วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569
ภายหลังการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้การนำของรัฐบาล “อนุทิน 2” ขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิดขึ้นคือการเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณ และการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 9-10 เมษายนนี้ ว่ากันตามตรงรัฐบาลชุดนี้ต้องทำงานแข่งกับเวลา เพราะวิกฤตการณ์ระดับ “มหึมา” กำลังตั้งเค้าและ
รอคอยอยู่เบื้องหน้า
วิกฤตที่ว่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นผลกระทบลูกโซ่จากสงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและขยายวงกว้าง สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่แค่เพียง “ราคาพลังงาน” ที่พุ่งสูงขึ้นจนคาดเดาไม่ได้ ซึ่งจะกระทบต่อราคาสินค้า บริการต่างๆตามมาเป็นลูกโซ่
แต่คือคำถามที่น่ากลัวกว่านั้นคือ “เราจะมีน้ำมันใช้เพียงพอหรือไม่” หากเส้นทางการขนส่งถูกตัดขาด ความมั่นคงทางพลังงานจะกลายเป็นโจทย์หินที่สุดที่รัฐบาลต้องเผชิญ นโยบายที่นำมาแถลงต่อสภาฯ จึงต้องไม่ใช่เพียงแค่การ “ขายฝัน” หรือนโยบายประชานิยมเพื่อเรียกเรตติ้งแบบเดิมๆ แต่ต้องเป็น “นโยบายฉุกเฉินสำหรับสถานการณ์วิกฤต” ที่ปฏิบัติได้จริงและเห็นผลทันที
บทพิสูจน์ความจริงใจขั้นแรกของรัฐบาล คือ “ความกล้าหาญที่จะพูดความจริงกับประชาชน” รัฐบาลต้องเลิกใช้วิธีการสื่อสารแบบปลอบประโลมไปวันๆ แต่ต้องบอกให้ชัดว่าเรากำลังจะเจอกับอะไร สถานะน้ำมันสำรองเป็นอย่างไร งบประมาณมีจำกัดแค่ไหน และอะไรคือสิ่งที่รัฐบาลทำได้หรือไม่ได้ การยอมรับความจริงอาจไม่เรียกคะแนนนิยม แต่มันคือการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวว่ารัฐบาลไม่ได้กำลังนำพาเรือลำนี้ไปอย่างคนตาบอด
อย่างไรก็ตาม การจะผ่านวิกฤตที่อาจรุนแรงกว่าครั้งไหนๆ ในประวัติศาสตร์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคณะรัฐมนตรีเพียงฝ่ายเดียว ถึงเวลาที่องคาพยพทั้งสังคมต้องปรับทัศนคติครั้งใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “ผู้มีอิทธิพลทางความคิด” ทั้งนักการเมืองพรรคการเมือง ฝ่ายค้าน สื่อมวลชน และเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ในโซเชียลมีเดีย สิ่งที่ควรยุติลงทันทีคืออาการ “หิวแสง” การปั่นกระแสสร้างประเด็นโจมตีกันเพียงเพื่อดิสเครดิตฝั่งตรงข้ามหรือเรียกยอดไลก์ ยอดแชร์ การกระทำเหล่านั้นนอกจากจะสร้างความสับสนให้ประชาชนแล้ว ยังเป็นการบ่อนทำลายความร่วมมือร่วมใจในยามวิกฤต
หากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องงัด “มาตรการยาแรง”มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดการใช้พลังงานการปรับโครงสร้างภาษี หรือมาตรการประหยัดที่อาจทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเราลำบากกว่าเดิม ทุกภาคส่วนต้องพร้อมที่จะทำความเข้าใจและให้ความร่วมมือ ภาคธุรกิจต้องไม่ฉวยโอกาสภาคการเมืองต้องไม่เล่นเกมบนความเดือดร้อน และภาคประชาชนต้องเตรียมพร้อมปรับตัวให้เข้ากับสภาวะ “รัดเข็มขัด” อย่างจริงจัง
วิกฤตครั้งนี้ใหญ่โตเกินกว่าที่รัฐบาลจะแบกไว้เพียงลำพัง หากเรายังมัวแต่สาละวนกับการสร้างคอนเทนต์โจมตีกันไปมาโดยไม่มองเป้าหมายส่วนรวม เราอาจจะพังพินาศไปพร้อมกันทั้งหมด แต่หากเราเลือกที่จะลดละเลิกความเห็นแก่ตัว ยอมรับความจริงที่เจ็บปวด และร่วมมือกันอย่างเป็นเอกภาพ เราจะสามารถผ่านพ้นมรสุมนี้ไปได้อย่างแน่นอน
เพราะในนาทีวิกฤต “ความอยู่รอดของชาติ”ต้องอยู่เหนือ “คะแนนเสียง” และ “ยอดไลก์” ของใครคนใดคนหนึ่ง

สภาฯเดือด! ณัฐพงษ์ ซัด รัฐบาล ละเลยฝุ่น PM 2.5 ดักคออย่าสองมาตรฐาน
คืนนี้ยาวแน่! พังงาแห่ออกมาเติมดีเซล หลังประกาศขึ้นพรุ่งนี้รวดเดียว 3.50 บาท
ราชกิจจาฯ แพร่ประกาศ ก.ต.ชุดใหม่ ชั้นศาลฎีกา-อุทธรณ์-ชั้นต้น รวม 12 ราย
ทรัมป์ เตรียมพิจารณาถอนสหรัฐฯจากนาโต ลั่นองค์กรนี้เป็นเพียงเสือกระดาษ
ทุบสถิติประวัติศาสตร์ น้ำมันดีเซลสิงคโปร์พุ่งทำนิวไฮ 192 ดอลลาร์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี