ฝ่ายค้านจุดไฟซักฟอก รุมขยี้โสภณ โยง3ปมร้อนซัดเดือด

ฝ่ายค้านจุดไฟซักฟอก
รุมขยี้โสภณ
โยง3ปมร้อนซัดเดือด
‘โรม’ตลบหลังปธ.สภา
เรียกแจงปมริบอำนาจ
สกัด-คุกคามทำหน้าที่
“เท้ง-มาร์ค”แถลงอัด“โสภณ”ใช้อำนาจประธานสภาโดยมิชอบ จ่อหารือก่อนยื่นหน่วยงานตรวจสอบ ซ้ำพยายามสกัดการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ใช้เพกาซัส เจาะมือถือ2ผู้นำ-ใช้เสียงข้างมาก กกต.ยืมคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ กันคนเอี่ยวคดีโกง สว.ในชั้นฎีกา“มาร์ค”อยากได้รูปแมวให้ขอดีๆ ด้านสภาฯแถลงแจงจัดระเบียบกมธ.ฯ35คณะ ยันมีมาตั้งแต่ปี 2562 แต่ที่ผ่านมาไร้คนโต้แย้ง ปัดริบอำนาจ“ปธ.กมธ.” ด้าน“อนุทิน” มั่นใจเสียงสภาซักฟอกฉลุย การเมืองต้องเคารพกติกา อย่าใช้วาทกรรมด้อยค่า
เมื่อวันที่ 4พ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภา พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแถลงข่าวเรื่อง “การสกัดกั้นและคุกคามการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน”
โดย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันนี้สมาชิกพรรคฝ่ายค้าน เนื่องจากไม่กี่วันที่ผ่านมา มีหลายๆ เหตุการณ์ที่บังเอิญเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ที่ทำให้เราตั้งข้อสงสัยได้ว่า ฝั่งรัฐบาล หรือผู้ที่มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงินกำลังใช้ทุกกลไกที่เขาสามารถควบคุมได้ในการสกัด แทรกแซง และก็คุกคามการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านผ่านกลไกในฝ่ายนิติบัญญัติ ในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร
‘เท้ง’ซัดโสภณสกัดกั้นฝ่ายนิติบัญญัติ
1.กรณีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา เห็นชอบแนวทางในการดำเนินงานของกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ โดยสรุปก็คือจากนี้กรรมาธิการจะทำอะไร ต้องผ่านเป็นมติเสมอ พูดให้ชัดๆ การที่ออกแนวทางแบบนี้ก็เป็นการสกัดการทำหน้าที่ของกลไกสภาในกรรมาธิการในฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะมีกลไกสำคัญในเวทีกรรมาธิการในการตรวจสอบรัฐบาล บรรดาโครงการต่างๆ ที่ไม่เป็นข่าว หรือมีข้อสงสัยว่า มีการทุจริตคอร์รัปชัน หรือแม้แต่การใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ แต่ถ้าจะมีแนวปฏิบัติออกมาเป็นแบบนี้ว่าทุกอย่างที่ทำหน้าที่ในชั้นกรรมาธิการต้องใช้มติ ซึ่งรัฐบาลถือเสียงข้างมาก ถ้าจะเอากันแบบนี้จริงๆ ผมเชื่อว่าจริงๆ แล้ว เท่ากับว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องมี สส.ฝ่ายค้านในการทำหน้าที่สภาเลยใช่หรือไม่ แล้วต่อไปกรรมาธิการก็จะกลายเป็นเพียงแค่ตรายาง ในการประทับรับรองสิ่งที่รัฐบาลทำผิดให้กลายเป็นถูก เวลามีข่าวอะไรต่อสาธารณะ มีโครงการทุจริตคอร์รัปชัน รัฐบาลก็แค่เอาเรื่องเข้ากรรมาธิการใช้เสียงข้างมากลากไป แล้วรับรองว่าโครงการทุกอย่างโปร่งใส เราจะยอมให้สภาเป็นแบบนี้กันต่อจริงๆหรือ
ใช้เสียงข้างมากแทรกแซงคดีฮั้วสว.
2.ความพยายามในการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีโกง สว.จากกรณีข่าวคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 5ต่อ2 เตรียมยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่าง กกต.และศาลฎีกา ซึ่งนี่เป็นความพยายามในการใช้กลไกในองค์กรอิสระ เช่น กกต.ที่เราก็รู้ว่า กกต. เสียงข้างมากมาจากการเลือกของ สว.ชุดใด เพื่อไปยืมคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่า แม้ในกระบวนการไต่สวนของศาลฎีกาอาจจะพบพยานหลักฐานอะไรเพิ่มเติมที่ชี้ว่าอาจมีบุคคลอื่นใดอยู่ในกระบวนการการโกง สว.นี้ แต่บุคคลเหล่านั้นบังเอิญไม่ได้อยู่ในคำร้อง11รายชื่อที่ กกต.ยื่นต่อศาลฎีกา เท่ากับว่า เราจะไม่สามารถเอาผิดบุคคลเหล่านั้นได้เลย นี่คือสิ่งที่เราทำให้เห็นชัดเลยว่าเครือข่ายระบอบสีน้ำเงินกำลังจะใช้กลไกในองค์กรอิสระที่พวกเขาอาจจะมีอำนาจในการควบคุมได้ เป็นการพยายามไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมซึ่งอยู่ในศาลยุติธรรม
ส่อใช้สปายแวร์คุกคามผ่านมือถือ
3.ความพยายามในการคุกคามการทำหน้าที่ของ สส.ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะตน และนายอภิสิทธิ์ ที่ได้รับข้อความแจ้งเตือน จากAppleว่า โทรศัพท์ของเรา มีความเสี่ยงที่อาจจะถูกโจมตีด้วยสปายแวร์ขั้นสูง ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มักถูกใช้ได้จากหน่วยงานที่เป็นรัฐบาลในระดับประเทศอย่างเดียวเท่านั้น เลยทำให้ตนอดสงสัยไม่ได้จริงๆ จากความพยายามหลายพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น บังเอิญเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ว่าขณะนี้ ตนหรือนายอภิสิทธิ์กำลังจะถูกโจมตี ถูกคุกคามโดยรัฐบาลไทยหรือไม่ นี่เป็นปัญหาใหญ่จริงๆ ที่พวกเราจะยอมไม่ได้ในการใช้อำนาจของรัฐบาล ซึ่งจริงๆ ในฝ่ายนิติบัญญัติอาจจะผ่านประธานสภา ในการพยายามรวบอำนาจของกรรมาธิการ ในฝ่ายบริหาร
‘มารค์’ฮึ่มอย่าเสียงข้างมากลากไป
ด้าน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเคยเป็นผู้นำฝ่ายค้านฯ มาแล้วหลายสมัยในประเทศไทย ผ่านเหตุการณ์มาแล้วหลายอย่าง และทราบว่าทุกยุคทุกสมัยมีข้อจำกัดปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการทำหน้าที่ตรวจสอบ และรัฐบาลในหลายยุคไม่นิยมให้มีใครมาตรวจสอบ แม้กระบวนการตรวจสอบจะเป็นองค์ประกอบของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งนอกจากเรื่องของหนังสือเวียน ขณะนี้มีความพยายามในการเสนอแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาโดยสมาชิกของพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นความพยายามใช้มติเสียงข้างมากพิจารณา ซึ่งอาจสามารถไปถึงการพยายามยุบ กมธ. การเสนอเลือกประธาน กมธ. โดยมติเสียงข้างมาก จากเดิมที่ใช้เป็นการตกลงตามสัดส่วนของ สส.ได้ ดังนั้นดูเหมือนกับเป็นความพยายามต่อเนื่องที่ทำให้กลไกทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ทำงานตรวจสอบยากขึ้นหรือทำงานไม่ได้
แนะเรียกประชุมทบทวนแนวทาง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ระบบรัฐสภาทั่วโลก เป็นที่ทราบกันดีว่าเสียงข้างมากคือรัฐบาล เพราะหากไม่มีเสียงข้างมากคงเป็นรัฐบาลที่บริหารประเทศต่อเนื่องไม่ได้ แต่ระบบรัฐสภาทั่วโลกตามมาตรฐานสากล จะมีความระวังเรื่องการยึดเสียงข้างมากหรือข้อบังคับ แต่จะสร้างประเพณีวัฒนธรรมทางการเมืองเพื่อยอมรับการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ฉะนั้นการออกหนังสือเวียนที่เกิดขึ้น แม้จะเรียกประชุมประธาน กมธ.35คณะ แต่ได้ให้ฝ่ายกฎหมายสรุปแนวทาง ตนขอแนะนำว่า ให้ประธานสภาเรียกประชุมอีกครั้งเพื่อทบทวนแนวคิดว่ามีประเด็นใดที่พอตกผลึก และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างไร เช่น การบรรจุวาระควรใช้วิธีการหารือและแจ้งในที่ประชุม โดยไม่จำเป็นต้องใช้มติเพื่อให้เป็นธรรมทุกฝ่าย
เตือนภท.คำถึงศักดิ์ศรีนิติบัญญัติ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตนขอให้นายโสภณ ได้ส่งสัญญาณไปยังพรรคภูมิใจไทยด้วยว่าจะแก้ไขข้อบังคับอะไร ควรคำนึงถึงศักดิ์ศรีและหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ การแทรกแซงด้วยกระบวนการต่างๆ เช่น กรณีที่เกิดขึ้นกับนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกฟ้องร้องทั้งที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ ถือเป็นเรื่องแปลกและผิดธรรมชาติ ที่บริษัทเอกชนใช้สิทธิทางกฎหมาย และทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายการเมือง และขอให้นำคำแนะนำของประธานศาลฎีกามาพิจารณาต่อประเด็นฟ้องปิดปาก มาพิจารณาเพื่อให้นำไปสู่การปฏิบัติให้เป็นธรรม สำหรับกรณีมีการแจ้งเตือนในหลายประเทศนั้น ระบุค่อนข้างชัดว่าสิ่งที่เขาเตือนในขณะนี้คือ การพยายามที่จะมุ่งเป้ามาสู่บุคคลด้วยเหตุผลในเรื่องของหน้าที่ การงานอาชีพ และสปายแวร์ที่เขายกตัวอย่างก็เป็นสปายแวร์ที่ขายเฉพาะภาครัฐ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมากในการใช้ ทั้งนี้หากตนจำไม่ผิดเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว มีคนไทยประมาณ 30-40 คน ที่เจอปัญหานี้มาแล้วและปัจจุบันก็ยังต่อสู้ในชั้นของศาลปกครองอยู่ แม้ว่าศาลแพ่งอาจจะยกคดีนั้นไปแล้วก็ตาม
อยากให้รบ.ยืนยันไม่ใช่ฝีมือรบ.
“สิ่งที่ผมอยากย้ำคือผมใช้ไอโฟนมานาน ผมก็ไม่เคยเจอข้อความแบบนี้ และแทบไม่เคยเจอใครที่รู้จักแล้วเจอข้อความแบบนี้ ดังนั้น ความพยายามที่จะมาอธิบายเสมือนว่าเกิดขึ้นทั่วไปในหลายประเทศ ฉะนั้นจึงอยากให้รัฐมนตรีเข้าใจสถานการณ์จริง เพราะคำแจ้งเตือนมีความชัดเจนในตัวของมันอยู่แล้ว สิ่งที่เราเรียกร้องมากกว่า คืออยากให้รัฐบาลยืนยันว่า หน่วยงานของรัฐ ฝ่ายความมั่นคงหรือหน่วยงานใดก็ตามไม่ได้มีการกระทำเช่นนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
พยายามสกัดการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน
เมื่อถามถึงกรณีหนังสือเรียนเรื่องอำนาจกรรมาธิการ35คณะถือว่าผิดมาตรฐานจริยธรรมหรือไม่จะยื่นต่อ ปปช.หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า จากการติดตามการแถลงข่าวของตัวแทนสภาที่พยายามอ้างถึงระเบียบห้องประชุมที่ผ่านมาระยะหนึ่ง ซึ่งถ้าจะอ้างว่ามีระเบียบแบบนั้นออกมาใช้นานแล้ว เท่ากับแนวปฏิบัติที่ผ่านมาของสภาหลายๆ ชุดไม่ถูกต้องตามระเบียบ ไม่ถูกต้องตามข้อบังคับใช่หรือไม่ ดังนั้นเรามองว่า เรื่องแนวปฏิบัติที่ออกมาล่าสุดนี้ เป็นความพยายามในการสกัดกั้นในการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านมากกว่า และมองว่า การใช้อำนาจของประธานแบบนี้อาจเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ ดังนั้นจึงอยู่ระหว่างการหารือร่วมกันของฝ่ายค้านว่าจะไปยื่นเรื่องต่อหน่วยงานใด
ยังสงสัยฝีมือรัฐบาลไทยหรือไม่
เมื่อถามถึงกรณีที่ 2ผู้นำฝ่ายค้านได้รับคำเตือน ทางรมว.ดีอี ระบุว่า มีการตรวจสอบแล้วว่าไม่ได้ถูกเพกาซัสแต่เป็นมัลแวร์ อีกทั้งจะมีการประชุมคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ดังนั้น พร้อมจะให้ข้อมูลหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนก็กังวลใจ เนื่องจากหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ได้รับการแจ้งเตือนว่า อาจถูกโจมตีโดยสปายแวร์ขั้นสูง อาจมาจากการกระทำของรัฐบาลประเทศไทยหรือไม่ ตนก็อาจจะไม่ค่อยสบายใจที่จะส่งเครื่องไปให้หน่วยงานของรัฐตรวจสอบ อาจจะกลายเป็นว่า ยิ่งเข้าถึงข้อมูลเราได้มากขึ้นหรือไม่ แต่จริงๆ จะมีองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศในการตรวจสอบร่องรอยการถูกเจาะข้อมูลในเครื่องนี้ ซึ่งเรื่องนี้เราก็ได้ดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งตนก็นำเครื่องเข้าไปตรวจสอบในส่วนนี้เช่นกัน
อยากได้รูปแม้วก็ขอมาดีๆก็ได้
เมื่อถามต่อว่ามีการออกมาระบุว่าเรื่องนี้มีการแจ้งเตือน กว่า 159 ประเทศทั่วโลก นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้มีเฉพาะบางคนที่โดนความพยายามในการเจาะเครื่อง ถึงจะได้ข้อความแจ้งเตือน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สส.ฝ่ายค้านต้องระมัดระวัง เพราะเรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ยืนยันว่าไม่ได้หวั่นไหวอะไร เพียงแค่ขอย้ำว่าอย่าให้เป็นเรื่องของการกระทำของรัฐ เพราะนี่เป็นเรื่องที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของรัฐบาล อยากได้รูปแมวมาขอตนดีๆก็ได้ ไม่ต้องเจาะสปายแวร์เข้ามา
สภาฯแจงจัดระเบียบมีมาตั้งแต่ปี62
ด้านสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยสำนักกรรมาธิการ ประจำสภาผู้แทนราษฎร แถลงถึงกรณีแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง35คณะ โดยนายนาถะ ดวงวิชัย ผู้อำนวยการสำนักงานกรรมาธิการ 2 กล่าวว่า แนวทางที่ออกมาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ปรากฎอยู่ในระเบียบเกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวข้องของกรรมาธิการ 2 คณะ เป็นระเบียบที่ออกมาตั้งแต่ปี 2562 เพียงแค่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการโต้แย้งการดำเนินงาน จึงทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาน่าจะถูกต้องแล้ว โดยแนวทางที่เขียนวันนี้ถูกต้องตามระเบียบทั้งหมด ไม่มีคำว่ากติกาใหม่ กติกาเก่า มีกติกาเดียวตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ส่วนการนัดประชุมของประธานกรรมาธิการเป็นกรณีพิเศษนั้น แนวทางดังกล่าวไม่ใช่การริดรอนสิทธิ ประธานยังสามารถนัดประชุมเป็นกรณีพิเศษได้ เพียงแค่การจะนัดประชุมต้องขอให้มีการตรวจสอบองค์ประชุม โดยการตรวจสอบเสียงของกรรมาธิการก่อนว่าพร้อมจะมาประชุมหรือไม่ เพื่อให้ครบองค์ประชุม เช่นเดียวกับเวลาที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะนัดประชุมเรื่องต่างๆ ก็จะต้องมีการคุยกับวิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาลก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรต้องทำเพื่อให้องค์ประชุมครบ เพราะบางครั้งประธานกรรมาธิการว่าง แต่กรรมาธิการคนอื่นๆ อาจจะไม่ว่าง ย้ำว่าไม่ใช่เรื่องใหม่กับเรื่องเก่า เพียงแค่อะไรที่ไม่ได้มีแนวทาง อาจจะมีความคลุมเครือก็ควรกลับเข้าสู่ทิศทางที่ควรจะเป็น ย้ำว่าไม่มีข้อไหนที่เป็นการริดรอนอำนาจของประธานกรรมาธิการ
ไม่มีอะไรใหม่-ยึดตามระเบียบเดิม
นายนาถะ กล่าวอีกว่า สำหรับการเรียกเอกสารและบุคคลตามมาตรา129 อำนาจในการเรียกเอกสารและบุคคลนั้นเป็นของคณะกรรมาธิการ ไม่มีท่อนไหนที่บอกว่าเป็นของประธานกรรมาธิการ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญของระบุไว้ว่า อำนาจเรียกหรือการเรียกที่มาตรา129 เขียนนั้นเป็นการเชิญหรือขอความร่วมมือให้ส่งเอกสารหรือมาเสนอข้อเท็จจริง ดังนั้นในกระบวนการที่เราคุยกันอยู่ในวันนี้ไม่มีอะไรที่เป็นแนวใหม่ ทุกอย่างอยู่ภายใต้ที่เคยเป็นและอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ข้อบังคับ ระเบียบที่เคยเขียนไว้ เพียงแค่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการโต้แย้งอะไรหลายๆ อย่าง จึงทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เราจึงจำเป็นต้องออกมาอธิบายให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันว่า ทุกอย่างเป็นสิ่งที่มีระเบียบและกฎหมายรองรับมาตั้งแต่ปี2562
‘โรม’เชิญ’โสภณ’แจงสัปดาห์หน้า
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคปชน. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกรณีเรียก นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร มาชี้แจง กมธ.การกฎหมายฯ กรณีมีการจำกัดอำนาจ กมธ.โดยระบุว่า “เนื่องจากยังมีข้อถกเถียงในประเด็น สถานะทางกฎหมายของแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการฯ ที่ประชุมกมธ.กฎหมาย มีมติยังไม่รับแนวทางดังกล่าว(8-0) พร้อมทั้งมีมติให้เชิญประธานสภาผู้แทนราษฎร มาชี้แจงในที่ประชุมครั้งต่อไป”
วางแนวทางปฎิบัติกมธ.35คณะ
ต่อมา นายรังสิมันต์ ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม ถึงกรณีการส่งหนังสือเวียนไปยังประธานกมธ. ถึงแนวทางการดำเนินงาน ระบุว่า การจะมาบังคับ กมธ.ไม่สามารถทำได้ แต่สิ่งที่ต้องใส่ดอกจันทร์ตัวโตคือการบังคับของฝ่ายเลขานุการจะมีหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่สิ้นกระแสความ วันนี้กมธ.กฎหมายฯจึงลงมติในเรื่องนี้ มีมติ 8ต่อ0 ไม่รับแนวทางดังกล่าวและมีความเห็นว่า ต้องบรรจุเรื่องนี้ในวาระการพิจารณา โดยกฎหมายที่ต้องมาพูดคุยกันคือฐานทางอำนาจในการปฏิบัติของกรรมาธิการ ซึ่งจะมีการเชิญนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ มาชี้แจงในกมธ.คาดว่าเป็นวันที่ 12พ.ย.นี้ หวังว่า นายโสภณ จะให้ความร่วมมือมาชี้แจง
เมื่อถามว่า แสดงว่าหากกมธ.มีประเด็นใหม่ที่ต้องการเพิ่มเติมจะยังคงเชิญบุคคลภายนอกมาให้ข้อมูลใช่หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า วันนี้แนวทางกมธ.ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังยึดแนวปฏิบัติที่เราดำเนินการมา บางคนอาจตีความข้อบังคับไม่ตรงกันบ้าง แต่วันนี้ไม่มีเหตุแห่งความเปลี่ยนแปลง ส่วนแนวทางที่มีการส่งหนังสือมานั้น ยังมีความเห็นโต้แย้งเรื่องกฎหมาย บางคนมองว่าขัดรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เราจึงไม่สามารถเห็นชอบในสิ่งที่ขัดกับกฎหมายได้
‘หนู’โวซักฟอกฉลุย-รมต.ตอบได้หมด
ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 และกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ Reinvent Thailand โดยนายกฯระบุว่า การมาเวทีนี้ โชคดีที่ตนมีผลการเลือกตั้งเป็นอันดับ1และได้มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากเพียงพอ ที่เราจะจัดตั้งรัฐบาลด้วยตนเอง เป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และสามารถทำให้การขับเคลื่อน รวมถึงการดำเนินการต่างๆของรัฐบาลเกิดประสิทธิภาพ จึงหวังว่า รัฐบาลจะผ่านการลงมติไม่ไว้วางใจไปด้วยดี ซึ่งตนมั่นใจว่าคณะรัฐมนตรีทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ และสามารถที่จะตอบข้อสงสัย รวมถึงข้อกล่าวหาต่างๆของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เป็นอย่างดี
นายกฯ ยังเชื่อว่า สิ่งที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนอีกเรื่องหนึ่งให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็ว มั่นคง และมีความยั่งยืนคือ เราต้องมี“Reinvent politics”หรือ สภาพทางการเมืองที่เป็นบวก เพราะทุกวันนี้ยังเป็นลบอยู่ และมีความขัดแย้งกัน โดยมีเป้าคือทำอย่างไร ถึงจะมีอำนาจในการบริหารประเทศ ทุกคนอยากบริหารประเทศตนเข้าใจ แต่ต้องมีกติกาไม่ใช่ว่าทำทุกอย่างเพื่อดึงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลงแล้วให้ตัวเองกลับขึ้นมา โดยไม่สนว่ากติกาหรือสิ่งที่เป็นประโยชน์กับส่วนรวมของประเทศว่าเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเราต้อง Reinvent การเมือง โดยสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองขึ้นมาใหม่ เพราะถ้าการเมืองดี เราก็จะสามารถพูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่พูดคำด่าคำเหน็บแนมกันและกัน หรือ ด้อยค่าโดยใช้วาทกรรม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

