วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
“แรงงานข้ามชาติ” หรือ “แรงงานต่างด้าว” เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในประเทศที่มีความเจริญมากในระดับหนึ่ง เช่นบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Country) พลเมืองท้องถิ่นเลือกที่จะไม่ทำงานบางประเภท จึงต้องจ้างแรงงานจากประเทศที่พัฒนาน้อยกว่ามาทำแทน อาทิ คนทำความสะอาด แรงงานภาคเกษตร คนงานก่อสร้าง แรงงานประมงดังจะเห็นว่ามีข่าวคนไทยไปเป็นแรงงานประเภทนี้ในต่างแดนทั้งที่ไปอย่างถูกและผิดกฎหมายอยู่เนื่องๆ
รวมถึงประเทศไทยที่แม้จะยังเป็นประเทศกำลังพัฒนาแต่ก็อยู่ในกลุ่มรายได้สูง (High Income Developing Country) คนไทยส่วนใหญ่โดยเฉพาะรุ่นใหม่ๆ มีการศึกษาสูงขึ้น งานประเภทข้างต้นนั้นก็ไม่เป็นที่นิยม ผู้ประกอบการจึงต้องนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านทั้งเมียนมา ลาว กัมพูชา ซึ่งเมื่อมีแรงงานข้ามชาติหรือแรงงานต่างด้าว ย่อมต้องมีข้อคำนึงตามมาหลายประการ
เมื่อกลางเดือน ธ.ค. 2562 ที่ผ่านมา มีการจัดงานแถลงข่าว “จัดเกรดนโยบายการย้ายถิ่นของรัฐบาลตู่รุ่งหรือร่วง” เนื่องในวันผู้ย้ายถิ่นสากล ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) อาคารมณียา ย่านชิดลม กรุงเทพฯ โดยมีคนทำงานภาคประชาสังคมมาบอกเล่าใน 4 เรื่อง อาทิ อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวถึงสถานการณ์แรงงานข้ามชาติในภาพรวม ว่า แม้ในปี 2561 รัฐบาลไทยจะประสบความสำเร็จในการนำแรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบตามกฎหมาย แต่ในปี 2562 พบว่านโยบายดังกล่าวไม่มั่นคงเท่าที่ควร
“ประเด็นสำคัญคือช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไม่มีความพร้อมในการต่ออายุแรงงานข้ามชาติที่กำลังจะสิ้นสุดในวันที่ 31 มี.ค. 2563 สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเราพบว่ารัฐบาลมีนโยบาย 2 ส่วน 1.ยื่นทะเบียนออนไลน์ เราพบว่าระบบออนไลน์ในปัจจุบันค่อนข้างล้มเหลว ยังไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้มากนัก ทำให้เกิดปัญหามากพอสมควรในการเข้าไปยื่นทะเบียน ซึ่งทำให้นายจ้างกังวลใจว่าจะไม่สามารถดำเนินการได้ทันกรอบนโยบายของรัฐบาลหรือไม่
2.ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ที่ตั้งโดยกระทรวงแรงงาน หลายพื้นที่ระบบล่มหรือไม่สามารถดำเนินการอะไรต่อได้ ทำให้หลายๆ พื้นที่มีการเลื่อนการดำเนินการออกไป โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังไม่สามารถตั้งศูนย์ได้ จะเปิดอีกทีเดือนม.ค. 2563 ทำให้ระยะเวลาที่มาดำเนินการจดทะเบียนหรือต่ออายุแรงงานข้ามชาติในช่วงที่เหลือค่อนข้างสั้นลง” อดิศร กล่าว
ประเด็นต่อมา ไทยค่อนข้างเป็นประเทศที่ “ใจดี” ต่อแรงงานข้ามชาติอยู่ไม่น้อย “ในขณะที่บางประเทศห้ามนำบุตรหลานติดตามเข้ามาอยู่ด้วย หรือหากตั้งครรภ์ต้องถูกส่งกลับประเทศต้นทางทันที แต่ประเทศไทยไม่มีข้อกำหนดดังกล่าว” อีกทั้งในเวลาต่อมา “คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐาน วัน เดือน ปีเกิด ในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. .... (การจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย)” เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2548
ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child - CRC) ที่รัฐบาลไทยไปลงนามรับรอง ซึ่งในข้อ 28 (ข้อย่อย 1) กำหนดให้รัฐภาคีต้องสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กทุกคนไม่ว่าจะมีหรือไม่มีสัญชาติของรัฐนั้นๆ ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม “เด็กทุกคนบนแผ่นดินไทยไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นคนไทยมีสิทธิเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน”นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือน ส.ค. 2562 ปรากฏข่าว “ปิดศูนย์การเรียนรู้ของเด็กชาวเมียนมา ที่ จ.ระนอง” พร้อมผลักดันครูจำนวน 32 คนกลับประเทศ เนื่องจากไม่มี
ใบอนุญาตทำงาน ซึ่ง ลัดดาวัลย์ หลักแก้ว ผู้จัดการโครงการมูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท กล่าวว่า แม้จะมีความพยายามย้ายบุตรหลานของแรงงานข้ามชาติไปเรียนในโรงเรียนร่วมกับนักเรียนไทยซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ในทางปฏิบัติพบว่ามีเด็กข้ามชาติเพียงราว 300 คนเท่านั้น ที่ได้เข้าไปเรียน ขณะที่อีกกว่า 2,000 คน ยังเข้าไม่ถึง ซึ่งการที่เด็กไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษาอาจต้องเผชิญความเสี่ยงต่างๆ นานา
จึงเสนอแนะว่า “ภาครัฐของไทยควรหาช่องทางปรับสถานะและคุณภาพของศูนย์การเรียนรู้ของเด็กข้ามชาติโดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย เพราะนั่นหมายถึงการคุ้มครองเด็กด้วย” เพราะศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ไม่เป็นทางการ แต่เข้าถึงได้ง่ายและเหมาะสมกับบริบทของเด็กข้ามชาติ “สถานะของศูนย์ฯ ยังไม่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย ทำให้หลักสูตรที่ใช้ไม่ได้รับการรับรองไปด้วย” ส่งผลให้เด็กไม่สามารถใช้วุฒิการศึกษาในการทำงานและการเรียนต่อได้ทั้งในประเทศไทยและเมื่อกลับไปยังประเทศต้นทางแล้ว
ชูวงค์ แสงคง ผู้จัดการพันธกิจโครงการพิเศษ มูลนิธิศุภนิมิตรแห่งประเทศไทย กล่าวถึงประเด็น“หลักประกันสุขภาพแรงงาน” โดยเปิดเผยถึงปัญหาที่พบหลายประการ เช่น 1.ขาดการติดตามว่าแรงงานทุกคนเข้าสู่ระบบประกันสังคมหรือไม่ หลังตรวจสุขภาพและได้ใบอนุญาตทำงานแล้ว 2.เข้าระบบประกันสังคมแล้วแต่ยังไม่ได้สิทธิในทันที การใช้สิทธิเจ็บป่วยต้องส่งเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า3 เดือน
3.บัตรประกันสุขภาพไม่ครอบคลุม เช่น อายุ 55 ปีขึ้นไปไม่ขาย หรือผู้ติดตามต้องซื้อทั้งครอบครัว หรือบางพื้นที่มีความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกัน โดยฝ่ายสาธารณสุขต้องการให้แรงงานข้ามชาติทุกคนมีประกันสุขภาพ แต่ฝ่ายความมั่นคงบอกว่าไม่สามารถทำได้ “ควรมีกฎหมายที่กล่าวถึงเรื่องนี้โดยตรง” ดีกว่าเป็นเพียงมติ ครม.ที่เจ้าหน้าที่รัฐอาจไม่กล้าปฏิบัติตามเพราะลำดับศักดิ์ต่ำกว่ากฎหมายที่เป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)
นอกจากแรงงานข้ามชาติแล้ว “ผู้ลี้ภัย” ก็เป็นประชากรข้ามชาติอีกกลุ่มที่อยู่ในประเทศไทย ด้านหนึ่งไทยไม่มีกฎหมายว่าด้วยผู้ลี้ภัย แต่อีกด้านเมื่อทางการไทยจับกุมผู้ลี้ภัยในข้อหาลักลอบเข้าเมืองก็ไม่สามารถส่งตัวกลับได้เพราะขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศที่จะไม่ส่งตัวบุคคลกลับไปในที่ที่อาจได้รับอันตราย รวิสรา เปียขุนทดผู้แทนเครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ ให้ความเห็นประเด็นนี้ว่า ปัจจุบันรัฐบาลไทยกำลังร่างระเบียบการคัดกรองและบริหารจัดการประชากรผู้ลี้ภัยในประเทศไทย
ซึ่งก็คาดหวังว่า เนื้อหาจะสอดคล้องกับนิยามของคำว่าผู้ลี้ภัยตามอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 และสนธิสัญญาระหว่างประเทศอื่นๆ ให้บุคคลทุกคนสามารถเข้าถึงกลไกการขอสถานะผู้ลี้ภัยอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เข้าถึงสิทธิในการอุทธรณ์คำสั่งโดยศาลที่เป็นอิสระ เข้าถึงการมีผู้แทนด้านกฎหมาย เข้าถึงบริการด้านสุขภาพ และประกันสุขภาพ เข้าถึงโอกาสในการศึกษา โอกาสในการทำงานและความช่วยเหลือในรูปแบบอื่นๆ
“จะมีหรือไม่มีกลไกคัดกรอง อย่างแรกความจริงคือยังคงมีผู้ลี้ภัยเดินทางเข้ามายังประเทศไทย มันเป็นข้อดีที่จะมีกลไกคัดกรอง อย่างแรกถ้าคนไทยมีความกังวลเรื่องภัยความมั่นคง ระบบนี้จะทำให้ทราบว่าเขาเข้ามาในประเทศไทยโดยวัตถุประสงค์อะไร ขอลี้ภัย มาทำงาน หรือมาด้วยวัตถุประสงค์อื่น” รวิสรา กล่าว

เต๋า กัปตัน ขวัญ นำทีมบุก แนวหน้า โปรโมตภาพยนตร์แฟมิลี่-แอดเวนเจอร์ คาถานะมะอะอุ
เปลี่ยนกรุงเก่าเป็นรันเวย์! Ayutthaya Pride 2026 จัดใหญ่ดึง แม่ฮาย แอนนา นารา ร่วมแสดงพลังสีรุ้ง
ฮือฮาลีกไทย!พลังกาญจน์ฯดึง‘ปาร์ค ฮัง ซอ’อดีตโค้ชเวียดนามคุมทัพ
นักท่องเที่ยวแตกตื่น คนร้ายฉีดสเปรย์ปริศนาป่วนห้างหรูย่านกินซ่า บาดเจ็บแล้วทะลุ 20 ราย
อภิสิทธิ์ เปิดแพล็ตฟอร์ม ส่องรัฐ ใช้ AI จับทุจริตโครงการรัฐ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี