วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569
การลงมติของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีมติเห็นชอบให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เป็นสมัยที่สอง ไม่ใช่เพียงแค่หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่หมุนกลับมาที่เดิม แต่นี่คือ "รอยต่อ" สำคัญที่ท้าทายกว่าเดิม หากสมัยแรกคือการประคองตัวภายใต้ข้อจำกัด สมัยที่สองนี้คือการก้าวเข้าสู่ "สมรภูมิของจริง" ที่ไม่มีที่ว่างให้สำหรับความผิดพลาด
ในวันนี้ พรรคภูมิใจไทยไม่ได้อยู่ในฐานะพรรคร่วม ที่ต้องคอยพะวงกับเสถียรภาพของพรรคแกนนำอีกต่อไป แต่ก้าวขึ้นมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่มีอำนาจเต็มในการกำหนดทิศทางประเทศ ชัยชนะครั้งนี้จึงมาพร้อมกับ "ต้นทุน" ที่สูงยิ่ง นั่นคือความรับผิดชอบแบบเบ็ดเสร็จ ประชาชนไม่ได้คาดหวังเพียงแค่การบริหารงานรายวัน แต่คาดหวังถึง "วิสัยทัศน์" ที่จะนำพารัฐนาวาลำนี้ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังโหมกระหน่ำ
โลกในปี 2569 ไม่ใช่โลกที่เอื้อต่อการปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อได้กลายเป็น "ตัวเร่ง" ให้วิกฤตพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างค่าครองชีพของคนไทยทุกคน โจทย์เรื่องราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไม่ใช่เพียงประเด็นทางเศรษฐกิจ แต่มันคือประเด็นความมั่นคงของรัฐบาล
ผู้นำประเทศในสถานการณ์นี้ จึงต้องมีความสามารถในการ "มองโลกให้ชัด" และ "วางไทยให้เป็น" ท่ามกลางความผันผวนของมหาอำนาจและการกีดกันทางการค้า หากรัฐบาลยังเดินตามเกมเดิมๆ หรือแก้ปัญหาแบบวัวหายล้อมคอก ประเทศไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลไปอย่างกู้คืนยาก
ภาพจำของนายกรัฐมนตรีอนุทินที่ผ่านมา คือผู้นำที่เข้าถึงง่าย สื่อสารตรงไปตรงมา และตอบโต้ประเด็นร้อนได้รวดเร็ว แต่ในวาระ "อนุทิน 2" นี้ สไตล์การบริหารแบบเดิมอาจไม่เพียงพอ ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำประเทศต้อง "ยกระดับ" ตัวเองให้อยู่เหนือประเด็นความขัดแย้งรายวัน
การรักษาระยะห่างจากการเมืองระดับท้องถิ่นหรือการตอบโต้ประเด็นยิบย่อยในสภา แล้วหันมาโฟกัสที่การวางยุทธศาสตร์ชาติ จะช่วยสร้าง "ความเชื่อมั่น" ทั้งในหมู่ประชาชนและนักลงทุนนานาชาติ ผู้นำที่นิ่งและมองไกล คือผู้นำที่โลกปัจจุบันต้องการ
ภารกิจเร่งด่วนที่รออยู่เบื้องหน้า คือการรื้อฟื้นโครงสร้างพลังงานและปรับโครงเศรษฐกิจที่เปราะบาง ให้สามารถรับแรงกระแทกและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมีอนาคต รัฐบาลต้องแสดงความกล้าหาญในการตัดสินใจเชิงนโยบายที่อาจจะกระทบต่อผลประโยชน์บางกลุ่ม แต่ส่งผลดีต่อประชาชนส่วนใหญ่ในระยะยาว การแก้ปัญหาปากท้องต้องทำควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการคลังท่ามกลางภาวะสงครามโลกที่ยังไม่มีทีท่าจะสงบ
สมัยที่สองของ นาบยกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล คือโอกาสทองที่จะพิสูจน์ว่าเขาสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของนักการเมืองมืออาชีพ สู่การเป็น "รัฐบุรุษ" ที่นำพาชาติพ้นวิกฤตได้จริงหรือไม่ อำนาจที่อยู่ในมือในวันนี้คือดาบสองคม หากใช้อย่างแม่นยำและถูกทิศทาง ประวัติศาสตร์จะจดจำเขาในฐานะผู้นำที่ประคองไทยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด แต่หากยังติดอยู่ในกับดักการเมืองเดิมๆ ผลลัพธ์อาจเป็นบทเรียนที่ราคาแพงเกินกว่าที่ประเทศจะรับไหว

แวดวงอสังหาฯ : 21 มีนาคม 2569
เฟซบุ๊กรุกฆาตงัดแผน Fast Track ดึง ครีเอเตอร์ การันตีเงินเดือนสูงสุด 1 แสน
ทบ.โต้ CMAA บิดเบือนข้อมูลระเบิด ยันไทยใช้กำลังตามหลักสากล-จำกัดเป้าหมายทหาร
มาแล้ว! กรมอุตุฯคาดหมายอากาศ 7 วันข้างหน้า ตั้งแต่ 20-26 มี.ค.69
‘อียองแอ’ ย้อนรอยกองถ่ายในวัย 55 ปี สวยอมตะจนแฟนคลับอึ้ง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี