วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
“รู้จักกูน้อยไป” วลีสั้นๆ ทว่าทรงพลังในทางลบที่หลุดออกมาจากปากของ นายสุชาติชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลายเป็นภาพสะท้อนที่แหลมคมที่สุดของความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้อำนาจรัฐ และกระบวนการตรวจสอบโดยประชาชน เหตุการณ์ปะทะอารมณ์และการเดินชนไหล่ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลเพียงเพราะถูกซักไซ้ถึงผลโพลทุจริตของหน่วยงานในกำกับดูแลอย่างกรมควบคุมมลพิษ ไม่ใช่แค่เรื่องของความอารมณ์ร้อนชั่ววูบ แต่มันคือกระจกบานใหญ่ที่ส่องให้เห็นรอยร้าวในวัฒนธรรมการเมืองไทยได้หลายแง่มุม
ในแง่มุมของนักการเมืองและภาวะผู้นำ พฤติกรรมการแสดงออกทางกายภาพและถ้อยคำเชิงประชดประชัน บ่งบอกถึงภาวะผู้นำที่ถดถอย นักการเมืองที่เติบโตมาจากระบบอุปถัมภ์มักคุ้นชินกับการมีบารมีและอำนาจเบ็ดเสร็จ เมื่อต้องเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติที่ต้องเผชิญหน้ากับการตรวจสอบอย่างเข้มข้น อัตตา เหล่านี้จึงมักถูกท้าทาย บทเรียนนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้นายสุชาติจะไหวตัวทันและรีบขอโทษสื่อมวลชนในภายหลัง แต่มันก็สายเกินกว่าจะลบภาพจำของความไม่พร้อมในการรับฟังเสียงสะท้อนที่เจ็บปวดของสังคม
เมื่อมองผ่านเลนส์ของฝ่ายบริหาร คำชี้แจงของรัฐมนตรีที่เปรียบเปรยกระทรวงเป็นเหมือน “ครอบครัว” ที่ตนเองต้องปกป้องลูก สะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดแบบดั้งเดิม การมองหน่วยงานรัฐ
เป็นระบบเครือญาติมักนำไปสู่วัฒนธรรมการปกป้องพวกพ้องเหนือความถูกต้อง ทั้งที่ในความเป็นจริง ฝ่ายบริหารมีหน้าที่เป็น “ผู้แทนประชาชน” มาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสาธารณะ ไม่ใช่ผู้ปกครองที่ต้องกางปีกป้องข้าราชการจากการถูกตรวจสอบ ทัศนคติเช่นนี้คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้การปราบปรามการทุจริตในระบบราชการไทยไม่เคยประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง
ในมิติของการตรวจสอบและหน้าที่ของสื่อมวลชน ปฏิกิริยาที่รุนแรงต่อผลสำรวจของภาคเอกชน สะท้อนว่าฝ่ายผู้มีอำนาจมักมองกระบวนการตรวจสอบภายนอกเป็นภัยคุกคามลบหลู่เกียรติ มากกว่าจะเป็นกระจกเงาสะท้อนปัญหา อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้คือบทพิสูจน์ชั้นดีถึงบทบาทของสื่อในฐานะ “สุนัขเฝ้าบ้าน (Watchdog)” การทำหน้าที่จี้ถามในประเด็นที่สร้างความสงสัยให้กับสังคม แม้จะต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดัน สายตาที่ไม่พอใจ หรือการคุกคามทางกายภาพ คือความกล้าหาญทางจริยธรรมที่สื่อมวลชนจำเป็นต้องรักษาไว้ เพื่อไม่ให้พื้นที่ความจริงของประชาชนหดแคบลง
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับและให้ความเป็นธรรมคือ “สปิริต” ของนายสุชาติ ที่เลือกจะคลี่คลายสถานการณ์อย่างรวดเร็ว การยอมรับความผิดพลาด และกล่าวคำขอโทษต่อสื่อมวลชนคู่กรณีด้วยตัวเองในเวลาต่อมา จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ก็ถือเป็นท่าทีที่น่าชื่นชม
แต่การขอโทษด้วยวาจาและกิริยาที่นุ่มนวลขึ้นนั้น เป็นเพียงการเยียวยาบาดแผลทางความรู้สึกในระยะสั้น “การขอโทษที่แท้จริงและทรงคุณค่าที่สุด” ที่นายสุชาติจะมอบให้แก่สังคมได้ ในฐานะรัฐมนตรี คือการเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นพลังในการสร้างความโปร่งใส ด้วยการหันกลับไปพิจารณาต้นตอของปัญหาอย่างจริงจัง โดยมีกระบวนการในการตรวจสอบกรณีสินบนในหน่วยงานที่ตัวเองกำกับดูแลอย่างจริงจังและเร่งด่วน และเปิดเผยบทสรุปต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา นั่นแหละ
หาไม่แล้วสังคมก็จะรู้จักตัวตน และจดจำนายสุชาติ จากกิริยาแสดงออกและวาจาที่เปล่งออกในวันที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้เท่านั้น

ยธ.ร่วมถกวงใหญ่ ปิดช่องจดทะเบียนนอมินีต่างชาติ
จีนลุยกวาดล้างอาชญากรรม จับผู้หลบหนีไปต่างประเทศกว่า 880 ราย
ชำแหละ 4 ต้นตอ! สกลธี ชงญัตติด่วนสางปมรถไฟชนรถเมล์
ในหลวง-พระราชินี โปรดเกล้าฯ ให้ประธานองคมนตรี นำ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี เฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่
โชว์ความแน่นแฟ้น! สีจิ้นผิง-ปูติน ย้ำสัมพันธ์จีน-รัสเซียแข็งแกร่งสุดในประวัติศาสตร์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี