วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569
“ขนมจีนน้ำปลา” คือเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้น ณ โรงเรียนบ้านท่าใหม่ จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อมีข้อร้องเรียนในเดือนมิ.ย. 2561 กรณีโรงเรียนดังกล่าวให้นักเรียนชั้นอนุบาลรับประทานอาหารกลางวันเป็นขนมจีนคลุกน้ำปลา นำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้อำนวยการโรงเรียนซึ่งมีข้อมูลว่าพบพฤติกรรมทุจริต นำไปสู่คำสั่งไล่ออกจากราชการเมื่อเดือนพ.ค. 2562 ที่ผ่านมา
จากกรณีข้างต้น “อาหารกลางวันนักเรียน” ดูเหมือนจะกลายเป็น “วาระแห่งชาติ” ไปแล้ว เพราะล่าสุดตลอดสัปดาห์นี้มีทั้งการที่พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อ 7 ก.ค. 2562 ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำชับให้ตรวจสอบทุกโรงเรียนทั่วประเทศ เพราะต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของเด็กนักเรียนและเยาวชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากถือเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของชาติ
และรวมถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่กล่าวเมื่อ 9 ก.ค. 2562 กำชับผู้บริหารโรงเรียนทุกแห่งในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ว่านอกจากจะต้องดำเนินการเรื่องทำสัญญาให้ถูกต้องแล้ว ต้องตรวจสอบด้วยว่าคุณภาพอาหารเป็นอย่างไร ปริมาณอาหารเพียงพอหรือไม่ หลังพบเรื่องร้องเรียนที่ จ.นครราชสีมา
ข้างต้นเป็นท่าทีของรัฐบาลหลังได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีทุจริต แต่ประเด็นอาหารกลางวันของเด็กไทยยังมีปัญหาอื่นรอให้แก้ไขเช่นกัน นั่นคือ “การจัดอาหารให้ได้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน”ซึ่งหากเทียบกับ เกาหลีใต้ ประเทศที่ใส่ใจอาหารกลางวันเด็กที่ดีมากแห่งหนึ่งของโลก โดยจะเน้นอาหารครบถ้วนโภชนาการ มีซุปและข้าว ปลา ผัก ผลไม้ เช่นเดียวกับ ญี่ปุ่น ทุกมื้อจะต้องประกอบไปด้วย ข้าว ผัก และนมสด 1 กล่อง ที่สำคัญคือ “ทั้ง 2 ประเทศมีนักโภชนาการคอยให้คำแนะนำ” เมนูที่ครบถ้วนทั้งรสชาติและคุณภาพ ที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต
ย้อนไปเมื่อ 16 ม.ค. 2562 พญ.พรรณพิมลวิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า แม้ที่ผ่านมาพบว่าเด็กไทยระดับปฐมวัย (อายุ 0-5 ปี) เตี้ยร้อยละ 10.6 ซึ่งดีขึ้นจากเดิม แต่ที่ยังคงเป็นปัญหาคือ “ภาวะอ้วน” ที่พบร้อยละ 9.1 กล่าวได้ว่า “1 ใน 10 ของเด็กปฐมวัยไทยมีภาวะอ้วน” และเช่นเดียวกับเมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียนพบว่า เด็กอายุ 6-14 ปี แม้มีภาวะเตี้ยดีขึ้น แต่ก็มีปัญหาภาวะอ้วนที่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 13.1
จงกลนี วิทยารุ่งเรืองศรี ผู้จัดการโครงการเด็กไทยแก้มใส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า หลังจากเกิดกรณีขนมจีนคลุกน้ำปลา หลายหน่วยงานต่างตื่นตัวในประเด็นการจัดการอาหารกลางวันเด็ก ซึ่งแม้ว่างบประมาณจะยังอยู่ที่ 20 บาทต่อคน แต่หากบริหารจัดการที่ดีเพียงพอก็สามารถสร้างเมนูอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการได้ แต่สิ่งที่ยังขาดคือ “นักโภชนาการท้องถิ่น” เพราะติดขัดข้อจำกัดด้านงบประมาณในการจัดจ้างที่ อปท. ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากติดปัญหาการกระจายอำนาจงบประมาณ
ขณะที่ ทรงวุฒิ มะลิวัลย์ ผู้อำนวยการสำนักงานเพื่อโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนประถมศึกษา สพฐ. กล่าวว่า ปัญหาเรื่องคุณภาพอาหารกลางวันยังเป็นเรื่องที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะสถานการณ์โภชนาการในเด็กไทย พบว่า เด็กในพื้นที่ห่างไกล ยังมีปัญหา ผอมและเตี้ย ส่วนเด็กในเมืองมีภาวะโภชนาการล้นเกิน หรือเป็นโรคอ้วนจำนวนมาก โดยที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการได้พัฒนาโปรแกรม “ไทยสคูลลันช์ (Thai school lunch)” ช่วยคำนวณคุณค่าทางโภชนาการ

นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ “โรงเรียนเป็นพื้นที่อาหารปลอดภัย” เช่น สนับสนุนให้ใช้วัตถุดิบอินทรีย์ ทั้งผัก เนื้อสัตว์ต่างๆ โดยให้โรงเรียนที่มีพื้นที่ปลูกผักอินทรีย์ เลี้ยงไก่ ให้โรงเรียนใช้งบประมาณอาหารกลางวันซื้อเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารกลางวัน หรือโรงเรียนไหนไม่มีพื้นที่ปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ก็ให้ไปสนับสนุนชุมชนรวมกลุ่มปลูกพืชอินทรีย์ เพื่อนำมาขายให้โรงเรียน ก็จะทำให้โรงเรียนมีวัตถุดิบที่ปลอดภัย อีกด้านหนึ่ง“ผู้ปกครอง” ต้องมีส่วนร่วมด้วย เพราะต้องจัดหาให้กับบุตรหลานอีก 2 มื้อ ก็เป็นเรื่องที่ต้องตระหนักถึงเช่นกัน
ถึงกระนั้น “ประเด็นผู้ปกครองกับอาหารที่มีคุณภาพก็ไม่สามารถทำได้ง่ายๆ” ด้วยปัจจุบันที่สภาพสังคมเปลี่ยนไปโดยเฉพาะในเมือง “ชีวิตคนยุคนี้ต้องเร่งรีบ ตื่นแต่เช้ามืดออกจากบ้านฝ่าการจราจร ผู้ปกครองไปส่งลูกที่โรงเรียนก่อนที่ตนเองจะไปทำงาน ตอนเย็นกว่าจะกลับถึงบ้านก็มืดค่ำ หลายคนไม่มีโอกาสได้ทำอาหารรับประทานเอง” ต้องฝากท้องไว้กับร้านหรือแผงขายอาหาร และโดยทั่วไป“ผู้ใหญ่กินอะไรเด็กก็กินตามนั้นเพื่อความสะดวกรวดเร็ว” ซึ่งอาจเป็นเพียงให้ท้องอิ่มเท่านั้น ไม่แน่ว่าจะมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนเสมอไป
มีกรณีหนึ่งที่อาจเทียบเคียงกันได้คือ “พระสงฆ์ไทยอ้วนอมโรค” ย้อนไปเมื่อ 22 พ.ย. 2561 เว็บไซต์ นสพ. The Straits Times ของสิงคโปร์ เสนอรายงานพิเศษเรื่อง “Eat, pray, exercise: Thailand’s monks battle weight problems” ระบุว่า เบาหวาน ความดัน และข้อเข่าอักเสบ เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของพระสงฆ์ไทย สืบเนื่องจากอาหารที่ญาติโยมนิยมซื้อไปถวายมีทั้งแกงที่มีรสเผ็ดจัด ขนมหวาน น้ำอัดลมและขนมขบเคี้ยว
รายงานข่าวของสื่อสิงคโปร์ ยังกล่าวอีกว่า “ข้อมูลจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ระบุคนไทยมีปัญหาโรคอ้วนสูงที่สุดในทวีปเอเชีย” โดยพระสงฆ์เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด ซึ่งในปี 2559 คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยสำรวจพบพระสงฆ์ในกรุงเทพฯ มีภาวะอ้วนถึงร้อยละ 48 และในจำนวนนี้เป็นโรคความดันโลหิตสูงถึงร้อยละ 42 เหตุที่พระสงฆ์เสี่ยงเป็นพิเศษนั้นมาจากพระวินัยที่ไม่ให้ปฏิเสธอาหารที่ญาติโยมถวาย ประเด็นนี้ก็อาจดูคล้ายกับบุตรหลานที่ไม่ได้ซื้ออาหารรับประทานเองแต่พ่อแม่ผู้ปกครองซื้อให้
“โภชนาการในเด็กและเยาวชนไทย” จึงไม่ได้มีปัญหาเพียงการทุจริตเท่านั้น เพราะแม้ทุกโรงเรียนจะดำเนินการอย่างโปร่งใสก็ยังได้เพียงมื้อกลางวันมื้อเดียว ส่วนมื้อเช้าและเย็นเป็นเรื่องของผู้ปกครอง “ที่นี่แนวหน้า” สัปดาห์นี้จึงขอฝากท่านผู้อ่านช่วยคิดหน่อยว่าสองมื้อที่เหลือจะทำอย่างไร เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรงสมบูรณ์ เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ดีของประเทศชาติต่อไป!!!

โรงเรียนบุรีรัมย์ตื่นตัว นักเรียนซ้อมเข้าหลุมหลบภัย รับมือเหตุฉุกเฉิน
พรรคประชาชนเปิดตัว ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีนิติฯ มธ.เป็นว่าที่ รมว.ยุติธรรม
บันเทิงเกาหลีเศร้า! อันซองกิ นักแสดงแห่งชาติเสียชีวิตในวัย 74 ปี
'เพชร อาสิระ'ทวงความยิ่งใหญ่ คืนสังเวียนแม็กซ์มวยไทย จับมือทรูวิชั่น
'หญิงหน่อย'ย้ำแคมเปญ'คนไทยหายเหนื่อย' ขออาสาดูแลตั้งแต่ในครรภ์จนถึงสูงวัย

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี