ้น โดยพุ่งเป้าไปที่ปัญหาที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง และแนวทางนี้จะไปใช้ในส่วนอื่นได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมได้มีการหารือถึงการทำแผนความมั่นคงในบริบทด้านการเตรียมความพร้อมและการบริหารวิกฤตตระการด้านความมั่นคงเบื้องต้นมีการประเมินวิกฤตที่สำคัญในปัจจุบัน ทั้งสถานการณ์ไทย-กัมพูชา สแกมเมอร์ และคอลเซ็นเตอร์ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิหร่าน และอิสราเอล รวมถึงสงครามรัสเซีย - ยูเครน โดยให้มีหลักคิดป้องกันก่อนเกิดเหตุแบบบูรณาการตั้งแต่สภาวะปกติ โดยให้มีแผนเตรียมความพร้อมแห่งชาติ และแผนบริหารวิกฤตการณ์ เสริมสร้างความมั่นคงเชิงพื้นที่ และการฝึกบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ เพื่อ 6 เป้าหมายประกอบด้วย 1.ประเทศมั่นคงพร้อม
รับมือภัยคุกคามตั้งแต่ภาวะปกติ 2.แผนงานโครงการด้านความมั่นคงได้รับการบรรจุในแผนพัฒนาจังหวัด 3.การบูรณาการงบประมาณจากทุกภาคส่วนในสังคม 4.ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 5.ปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และ 6.ฝึกซ้อมการบริหารวิกฤตที่สอดคล้องกับสถานการณ์ความมั่นคงในปัจจุบัน
หลังแล้วเสร็จการประชุม พล.อ.ชัยพฤกษ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันอยู่ในช่วงของวิกฤติซ้อนวิกฤต แต่ประเทศไทยยังอยู่วงรอบนอกของวิกฤตดังกล่าว เพราะฉะนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมแตกต่างจากประเทศทางยุโรปหรือตะวันออกกลาง แต่เพื่อความไม่ประมาทเราได้เตรียมความพร้อมแผน และแนวทางปฏิบัติ ซึ่งปกติแล้วประเทศไทย หรือ สมช. มีแผนเตรียมความพร้อมแห่งชาติในการรับมือกับวิกฤตอยู่แล้วตามลำดับขั้น จากเบาไปหนัก แต่ครั้งนี้ด้วยสภาวะที่ผันผวน สถานการณ์ที่ส่งผลกระทบจากสภาวะสงครามในหลายพื้นที่ทำให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง
พล.อ.ชัยพฤกษ์กล่าวว่า ในส่วนขององค์กรที่รับผิดชอบ สมช. จะจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการสภาความมั่นคงแห่งชาติขึ้นหรือ ศบก.สมช. เพื่อร่วมงานกับภาควิชาการ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆและหน่วยงานต่างๆ เพื่อติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา และปรับปรุงแนวทางหรือแผนในการดำเนินการเพื่อรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา สำหรับการแจ้งเตือนประชาชนเราได้เชิญหน่วยที่เกี่ยวข้องทั้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กรมประชาสัมพันธ์มาเตรียมการต่อไป
เมื่อถามว่า จะบอกกับประชาชนอย่างไรที่อาจมีการซื้อของกักตุนเตรียมรับมือหากเกิดสถานการณ์วิกฤตพล.อ.ชัยพฤกษ์กล่าวว่า ถึงแม้สถานการณ์ในโลกเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตมีสงครามที่เกิดในพื้นที่ต่างๆ หลายพื้นที่และมีเหตุการณ์ใหญ่อยู่ 2 พื้นที่นั้นเรื่องดังกล่าวยังอยู่ห่างจากประเทศไทยเรา อยู่ในวงรอบที่ 3 ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นการเตรียมตัวในปัจจุบันเป็นเรื่องในการเตรียมตัวของส่วนราชการกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเมื่อสักครู่ได้มีการเตรียมแผน เตรียมความพร้อมแล้ว เช่น ด้านพลังงาน อาหาร ยกตัวอย่างเรื่องอาหาร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่าข้าวเหลือเกินกว่าจำนวนที่เราบริโภคอยู่แล้ว ไข่ไก่ สินค้าอุปโภค-บริโภคต่างๆ มีบางอย่างเท่านั้นที่อาจอยู่ขั้นไม่บาลานซ์ เช่นผลิตภัณฑ์นม น้ำมันใช้ในการปรุงรสซึ่งกระทรวงเกษตรฯจะไปเตรียมแผนและปรับปรุงแก้ไข หากเกิดสถานการณ์อะไรเกิดขึ้นจะทำให้สินค้าอุปโภค-บริโภคไม่ขาดแคลนในประเทศ หากประชาชนจะสำรองอย่าเรียกว่ากักตุนหากท่านจะสำรองอาหารให้ครอบครัวก็กระทำได้บ้าง แต่ถามว่าจำเป็นหรือไม่ ณ ขณะนี้คงยังไม่ได้จำเป็นถึงขนาดนั้น เรายังมีรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะสำรองอาหารและเตรียมแผนต่างๆ เอาไว้รองรับ
เมื่อถามว่ามองความมั่นคงทางด้านอาหารของไทยเป็นข้อได้เปรียบในการเตรียมความพร้อมอย่างไรบ้าง พล.อ.ชัยพฤกษ์กล่าวว่า ใช่ ประเทศเราถือเป็นครัวโลก และเป็นการส่งออกด้านเกษตรกรรมอยู่แล้ว เป็นจุดแข็งของประเทศเรา ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบอกแล้วว่าเรามีความพร้อมในการเตรียมการรองรับในเรื่องดังกล่าว ซึ่งในอนาคตเพื่อให้เกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้น เราอาจเสนอเรื่องคลังสำรองอาหารสำหรับประเทศ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการดำเนินการตอนนี้เป็นแผนที่เราคิดเอาไว้
นายฟูอาดี้ พิศสุวรรณ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมประชุมว่าตนได้เสนอต่อที่ประชุมในเรื่องการใช้ศักยภาพของการเป็นมหาอำนาจในการผลิตอาหารของประเทศไทยให้ได้มากที่สุด ควรจะมีการสำรวจว่า บริษัทที่ผลิตอาหารของไทย หากเราไม่ส่งออกเลยวันหนึ่งหากเกิดสถานการณ์ เราจะอยู่ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาโลกได้นานขนาดไหน ซึ่งเราต้องรู้ข้อมูลตรงนี้ก่อน เช่น บริษัทผลิตปลากระป๋อง มีปริมาณสินค้าจำนวนเท่าไหร่ เพื่อให้เพียงพอที่ประชาชนอยู่ได้ รวมถึงพลังงาน น้ำมัน แก๊ส ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ในทุกประเทศทั่วโลก เราจะอยู่ได้กี่วัน ซึ่งในที่ประชุมมีการเปิดเผยตัวเลข ถือเป็นตัวเลขที่น่าชื่นใจพอสมควร แต่ถ้าเพิ่มได้จะดี ทราบว่า หลายหน่วยงานมีสต๊อกในเรื่องเหล่านี้
นายฟูอาดี้กล่าวว่า นอกจากนี้ ในภูมิภาคอาเซียนจะมีโกดังสินค้าอยู่ 3 แห่งคือ ไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ของไทยอยู่ที่ จ.ชัยนาท มีการเปิดในยุคที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นรมว.มหาดไทย โดยเป็นโกดังสินค้าที่เก็บสินค้ายังชีพ หรือถุงยังชีพต่างๆซึ่งมีขนาดใหญ่พอสมควร ถ้าสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา เกิดปัญหาน้ำท่วมหรือภัยพิบัติต่างๆ ควรจะมีการขอทางอาเซียนเพื่อนำสินค้าเหล่านั้นออกมาใช้เพื่อทำให้ประชาชนเห็นว่า อาเซียนมีความหมายกับประชาชนเหมือนกันและเราทำหน้าที่เติมของเข้าไปเมื่อมีการนำออกมาใช้ ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมให้กับประเทศต่างๆ ในอาเซียน หวังว่าจะได้มีการเปิดโกดังนี้เพื่อนำมาใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งต่อไป
เมื่อถามว่า มีแนวโน้มที่เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นในประเทศไทยหรือไม่นายฟูอาดี้ กล่าวว่า ประมาทไม่ได้ แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว เราไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง ซึ่งจะทำให้เขาไม่มาโจมตีเรา ไม่ได้มองเราเป็นศัตรู เพราะเรามีอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อโลกและประเทศคู่ขัดแย้งทั้งสองขั้ว ซึ่งไทยมีความมั่นคงด้านอาหาร
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีคำแนะนำของ ปภ. “กระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง” เพื่อเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นว่าต้องการแนะนำประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน ผ่านแนวคิด “กระเป๋าต้องรอด” โดยเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับดำรงชีวิตในช่วง 72 ชั่วโมงแรก ทั้งน้ำดื่ม อาหารแห้งยารักษาโรค อุปกรณ์สื่อสาร และเงินสดสำรอง เนื่องจากเมื่อเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่หน่วยงานช่วยเหลืออาจยังเข้าถึงพื้นที่ได้ไม่ทั่วถึงในช่วง 3 วันแรก ว่า แนวทางดังกล่าวเป็นคำแนะนำที่หลายประเทศทั่วโลกนำมาใช้ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศและหน่วยงานด้านการจัดการภัยพิบัติของสหรัฐฯ และประเทศในยุโรป โดยเน้นให้ประชาชนเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์หรือไม่ พร้อมจัดเก็บสิ่งของไว้ในกระเป๋ากันน้ำที่สามารถสะพายติดตัวและเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ประสบภัยได้สะดวก
นายนิรัตน์กล่าวว่า ทั้งนี้ยังย้ำว่า“กระเป๋าต้องรอด”ไม่ได้มุ่งเน้นการเตรียมรับมือสงคราม แต่เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับภัยฉุกเฉินทั่วไป เช่น แผ่นดินไหว อาคารถล่ม หรือน้ำท่วมวงกว้าง ซึ่งอาจทำให้ประชาชนไม่สามารถออกไปซื้ออาหาร ยารักษาโรค หรือสิ่งของจำเป็นได้ โดยต้องสามารถดูแลตัวเองและครอบครัวได้ในช่วง3 วันแรก

