วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569
“ความเหลื่อมล้ำ, รวยกระจุก-จนกระจาย” เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงในสังคมไทยมานาน และแม้รายงานจากต่างประเทศของบางสำนักจะถูกตั้งข้อสังเกตในความคลาดเคลื่อนเรื่องประเทศไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าปัญหาดังกล่าวในประเทศไทยถือว่ามีระดับที่รุนแรงจริง ดังเรื่องของ “ที่ดิน” ซึ่งเป็นนักวิชาการของไทยเองได้รวบรวมข้อมูลไว้
“ถ้าเราแบ่งคนเป็น 10 กลุ่ม เราพบว่ากลุ่ม 10% ที่มีที่ดินถือครองมากที่สุด ถือครองไป 61% ซึ่งกลุ่มที่มีที่ดินถือครองมากที่สุด 10% บนสุดนี้ต่างจากกลุ่ม 10%ที่มีที่ดินน้อยที่สุดต่างกันถึง 855 เท่า แต่ถ้าเราแบ่งคนเป็น5 กลุ่ม กลุ่มละ 20% กลุ่ม 20% ที่มีที่ดินถือครองมากที่สุด กับกลุ่ม 20% ที่ถือครองน้อยที่สุด จะต่างกัน 326 เท่า อันนี้คือภาพการกระจายตัวของการถือครองที่ดิน”
ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในเวทีเสวนา “ปฏิรูปที่ดินเอกชนทิ้งร้าง สร้างประชาธิปไตย และความเป็นธรรม” ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันเสาร์สุดสัปดาห์ที่แล้ว ถึงความห่างกันระหว่างกลุ่มคนจำนวนเพียงหยิบมือเดียวแต่ครอบครองที่ดินจำนวนมากของทั้งประเทศ ทั้งนี้ งานวิจัยที่เคยทำไว้ในปี 2555 พบว่ามีที่ดินประเภทโฉนดจำนวน 95 ล้านไร่ ในจำนวนนี้มีผู้ถือครอง 15 ล้านราย
ซึ่งหากคำนวณโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (GINI Coefficient) นับจาก 0 คือไม่เหลื่อมล้ำ ถึง 1 คือเหลื่อมล้ำอย่างที่สุด“ค่าสัมประสิทธิ์ GINI ของไทยสูงถึง 0.89 หมายถึงสังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก” โดยผู้ถือครองที่ดินมากที่สุดพบว่าถือครองถึง 6 แสนไร่ ส่วนในบรรดาผู้ถือครองที่ดินนั้น ร้อยละ 50 ถือครองไม่เกิน 1 ไร่ร้อยละ 22 ถือครอง 1-5 ไร่ ร้อยละ 28 ถือครองมากกว่า 5 ไร่ อย่างไรก็ตาม มีข้อจำกัดตรงที่ไม่สามารถหาข้อมูลที่เป็นปัจจุบันได้ เพราะข้อมูลการถือครองที่ดินนั้นในประเทศไทยไม่ใช่ข้อมูลสาธารณะ ด้วยเหตุผลด้านสิทธิส่วนบุคคล
อาจารย์ดวงมณี ยังกล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการปฏิรูปที่ดินนั้นมีได้หลายแบบ เช่น 1.ตามกลไกตลาดเอกชนยังมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามปกติ รัฐเข้าไปแทรกแซงไม่มากนักและไม่บิดเบือนราคา อาทิ “ภาษีที่ดิน” เพื่อเพิ่มภาระให้ผู้ถือครองที่ดิน ลดแรงจูงใจในการกักตุนที่ดินไว้เก็งกำไรจนเกิดปัญหามีที่ดินรกร้างว่างเปล่า เมื่อการครอบครองที่ดินรกร้างจำนวนมากทำให้ต้องเสียภาษีมากผู้ครอบครองอาจเลือกขายที่ดินนั้นหรือนำมาพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์
2.ใช้กลไกรัฐ ในบางสังคมที่ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมอย่างมาก แต่ลำพังมาตรการทางภาษีอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ รัฐจึงต้องลงมือทำสิ่งอื่นๆ ด้วย อาทิ การแจกจ่ายเอกสารสิทธิ การยึดที่ดินคืนหรือการจัดตั้ง “ธนาคารที่ดิน” สำหรับช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้องการที่ดินทำกิน ซึ่งสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้และ 3.บทบาทของชุมชน ให้ชุมชนจัดการทรัพยากรที่ดิน อาทิ “โฉนดชุมชน” คนในชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้ แต่ไม่มีสิทธิ์ในการซื้อ-ขาย ทั้งนี้มาตรการทั้ง 3 ประเภท มีความเชื่อมโยงกัน
ขณะที่ สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ รักษาการรองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดประเด็นชวนคิด “แล้วรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดนั้นมีช่องทางให้แก้ปัญหาที่ดินบ้างหรือไม่?” โดยหากไปดูในรัฐธรรมนูญปัจจุบันคือฉบับ 2560 พบว่า “มาตรา 37” มุมหนึ่งแม้จะรับรอง “สิทธิในการครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินของบุคคล” ถึงเป็นที่รกร้างว่างเปล่ารัฐก็ไม่สามารถเข้าไปทำอะไรได้ แต่อีกมุมก็กำหนดเรื่องของการ “เวนคืน” ไว้เป็นกรอบที่รัฐจะยื่นมือเข้าไปได้เช่นกันภายใต้เงื่อนไขบางประการ
“การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การป้องกันประเทศ หรือการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรม ภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของ ตลอดจนผู้ทรงสิทธิบรรดาที่ได้รับความเสียหายจากการเวนคืน โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ ผลกระทบต่อผู้ถูกเวนคืน รวมทั้งประโยชน์ที่ผู้ถูกเวนคืนอาจได้รับจากการเวนคืนนั้น” อาจารย์สุทธิชัย กล่าวถึงบทบัญญัติมาตรา 37 ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2560
คำถามต่อมา..คำว่า “เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่นรวมถึงคำว่าปฏิรูปที่ดินด้วยหรือไม่?” เรื่องนี้อาจารย์สุทธิชัย ชวนเปิดรัฐธรรมนูญต่อไปยัง “มาตรา 72”ซึ่งอยู่ในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ พบมีบัญญัติไว้ในข้อย่อย“(3) จัดให้มีมาตรการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม” ดังนั้น “การจัดสรรที่ดินจึงน่าจะถูกตีความว่าเป็นประโยชน์สาธารณะอื่นๆ ได้” นอกจากนี้พ.ร.บ.เวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562“มาตรา 7” ยังกล่าวถึง “การปฏิรูปที่ดิน” ไว้ในเหตุผลด้านประโยชน์สาธารณะด้วย
“ณ ปัจจุบัน เครื่องมืออันหนึ่งที่นำมาใช้จัดการกับที่ดินเอกชนทิ้งร้างได้ก็คือการเวนคืน แต่แน่นอนรัฐธรรมนูญก็ล็อกไว้อยู่อย่างหนึ่ง ไม่มีการเวนคืนแบบฟรีๆ เป็นการเวนคืนที่ต้องมาพร้อมกับเงินค่าทดแทนที่เป็นธรรมด้วยซึ่งเป็นธรรมอย่างไรอาจจะต้องพิจารณาในเชิงเศรษฐศาสตร์มากกว่าในเชิงกฎหมาย นั่นคือส่วนของมิติในทางสังคมของมิติกรรมสิทธิ์เอกชน นั่นคือรัฐอาจจะเรียกกรรมสิทธิ์เอกชนคืนได้ถ้าเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น” อาจารย์สุทธิชัย ระบุ
อนึ่ง ย้อนไปเมื่อเดือนพ.ย. 2561 ผศ.ดร.บุญเลิศวิเศษปรีชา อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปกล่าวในงาน “ที่ดินคือชีวิตฝ่าวิกฤติที่ดินไทย” เสนอแนะว่า “รัฐควรหาทางยุติหลักคิดเรื่องที่ดินคือสินค้า” เพราะเมื่อไม่คิดว่าเป็นสินค้า ราคาที่ดินก็จะไม่ถูกทำให้สูง ปัญหาที่ดินกระจุกตัวและจำนวนมากเป็นที่ดินรกร้างก็จะลดลง คนระดับฐานรากก็จะไม่ต้องถูกแจ้งข้อหาบุกรุก และชนชั้นกลางจะได้ไม่ต้องซื้อที่อยู่อาศัยราคาแพงๆ ผ่อนกันหลังหนึ่งหลายสิบปี โดยมาตรการนี้ให้ทำแบบค่อยเป็นค่อยไปสัก 10-20 ปี เพื่อให้เวลาปรับตัว
ข้อเสนอข้างต้นนี้ก็ยังถูก “ค่อนขอด” เมื่อนำเสนอเป็นข่าวออกไป เช่น บอกว่า “เอาใจคนที่ไม่มีศักยภาพในการแสวงหาทรัพย์สิน” ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า “ในความเคยชินของคนในสังคมไทย ที่ดินคือทรัพย์สินที่มีมูลค่าน่าลงทุน เนื่องจากราคาไม่เคยตกตราบใดที่ยังไม่เปิดวิกฤติใหญ่ๆ ระดับอภิมหาหายนะ” ดังนั้น จึงไม่ใช่เฉพาะกลุ่มคนร่ำรวยชั้นบนสุดของสังคมเท่านั้น แม้กระทั่งคนทั่วๆ ไปก็อยากลงทุนด้วยการซื้อที่ดินไว้เก็งกำไรในอนาคต
“การปฏิรูปที่ดิน” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ..ถ้าสังคมไทยยังไม่มี “ฉันทามติ” คงเกิดยาก!!!

เตือน 7 จังหวัด เฝ้าระวัง น้ำทะเลหนุนสูง ช่วงวันที่ 21–23 มีนาคม 2569
ราชกิจจาฯ ประกาศ เลื่อน อรรถวิชช์ เป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ รวมไทยสร้างชาติ แทน พีระพันธุ์ ที่ลาออก
คำขู่ช็อกโลก ทรัมป์ ประกาศกร้าวเตรียมฮุบ คิวบา ลั่นแรงจะทำอะไรก็ได้ตามต้องการ
ตลกไม่ออก! เอ็ดดี้ ขยี้ปมประธานสภาใหม่ พรรคภูมิใจไทยไปขุดใครมา
ปทส. สกัดจับขบวนการค้าสัตว์ป่า รวบคาสี่แยก ยึดลิงแสม 37 ชีวิต ซุกรถเก๋งเตรียมส่งออก

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี