วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569
กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ออกมาประกาศใช้การประเมินผลงานเพื่อขอสิทธิพิจารณาปรับปรุงคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในโอกาสต่อไปนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี และหวังว่าจะสามารถจัดการได้ตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน แต่ยังไม่รู้ว่าการตั้ง KPI ประเมินผลงานรัฐมนตรีดังกล่าวนั้นมีหลักเกณฑ์อะไรบ้าง??
ประเด็นที่นายกรัฐมนตรี ปักป้ายแขวนเอาไว้หน้าทำเนียบคือ เก้าอี้รัฐมนตรี ไม่ใช่ที่ทดลองงานทุกคนต้องแข่งกัน และไม่ใช่ที่ตอบแทนของใคร เราตอบแทนบุญคุณของพี่น้องประชาชนเท่านั้น การตัดสินใจวางคนในตำแหน่งต่างๆ ทุกคนต้องพิสูจน์การทำงานของตนเอง หากทำงานไม่เข้าเป้า ทำไม่ได้ ทำไม่สำเร็จ ก็จะถูกพิจารณาปรับปรุงเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
การเลือกจังหวะประกาศอย่างขึงขังดังกล่าวน่าจะช่วยผ่อนคลายกระแสการวิพากษ์วิจารณ์หน้าตาคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ลงได้ระดับหนึ่ง อย่างน้อยๆ ก็สร้างเงื่อนไขความคาดหวังว่าวันข้างหน้าจะดีขึ้นกว่าเดิม เนื่องจาก ครม.อนุทิน 2 ที่ออกมานั้น ถ้าพูดกันตามเนื้อผ้า แม้ไม่ได้ผิดคาด แต่ผิดหวังหลายตำแหน่ง และหนักใจแทนหลายประการ
ถ้าลองแยกธาตุออกมา จะเห็นชัดเจนว่า โครงสร้างของ ครม.ใหม่นั้น ไม่ได้ยึดหลักจัดวางตัวเป็นกรณีพิเศษตามสถานการณ์ที่ไม่ปกติเท่าไหร่นัก แต่จัดสรรแบ่งปันตามโควตาบ้านใหญ่และนายทุน โดยมีก๊วนลูกเทพเป็นหลักฐาน ซึ่งเที่ยวนี้มีรัฐมนตรีป้ายแดงมากถึง 14 คน เรียกว่าเกือบครึ่งทำเนียบรัฐบาลก็ว่าได้ ที่เหลือนั้นก็เป็นคนหน้าเดิมๆ ที่เพียงแค่โยกสลับเก้าอี้
ครม.อนุทิน 2 จึงถูกประเมินว่า วางน้ำหนักไปไว้ที่ขุนพลชุด 3 แม่ครัวเป็นด้านหลัก คือนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วรองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เพื่อใช้ความเป็นมืออาชีพแบกฝ่าวงล้อมของวิกฤตใหญ่ครั้งนี้
รัฐบาลผสมชุดใหม่ จะเริ่มนับหนึ่งอย่างเป็นทางการ หลังจากเสร็จสิ้นการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในช่วงวันที่ 9-10 เมษายนนี้ ข้อดีอย่างหนึ่งก็คือ สามารถสานต่อนโยบายหลักๆต่อเนื่องได้เลยทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาฮันนีมูนใดๆส่วนข้อเสียคือ รัฐบาลถูกลดระดับความไว้วางใจในสายตาประชาชนเร็วเกินไปจากความผิดพลาดของการบริหารวิกฤตน้ำมันในช่วงแรกๆ
นี่คือ จุดอ่อนที่เชื่อว่านายกรัฐมนตรีคงรับรู้กระแสสังคมเป็นอย่างดี จึงเห็นการยกเครื่องปรับทัพใหม่ ทั้งการตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศนั่งประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสม
ในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)เพื่อรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันภายใน 15 วัน ส่วนวัตถุไวไฟอย่างนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ก็รู้ทิศทางลม ชิงลดบทบาท ถอยตัวเองออกจาก ศบก.
อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่การบริหารวิกฤตเฟสสองนี้ ไม่เพียงแค่ภาพรวมในรัฐบาลเท่านั้น ที่ถูกคาดหวังไว้สูง แต่สำหรับตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี ก็ต้องพิสูจน์ภาวะความเป็นผู้นำด้วยว่า จะนำพาประเทศชาติไปตลอดรอดฝั่งได้หรือไม่ การแก้ปัญหาเป็นอย่างไร ทำได้มากน้อยแค่ไหน นี่คือ KPI ที่ประชาชนตั้งไว้เพื่อใช้เป็นดัชนีชี้วัดผลงานของนายกรัฐมนตรีเช่นกัน

JIC เปิดข้อเท็จจริง ช่องจอม เขมรป่วนแนวชายแดน ไทยเสริมกำลังทันที ยัน AOT ไม่ล้ำแดน
จับชายชาวอเมริกัน โพสต์เฟซฯเดือดขู่สังหาร ทรัมป์ วางแผนเผาคฤหาสน์หรู Mar-a-Lago
พูดไปใครจะเชื่อ! นางเอกคนดัง โชว์สเต็ปแดนซ์สะบัด ช็อตเด็ดในงานเกิด ก้อง ห้วยไร่ ชมคลิป
ใครคืออันดับ 1 ดูเลย หมอช้าง เปิด 5 ราศีดวงเฮงสุดปังเดือนเมษายน
ดร.เจิมศักดิ์ ชี้ช่อง คนละครึ่ง ยามวิกฤต! ต้อง ประคอง ไม่ใช่ กระตุ้น เพื่อความรอดมหภาค

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี