วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569
24 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 วุฒิสภา แถลงผลการพิจารณา โดยระบุว่า คณะกรรมาธิการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2543 หลังจากที่กรรมาธิการฯ เคยมีมติให้ยกเลิก MOU 2544 ไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568
นายนพดล ระบุว่า หลังจากผ่านการประชุมกว่า 20 ครั้ง และการลงพื้นที่ศึกษาดูงานใน 7 จังหวัดชายแดนไทย - กัมพูชา ตลอดจนรับฟังข้อมูลเชิงลึกจากฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งพบว่ากัมพูชาได้ละเมิดพื้นที่ของไทยอย่างต่อเนื่องและเพิกเฉยต่อการทักท้วง
คณะกรรมาธิการฯ ได้ยกเหตุผลสำคัญ 6 ประการ ในการเสนอให้ยกเลิก MOU 2543 ได้แก่
1.ข้อกำหนดใน MOU มีความบกพร่อง โดยเฉพาะการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ของกัมพูชา ซึ่งขัดแย้งกับแผนที่ 1:50,000 ของไทย ทำให้เกิดปัญหาในการปักปันเขตแดน นอกจากนี้ กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ยังไม่มีอำนาจจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่
2.MOU 2543 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีในอดีตมีมติเพียง “รับทราบ” ไม่ใช่ “เห็นชอบ” และไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ทั้งที่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย
3.รัฐธรรมนูญกัมพูชา ค.ศ.1993 บังคับใช้แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ดังนั้น แผนที่ที่เกิดจาก MOU 2543 จึงเสี่ยงที่จะสูญเสียดินแดน
4.ความล่าช้าในการดำเนินการ แม้ผ่านมาเกือบ 26 ปี แต่การสำรวจคืบหน้าเพียงร้อยละ 60 ของขั้นตอนแรกเท่านั้น
5.สถานการณ์ชายแดนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังเกิดการปะทะใหญ่ 2 ครั้งในปี 2568 ทำให้ไทยต้องหันไปยึดแถลงการณ์ร่วม GBC (27 ธันวาคม 2568) ที่ให้คงกำลังทหารไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบันแทน
และ 6.กัมพูชามีพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุและสร้างข่าวปลอม ซึ่ง MOU 2543 ไม่รัดกุมพอที่จะรับมือได้
สำหรับแนวทางการยกเลิกนั้น คณะกรรมาธิการฯ ชี้แจงว่าไทยสามารถยกเลิก MOU 2543 ได้เพียงฝ่ายเดียวตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา (VCLT) ข้อ 60 เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง ทั้งการสร้างอาคารสูงบริเวณชายแดน การวางทุ่นระเบิด และการใช้อาวุธสงครามทำร้ายประชาชนไทย โดยไทยจะต้องแจ้งให้กัมพูชาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน
ทั้งนี้ ภายหลังการยกเลิก ไทยและกัมพูชายังคงสามารถใช้กลไกสนธิสัญญาสยาม - ฝรั่งเศส ค.ศ.904 และ 1907 รวมถึงข้อตกลงความร่วมมือชายแดนปี 2538 ในการระงับข้อพิพาทได้ตามปกติ
นายนพดล กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้เสนอแนะว่า หากจะมีการจัดทำข้อตกลงฉบับใหม่ในอนาคต จะต้องไม่มีการยอมรับแผนที่ 1:200,000 ว่าเป็นผลงานการปักปันเขตแดน ต้องเพิ่มอำนาจให้ JBC จัดการการรุกล้ำได้ ต้องยึดแนวขอบหน้าผาเป็นเส้นเขตแดนบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก และต้องกำหนดเงื่อนไขเวลาสิ้นสุดข้อตกลงอย่างชัดเจน เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์สูงสุดของชาติ
ขั้นตอนต่อไปจะนำมติของที่ประชุม กมธ.บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมวุฒิสภาเพื่อให้ลงมติเห็นชอบต่อไป จากนั้นที่ประชุมวุฒิสภาจะส่งรายงานของ กมธ.ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอมติ กมธ.เข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาได้ภายในเดือนเมษายนนี้
ปลายปี 2568 ที่ผ่านมา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เคยตั้งกระทู้ถาม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถึงการจัดการออกเสียงประชามติ เพื่อยกเลิก MOU43 และ 44 ซึ่งผลการสำรวจความเห็นประชาชนที่ผ่านมา พบว่า ประชาชน ยังไม่ทราบรายละเอียดใน MOU และยังมีข้อกังวลในการรณรงค์ไม่ว่าจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยอย่างไร เพื่อให้กัมพูชาไม่ทราบล่วงรู้ข้อมูลของไทย จึงขอถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ว่า
1. รัฐบาลมีแผนดำเนินการประชามติอย่างไร เพื่อไม่ให้ขัดประชามติ ไม่เป็นการชี้นำ และต้องให้ข้อมูลรอบด้านผ่านเวทีสาธารณะ โดยที่กัมพูชาไม่ล่วงรู้ข้อได้เปรียบเสียเปรียบของไทย 2. รัฐบาลมีมาตรการป้องกันการเสียหาย หากต้องยกเลิก MOU43 และจะมีมาตรการที่ดีกว่า MOU43 อย่างไร รวมทั้งมีมาตรการใด เพื่อไม่ให้เอกชนที่ลงนามในสัมปทานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ไปฟ้องอนุญาโตตุลาการ กรณีการยกเลิก MOU44 3. รัฐบาลจะมีกลไกใดที่มีทางออกที่ดีกว่าประชามติหรือไม่ เช่น กรรมาธิการฯ เพื่อให้รัฐบาล ได้ใช้อำนาจฝ่ายบริหารตัดสินใจ
นายสีหศักดิ์ ชี้แจงว่า MOU เป็นผลประโยชน์สำคัญมากของประเทศ การเข้าสู่กระบวนการประชามติ จะยกเลิก หรือไม่ยกเลิก จะต้องทำด้วยความรอบคอบ และมีความชัดเจนว่า หากไม่มี MOU แล้ว จะมีทางเลือกใด เพื่อไม่ให้ผลประโยชน์ประเทศได้รับความเสียหาย รวมทั้งจะต้องมีแผนรองรับ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญกับแผนรองรับ หากไม่มี MOU แล้ว จะมีกลไกใด และการเยียวยาผลกระทบจากการยกเลิก MOU ก็จะต้องมีการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ
นายณัฐพงษ์ยังคงเห็นว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังไม่ได้ตอบคำถามของตนเอง โดยระบุว่า ทราบดีว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีข้อจำกัด และเหมาะสม เพราะการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สามารถให้ความเห็นที่มีน้ำหนักได้ พร้อมเห็นว่า การถกเถียงใช้กระแสชาตินิยม เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ย้ำว่า สส.ต้องการผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยไม่ต้องการให้ใช้เรื่องดังกล่าวมาเป็นกระแส จนเกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาด ที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขปัญหาได้อีก หรือกัมพูชาจะรู้ข้อได้เปรียบ หรือเสียเปรียบไทยทั้งหมด จนกัมพูชานำเรื่องขึ้นสู่ศาลโลก มั่นใจว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทราบดีว่า สิ่งใดคือทางออกที่ถูกต้อง แต่ในวันนี้อยู่ในคณะรัฐมนตรี จึงมีอุปสรรค ไม่สามารถตอบกระทู้ได้ ยอมรับว่า คาดหวังกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ไม่ได้มาจากการเจรจาต่อรองการเมือง จึงต้องการทราบ และคำยืนยันจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่คำพูดมีน้ำหนักต่อการให้ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีว่า ความเห็นในฐานะนักการทูต และเป็นตัวแทนรัฐบาล เห็นด้วยจริงหรือไม่ ที่รัฐบาลจะยกเลิก MOU43 และ 44 เพื่อแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา หรือหากไม่เห็นด้วย จะนำเสนอความเห็นใดต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเบรกฝ่ายการเมืองในการใช้เรื่องชาตินิยม เป็นผลประโยชน์ทางการเมือง
นายสีหศักดิ์ จึงยืนยันว่า เรื่องการต่างประเทศ เป็นผลประโยชน์ชาติ หลายครั้งไม่ควรนำมาเป็นประเด็นทางการเมือง และเรื่องนี้ จะต้องมีการอภิปรายอย่างจริงจัง และการตอบกระทู้ถาม จะต้องตอบด้วยความมั่นใจ จึงควรมีการพูดคุยรายละเอียดก่อนว่า จะเดินหน้าอย่างไร และความเห็นส่วนตัวของตนนั้น จะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีแน่นอน พร้อมยืนยันว่า ส่วนตัวยึดผลประโยชน์ประเทศชาติ และกระบวนการประชาธิปไตย ที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อสภา ก็มีความสำคัญ ซึ่งเมื่อรัฐบาลมีแผนที่ชัดเจนแล้ว ก็จะชี้แจงสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง
ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการประกาศยกเลิก MOU44 ทันที หากได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีว่า ถือเป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยต้องการที่จะทํา เพื่อให้สิ่งที่ไม่คืบหน้าถูกยกเลิก และจะใช้วิธีเงื่อนไข กฎเกณฑ์ใหม่เข้ามาคุยเพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้
ถามอีกว่า MOU43 ทําไมถึงไม่ประกาศยกเลิก นายอนุทิน กล่าวว่า ตรงนั้นยังมีเรื่องของการปักปันเขตแดน ที่มีความคืบหน้ามาระดับหนึ่งแล้ว และสิ่งที่เราได้ดําเนินการภายใต้ MOU43 ก็เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีข้อขัดแย้งใดๆ แต่ในส่วนที่เราเคลือบแคลงสงสัย ส่วนใหญ่เราก็เข้าไปควบคุมพื้นที่ไว้หมดแล้ว
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาการปะทะกับกัมพูชาทั้งสองครั้ง ทําให้ทหารและคนไทยได้รับผลกระทบสูง ยังไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจยกเลิก MOU43 อีกหรือ นายอนุทิน ตอบว่า มันมีสิ่งที่กําลังดําเนินการ แต่ถ้าไม่เป็นไปในแนวทางที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย กับประชาชนคนไทย เราก็พร้อมที่จะต้องมีการปรับปรุง หรือปรับเปลี่ยน การดําเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ
สรุป : จากนี้ไป ภายใต้นายกรัฐมนตรีคนเดิม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนเดิม ต้องติดตามกันต่อว่า หลังการเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ กับการแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้ว
รัฐบาลนายอนุทิน กับนายสีหศักดิ์ จะเดินหน้าหรือหาข้อสรุปต่อเรื่อง MOU43 นี้อย่างไร จะยกเลิกหรือจะคงไว้ ด้วยเหตุผลใด และจะก่อปัญหาตามมาหรือไม่
เป็นเรื่องที่น่าติดตามที่สุด !!


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี