วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
ประเทศไทยส่งสินค้าออกไปตลาดต่างประเทศ
ทั่วโลกในปี 2561 ที่ผ่านมา มีมูลค่าสูงถึง 250 พันล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจำนวน 200 พันล้านเหรียญสหรัฐ เทียบแล้วเป็นอันดับ 3 ของ 10 ชาติอาเซียนรองจากสิงคโปร์ และ อินโดนีเซีย จากการสำรวจ
ข้อเท็จจริงปรากฏว่ากองเรือพาณิชย์ของไทยมีขนาดเล็กมากเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณของสินค้าที่ส่งออกและ
นำเข้า โดยไทยต้องพึ่งพากองเรือพาณิชย์ของต่างประเทศเช่น จีน,ญี่ปุ่น,เกาหลีใต้ และยุโรป
การที่ไทยต้องพึ่งพากองเรือพาณิชย์ของต่างประเทศทำให้รายได้เข้าประเทศมีจำนวนน้อยหากไปเทียบกับขนาดกองเรือพาณิชย์ไทยที่มีอยู่รัฐบาลไทยตั้งแต่สมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนากิจการพาณิชย์นาวีไทยมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่องแต่กลุ่มนักธุรกิจไทยส่วนใหญ่ในสมัยโน้นไม่ค่อยกล้าลงทุนกิจการพาณิชย์นาวีเพราะไม่เข้าใจและไม่อยากจะเสี่ยงในการก่อตั้งกองเรือพาณิชย์เป็นของไทยเองเพราะมีโอกาสพลาดขาดทุนได้ง่ายๆจึงลดการเสี่ยงโดยการจ้างกองเรือพาณิชย์ของต่างชาติให้ขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่น้อยกว่า
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การพาณิชย์นาวีไทยไม่ก้าวหน้าแม้ระยะเวลาจะผ่านมากว่า 4 ทศวรรษ ก็ตามประเทศที่มีกองเรือพาณิชย์ใหญ่ที่สุดในประชาคมอาเซียนเป็นสิงคโปร์ประเทศเกาะเล็กๆมีเรือระวางขับน้ำในการส่งสินค้าถึง 32 ล้านตัน ในขณะที่มาเลเซียมี 15 ล้านตัน อินโดนีเซีย 10 ล้านตัน เวียดนาม 7 ล้านตัน ในขณะที่ไทยมีแค่ 5 ล้านตัน ในขณะที่การจดทะเบียนเรือพาณิชย์ปรากฏว่า
สิงคโปร์มีปริมาณการจดทะเบียนรวม 70 ล้านตัน อินโดนีเซียที่เป็นประเทศใหญ่มีหมู่เกาะ 20,000 เกาะจดทะเบียน 20 ล้านตัน มาเลเซีย 12 ล้านตัน ฟิลิปปินส์ 8 ล้านตัน เวียดนาม 7 ล้านตัน ไทยมีแค่ 5 ล้านตัน ข้อเท็จจริงไทยมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนากิจการพา ณิชย์นาวีของไทยนั้นเริ่มทำมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอกเปรมเป็นรัฐบาลแรก รัฐบาลต่อๆ มาก็มีการจัดทำแผนแต่ไม่ได้ปฏิบัติตามแผนเพราะภาคเอกชนไม่ค่อยมี
รายใดกล้าเสี่ยงที่จะลงทุน
ส่วนใหญ่มักลงทุนด้านการขนส่งทางอากาศและทางบกมากกว่าเพราะเห็นกันว่ามีความเสี่ยงน้อยกว่านั่นเอง สำหรับการพัฒนาฝึกฝนบุคลากรทางด้านพาณิชย์นาวีนั้นปัจจุบันมีเพียง 3 สถาบัน ที่มีการฝึกฝนอบรมงานด้านพาณิชย์นาวี ได้แก่ วิทยาลัยพาณิชย์นาวีนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ซึ่งไม่เพียงพอ
การพัฒนาศักยภาพกิจการพาณิชย์นาวีไทยให้เป็นรูปเป็นร่างจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากที่รัฐบาลไทยหลังการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมปีนี้ น่าจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเป็นหนึ่งในนโยบายพัฒนาประเทศที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะการอนุมัติโครงการขุดคลองไทยเชื่อม 2 ฝั่งมหาสมุทร
ระหว่างทะเลอันดามันมายังทะเลอ่าวไทยและการสร้างเมืองท่าขนาดใหญ่ในพื้นที่ 2 ฝั่งทะเล โดยฝั่งอันดามันน่าจะขยายท่าเรือกันตังและท่าเรือเกาะลันตาที่กระบี่ ส่วนฝั่งอ่าวไทยน่าจะตั้งท่าเรือที่ระโนด สงขลาส่วนท่าเรือในอ่าวไทยที่มีอยู่ที่แหลมฉบังและมาบตาพุดก็ต้องขยายแต่ไม่ควรไปใช้วิธีถมทะเลเพราะเป็นการทำลายสภาวะสิ่งแวดล้อมควรใช้วิธีอื่นเช่น การสร้างท่าเรือน้ำลึกใหม่ที่จุดอื่นแทน
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี