‘นักตบสาวไทย’ไปโอลิมปิก

นักตบวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยคว้าชัยชนะวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026 จากการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยเอาชนะทีมชาติจีนเจ้าภาพ 3 ต่อ 2 เซต นอกจากจะครองแชมป์เป็นสมัยที่สี่แล้ว ก็ยังสร้างประวัติศาสตร์หน้าแรกของวงการวอลเลย์บอลหญิงไทย ได้เข้าไปแข่งขัน “กีฬาโอลิมปิก” ครั้งแรก หรือ “ลอสแองเจลิส 2028” ที่นครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ในเดือนกรกฎาคม ปี 2571
นับเป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดีและเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของคนไทยทั้งชาติที่นักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยสามารถทำได้ หลังที่ใฝ่ฝันและรอคอยมายาวนาน และการได้ไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในครั้งนี้นั้น ที่ต้องลุ้นกันตั้งแต่แรกมีเงื่อนไขเดียวเท่านั้นที่เราจะไปถึงได้ คือต้องผ่านปราการสำคัญ โดยต้องเอาชนะญี่ปุ่นที่อยู่อันดับ 6 ของโลก และจีนที่อยู่อันดับ 7 ของโลกให้ได้
ก่อนที่ไทยจะชนะจีนในรอบชิงชนะเลิศก็มีนิมิตหมายที่ดีเป็นการล่วงหน้ามาแล้ว จากการที่ทีมชาติไทยสามารถโค่นญี่ปุ่น 3 ต่อ 1 เซต ในรอบรองชนะเลิศเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา และยังทำให้ได้สิทธิ์เข้าไปแข่งขัน “วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2027” ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ในปี 2570 อีกด้วย
การชนะทีมชาติญี่ปุ่นในรอบรองชนะเลิศครั้งนี้ “โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร” หัวหน้าผู้ฝึกสอนวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยได้เปิดใจว่า “ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เป็นผลจากการเตรียมทีมอย่างเข้มข้นในทุกด้าน มันเป็นอะไรที่มหัศจรรย์มากครับ และเป็นสิ่งที่เราตั้งความหวังเอาไว้ว่าอยากจะได้รับชัยชนะ การฝึกซ้อมของเราเป็นไปอย่างหนักตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา ทุกฝ่ายทำงานกันหนักมาก เพื่อให้นักกีฬามีศักยภาพ และเราพยายามพัฒนาในทุกด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ เทคนิค และแท็กติก”
ในขณะเดียวกันการที่นักตบวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย เอาชนะจีนมาได้ ยังทำให้ “ทัพนักตบสาวไทย” ขยับอันดับโลกจากลำดับที่ 17 ขึ้นมาอยู่ที่ลำดับที่ 14 ของโลก ด้วยคะแนน 230.67 คะแนน จากการประกาศอันดับคะแนนล่าสุดของสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB)
สำหรับชัยชนะที่มีต่อจีนครั้งนี้ เท่าที่ติดตามการแข่งขันมาโดยตลอด ภาพรวมก็เพราะเกิดจากปัจจัยที่ประกอบด้วย แท็กติก, ความมุ่งมั่น และฟอร์มการเล่นของทีมชาติไทย
ประการแรก การตบที่ท็อปฟอร์มของ “ออมสิน-ศศิภาพร จันทวิสูตร” ตำแหน่งตัวตบหัวเสาที่มีฟอร์มการเล่นดุเดือดทรงพลัง และเป็นกำลังในการแข่งขัน โดยที่เธอสามารถทำคะแนนสูงสุดได้ถึง 28 คะแนนจากการบุก 25 แต้ม และเอซ 3 แต้ม
ประการต่อมา “ชมพู่-พรพรรณ เกิดปราชญ์” ซึ่งเป็นมือเซตและกัปตันทีมใช้สปีดบอลที่รวดเร็วและการจ่ายบอลที่หลากหลายเป็นอาวุธหลักในการทำลายระบบเกมรับที่แข็งแกร่งของทีมชาติจีน ด้วยข้อได้เปรียบของนักตบสาวจีนที่มีรูปร่างสูงและการตั้งบล็อกที่แน่นหนา แต่ “พรพรรณ” ใช้การเซตบอลที่พุ่งเร็วเพื่อหนีบล็อกของทีมจีน และตกลงสู่จุดนัดพบอย่างแม่นยำ ทำให้ตัวบล็อกของจีนเคลื่อนตัวตามมาสกัดไม่ทัน
อีกประการหนึ่ง การบีบให้จีนเกิดความผิดพลาดในเกมรับ ในเซตตัดสินเซตที่ 5 ซึ่งทีมไทยชนะ 15 ต่อ 10 นั้น ทีมไทยกดดันทีมจีนด้วยลูกเสิร์ฟที่ดุดันจนทำให้คู่ต่อสู้เกิดข้อผิดพลาดในการรับ “บอลแรก” ติดต่อกัน และบวกกับ “บอลขุด” ที่เหนียวแน่นของผู้เล่นอย่าง “ปิยะนุช แป้นน้อย” ตำแหน่งตัวรับอิสระ รวมทั้งตัวริมเส้น คือ “ชัชชุอร โมกศรี”, “ศศิภาพร จันทวิสูตร” และ “วริศรา สีทาเลิศ” ที่ช่วยกันต่อบอลและขุดลูกตบหนักๆ ของจีนเพื่อเล่นเกมสวนกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงส่งผลให้ไทยฉีกแต้มหนีจนชนะจีนในเกมรับได้
ประการที่สำคัญ ต้องยกเครติดให้ “โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร” ด้วยการแก้เกมหลังจากที่ไทยชนะเซตแรก 25 ต่อ 20 จากนั้นก็แพ้จีนในเซตที่ 2 ด้วยคะแนน 11 ต่อ 25 และเซตที่ 3 ด้วยคะแนน 23 ต่อ 25 ซึ่ง “โค้ชอ๊อต” สามารถปรับแท็กติกเรียกความนิ่งและดึงจังหวะการเล่นของไทยให้กลับมาคุมเกมได้อีกครั้งในเซตที่ 4 และเซตที่ 5 ท่ามกลางการกดดันจากเสียงเชียร์ของผู้ชมในสนามที่เป็นเจ้าถิ่น
และในที่สุดทีมนักตบลูกยางสาวไทยก็พลิกสถานการณ์ กลับมาเอาชนะจีนเจ้าภาพในเซตที่ 4 ด้วยคะแนน 25 ต่อ 18 และชี้ขาดคว้าชัยชนะในเซตที่ 5 ด้วยคะแนน 15 ต่อ 10 และได้สิทธิ์ไปแข่งขันโอลิมปิก พร้อมกับเป็นแชมป์เอเชียสมัยที่ 4 โดยที่จีนเป็นแชมป์เอเชีย 13 สมัย และญี่ปุ่นเป็นแชมป์เอเชีย 5 สมัย
ขอปรบมือแสดงความชื่นชมยินดีไว้ ณ บรรทัดนี้อีกครั้ง สำหรับชัยชนะของทีมนักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยและขอส่งพลังใจเชียร์ให้ก้าวไปถึงแชมป์ “วอลเลย์บอลหญิงโลก” ในปี 2570 และเหรียญทองแชมป์ “โอลิมปิก” ในปี 2571
และถ้าจะให้ดี “งบกองทุน สส.-สว.” ที่มีการเสนอขอเพิ่มอีก 600-700 ล้านบาทนั้น เปลี่ยนมาเสนอเป็นเงินอัดฉีดให้แก่นักกีฬาไทยยังจะมีค่าควรมากกว่า!

