วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569
1.ให้มีการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่มีคุณภาพและมีจำนวนเพียงพอแก่ประชาชนโดยอย่างน้อยให้ครอบคลุมร้อยละ 70 ของจำนวนประชากร (ไม่น้อยกว่า จำนวนประชากร 50 ล้านคน) 2.ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประสานงาน ส่งเสริม และสนับสนุนผู้ผลิตวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในการดำเนินการขึ้นทะเบียนวัคซีนให้เป็นไปอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ
“3.ให้กรมควบคุมโรค องค์การเภสัชกรรม สถาบันวัคซีนแห่งชาติ สภากาชาดไทย ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หรือหน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่และอำนาจในการให้บริการทางการแพทย์ หรือสาธารณสุข แก่ประชาชน ร่วมมือกันในการดำเนินการจัดหา สั่ง หรือนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเร่งด่วน” เพื่อให้ประชาชนได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพอย่างรวดเร็วและ
ทั่วถึง ภายใต้กฎหมาย กฎ หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง หรือตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานนั้นๆ กำหนด
4.เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ได้มากขึ้น สถานพยาบาลเอกชนและภาคเอกชนอาจจัดหาหรือขอรับการสนับสนุนวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จากหน่วยงานตามข้อ 3 ภายใต้กฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาให้บริการประชาชนหรือบุคลากรในความดูแลได้ตามความเหมาะสม โดยวัคซีนดังกล่าวต้องเป็นวัคซีนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยยา และต้องพิจารณากำหนดราคาวัคซีนและการให้บริการที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
5.โดยที่ในปัจจุบันวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่ผลิตหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร ยังมีจำนวนจำกัด “หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 มาให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่ ให้จัดหาจากหน่วยงานตามข้อ 3 และต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง” รวมถึงหลักเกณฑ์หรือแผนการใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และต้องสอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19หรือนายกรัฐมนตรีกำหนด
“การดำเนินการตามวรรคหนึ่งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ ให้เป็นไปตามแนวทางหรืออยู่ในการกำกับดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด เพื่อมิให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการจัดหาวัคซีนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพด้านงบประมาณและรายได้ ที่แตกต่างกัน และเพื่อให้การกระจายวัคซีนในห้วงเวลาวิกฤติมีความเป็นธรรมมากที่สุด” ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนและให้ความสำคัญในการอำนวยความสะดวก แก่ประชาชนในพื้นที่ในการเข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เพื่อประโยชน์ต่อประชาชน ส่วนรวมของประเทศ
6.ให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทุกภาคส่วนเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูล กับระบบแพลตฟอร์มหมอพร้อมของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชนที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 และเพื่อให้การบริหารจัดการข้อมูลเป็นไปอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ
ประกาศข้างต้นนี้เป็นการยอมรับอย่างชัดเจนว่าในปัจจุบันวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่ผลิตหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรยังมีจำนวนจำกัด ดังนั้นจึงส่งเสริมให้ อปท.สามารถประสานกับหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดหาวัคซีน ให้ดำเนินการจัดหาเพื่อใช้ในพื้นที่ อปท. นั้นได้ ซึ่งเป็นเรื่องดีแต่ขณะเดียวกัน “ยังมีความกังวลจากส่วนกลาง” เช่น “ความเหลื่อมล้ำ” ระหว่าง อปท. ที่มีงบประมาณมากกับงบประมาณน้อย หรือกรณี “วัคซีนเหลือ” ดังที่ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวกับสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2564 ดังนี้
“สำหรับ อปท. ที่ต้องการจัดซื้อวัคซีนเอง ต้องแสดงความจำนงยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ให้เป็นผู้พิจารณา จากนั้นจะส่งให้ ศบค.พิจารณาอีกครั้ง โดยแต่ละหน่วยงานที่จัดซื้อต้องอยู่บนหลักเกณฑ์ คือ พื้นที่ระบาด พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษหรือพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ต้องมีเหตุผลรองรับความจำเป็นที่เหมาะสม จึงหมายความว่าไม่ใช่ อปท. ทุกแห่งจะจัดซื้อวัคซีนเองได้ทั้งหมด เพราะรัฐบาลไม่ต้องการให้ อปท. จัดสรรงบประมาณมาซื้อวัคซีน จนไม่สามารถบริหารจัดการงบประมาณ เพื่อใช้ดูแลท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การจัดสรรวัคซีนของรัฐบาล เพื่อคนไทยที่มีประมาณ 60-70 ล้านคน และชาวต่างชาติในประเทศประมาณ 2.6 ล้านคน ต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาวัคซีนล้นหรือเหลือเกินความต้องการเนื่องจากรัฐบาลยังไม่สามารถระบุจำนวนผู้ที่อยู่ในประเทศไทยที่ต้องการฉีดวัคซีนที่แน่นอน เพื่อนำมาคำนวณปริมาณการจัดซื้อที่เหมาะสมได้”
สำหรับความกังวลที่กล่าวมาข้างต้น สามารถแก้ไขได้ตั้งแต่ 1.รัฐไม่รู้ข้อมูลผู้ต้องการวัคซีน สามารถใช้กลไกอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการลงชื่อขอรับการฉีดวัคซีนผ่าน อสม. กันอยู่แล้ว 2.ความเหลื่อมล้ำ ในความเป็นจริง อปท. ที่มีงบประมาณมากมักจะเป็น อปท. ที่เป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น วันที่9 มิ.ย. 2564 มีรายงานข่าวว่า เทศบาลเมืองหัวหินจ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้ทำหนังสือประสานกับทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สั่งจองวัคซีนซิโนฟาร์ม จำนวน 5 หมื่นโดส เนื่องจากหัวหินเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง เป็นต้น
เมื่อประกอบกับการที่ทุกหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีน ต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับระบบหมอพร้อมอยู่แล้ว รัฐบาลก็จะทราบได้ว่าพื้นที่ไหนฉีดวัคซีนไปเท่าใด และทราบว่าเป็นวัคซีนจากส่วนกลางเท่าใด เป็นวัคซีนที่ อปท. จัดหาเท่าใด ย่อมสามารถบริหารจัดการได้ โดยพื้นที่ใดที่ประชากรส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนจนมีสัดส่วนในระดับที่เกิดภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว รัฐบาลก็จะได้นำวัคซีนที่เตรียมจัดหาไว้ในส่วนกลางเติมเต็มไปยัง อปท. ที่มีงบประมาณน้อย หรือไปยังกลุ่มเปราะบางต่างๆ เช่น คนไร้บ้าน ผู้ต้องขังในเรือนจำ แรงงานข้ามชาติ ฯลฯ
และ 3.วัคซีนเหลือ หากฉีดวัคซีนได้กว้างขวางจนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาเปิดได้ตามปกติเร็วกว่าที่คาดไว้ แล้วยังมีวัคซีนเหลือจริงๆ ประเทศไทยก็ยังสามารถนำวัคซีนไปบริจาคให้ประเทศเพื่อนบ้านรอบข้างเพื่อช่วยควบคุมโรค ซึ่งก็เป็นประโยชน์กับไทยด้วยทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ เพราะหลายกิจการต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ และมีข่าวการจับกุมผู้ลักลอบเข้ามาหางานทำในประเทศไทยให้เห็นบ่อยครั้ง!!!

ชูวิทย์ ฟาด สนิมส้ม เกิดจากเนื้อใน อุดมการณ์ทางลัด บีบเส้นทางสู่อำนาจจนเสียมิตร
มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกฯมาเลเซีย ล้มกระดูกสะโพกขวาหัก ทีมแพทย์เบรกไม่ให้ผ่าตัด
แรมโบ้ ยกมือไหว้ขอโอกาส กลับมารับใช้แผ่นดินเกิด เมืองย่าโม
รร ไผทอุดมศึกษา ประกาศไปต่อ เปิดแค่ปีการศึกษา 2569 พร้อมแจ้งอัตราค่าเล่าเรียน ชมคลิป
พลังประชารัฐ พร้อมบูสต์ ใบ สด.43 สู่ใบเบิกทางอนาคต ด้วยนโยบาย ทหารเกณฑ์ก้าวหน้า

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี