วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569
“การทำงานของภาครัฐต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อความโปร่งใส” คือหัวใจสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดินในยุคสมัยใหม่ นี่ไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่เป็นหลักการที่สังคมเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นข้อกังขาและถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดอย่างเรื่อง “ของกลางหายไปไหน?” ตั้งแต่การตรวจยึดสิ่งของต้องห้ามนำขึ้นเครื่องบินที่สนามบิน ไปจนถึงการจับกุมสินค้าผิดกฎหมายลอตใหญ่ โดยเฉพาะบุหรี่เถื่อน และบุหรี่ไฟฟ้า สินค้าที่มียอดจับกุมเป็นอันดับ 1 ของกรมสรรพสามิตในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ที่มักจะมีเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนเสมอว่า ของที่ถูกยึดไว้เหล่านี้ถูกนำไปทำลายจริงหรือไม่
หรือมีการหมุนเวียนกลับมาขายในตลาดแสวงหาผลประโยชน์โดยมีไอ้โม่งบางคนที่เห็นช่องโหว่เพราะการทำลายของกลางจะเกิดขึ้นได้เมื่อคดีสิ้นสุดแล้วเท่านั้น ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ความซื่อสัตย์สุจริตของกลไกภาครัฐอย่างแท้จริง
ภาพลักษณ์การทำงานที่ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ของหน่วยงานรัฐในปัจจุบัน สอดคล้องกับคำมั่นสัญญาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ได้ประกาศเจตนารมณ์ต่อพี่น้องประชาชนภายหลังรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ว่าจะใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างเต็มกำลังโดยมุ่งเน้นการกำกับดูแลให้คณะรัฐมนตรี ข้าราชการ และเจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงาน เพื่อให้การบริหารงานตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐ นิติธรรม และความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้จากทุกภาคส่วน
การที่หน่วยงานรัฐอย่างกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเดินหน้าจับกุมบุหรี่หนีภาษี สินค้าเถื่อน อย่างต่อเนื่องและนำของกลางนับแสนซองออกมาทำลายต่อหน้าสาธารณชนด้วยการเผาทำลายหรือการบดทำลายตามระเบียบที่เคร่งครัด จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชน เป็นการแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐ และรัฐบาลชุดนี้มุ่งมั่นที่จะขจัดข้อกังขาเรื่องของกลางหาย และยืนยันว่าสินค้าผิดกฎหมายจะถูกกำจัดทิ้งอย่างเป็นระบบ ไม่มีการนำกลับมาสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจหรือสุขภาพของประชาชนอีก
อย่างไรก็ตาม การจับกุมและทำลายของกลางบุหรี่ผิดกฎหมายนั้น แม้จะเป็นเรื่องที่น่ายกย่องและเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง แต่นั่นเป็นเพียง “ปลายทาง” ของการแก้ปัญหาเท่านั้น ความท้าทายที่แท้จริงคือการกำหนดนโยบายที่เหมาะสมและเข้มงวดเพื่อจัดการกับ “ต้นทาง” ของขบวนการเหล่านี้ รัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มข้นขึ้น เช่น การผลักดันให้ความผิดเกี่ยวกับสินค้าละเมิดภาษีสรรพสามิตเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้อำนาจในการสืบสวนเส้นทางการเงิน ยึดทรัพย์ และเอาผิดกับ “นายทุนเทา” หรือผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังได้อย่างเด็ดขาด
หากเราสามารถใช้กลไกการปราบปรามการฟอกเงินเข้ามาถอนรากถอนโคนเครือข่ายเหล่านี้ได้สำเร็จ ปัญหาเรื่องการสะสมของกลางในอนาคตก็จะลดน้อยลงไปเอง เพราะจุดมุ่งหมายของการปราบปรามสินค้าที่ลักลอบนำเข้าอย่างผิดกฎหมาย ไม่ใช่เพียงการทวงคืนภาษีเข้ารัฐ แต่เป็นการทวงคืนรายได้ที่หายไปแก่ประชาชนที่ประกอบอาชีพอย่างสุจริต เพราะความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจต้องมาพร้อมกับความมั่นคง ที่สร้างได้ด้วยการปิดช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อให้การทำงานของภาครัฐมีความโปร่งใสสร้างประโยชน์สุขที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศไทยตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้สัญญาไว้

มติ ปชน.ดองงูเห่า ไม่ขับ สุริยา วงศ์อารีย์ พ้นพรรค ปมโหวตอนุทิน
สยอง 6 ถุงดำ หนุ่มลาวสารภาพฆ่าหั่นแฟน ทิ้งเลียบคลองประปาปากเกร็ด
บางจากฯ เผยเรือขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย
ไอติม กาง 2 ข้อเสนอ ปชน. เพิ่มวันประชุมสภาฯ-หั่นงบฯเลิกข้าวฟรี สส.
เพื่อไทยขยับ! ชงตั้ง กมธ.แก้ปมพลังงาน รับมือศึกตะวันออกกลาง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี