วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / คอลัมน์ / คอลัมน์การเมือง / เส้นใต้บรรทัด
เส้นใต้บรรทัด

เส้นใต้บรรทัด

จิตกร บุษบา
วันอาทิตย์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.
อย่าให้ ‘ตายหมู่’ ก่อนเกิด ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’

ดูทั้งหมด

  •  

ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ยังคงทะยานขึ้นในทุกๆ วัน ทำลายขวัญกำลังใจของประชาชน และเริ่มรู้สึก“ไม่ปลอดภัย” ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ใช้ “รัฐราชการ” รับมือกับปัญหาโรคระบาด โควิด-19 โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร ที่ผู้คนมีความหลากหลายซับซ้อน และการอยู่อาศัยแออัด

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ โพสต์ข้อความเป็นจดหมาย “กราบเรียนลุงตู่ที่เคารพ” มีใจความสำคัญว่า


สถานการณ์ตอนนี้ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นแก้ไม่ได้

ในภาพใหญ่ ในด้านหนึ่ง ข้อมูลที่ผมได้จากจอห์นฮอพคินส์ คือ มีการติดเชื้อแน่นอนแล้ว 543,361 คน (0.08% ของประชากร) ตายไปแล้ว 4,397 คน (0.8% ของผู้ติดเชื้อ) ฉีดวัคซีนครบไปแล้ว 3,652,990 คน (5.45% ของประชากร) โดยที่โรคกำลังอยู่ในระยะมีอัตราเร่ง (acceleration phase)

ในอีกด้านหนึ่ง เฉพาะกทม.และปริมณฑลจากข้อมูลโครงการชมรมแพทย์ชนบทร่วมกับสปสช.ตรวจคัดกรองในชุมชน 12 จุด ตรวจได้ 31,518 คน พบว่าตรวจ Rapid test ได้ผลบวก 5,086 คน ตรวจ PCR ได้ผลบวก 5,133 คน หรือได้ผลบวก 16.28%ข้อมูลชุดนี้สื่อตรงๆ ว่า การติดเชื้อในชุมชนนั้นแพร่ไปถึง 16.28% แล้ว หากหักทอนความลำเอียงของข้อมูล ว่า พวกที่ยอมมารับการตรวจมักเป็นพวกมีความเสี่ยงมากไปสัก 1 หรือ 2 เท่า ภาพใกล้ความจริงของการติดเชื้อในชุมชนของกทม.ก็น่าจะอยู่ที่ 5-10% ของประชากร กทม.ทั้งหมด หรือประมาณ 285,069-570,138 คน

มองข้อมูลทั้งสองชุดนี้จะเห็นว่าเฉพาะ กทม.และปริมณฑลเป็นจุดที่มีปัญหาโดดเด่นแตกต่างจากภาพรวมของประเทศ อัตราการติดเชื้อระดับ 5-10% เป็นระดับการติดเชื้อที่มากพอที่จะก่อโมเมนตั้มให้ขึ้นถึงจุดระเบิดปัง..ง…ง ที่พ้นการควบคุมได้โดยไม่ยาก

เอกลักษณ์ของ กทม. ปริมณฑล โรงงาน บ้านจัดสรร และชุมชนแออัด

กทม.นั้น มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากประเทศไทยโดยรวม ไฮไลท์ที่ระบบบริหารเมือง แม้ที่จะรวมศูนย์อยู่ที่ผู้ว่าฯกทม. แต่ก็ไม่ได้เป็นเอกภาพอย่างแท้จริง ยังไม่มีวิธีบูรณาการในการจัดการปัญหาวิกฤติ ในส่วนของการดูแลสุขภาพประชาชน สำนักงานแพทย์กับสำนักอนามัยของกทม.เอง ก็เป็นเหมือนโลกคนละใบกัน ที่มีความเชื่อมโยงกันน้อยมาก ต่างจากชนบทที่มีการบูรณาการการดูแลสุขภาพขั้นมูลฐานของประชาชน ผ่านรพ.สต.และอสม. ควบคู่ไปกับการบริหารชุมชนของอบต.อย่างค่อนข้างได้ผล

เขตปริมณฑล มีเอกลักษณ์ที่มีวิถีชีวิตแบบโรงงาน คอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร และชุมชนแออัด วิถีชีวิตทั้งสี่รูปแบบนี้ ดำเนินมาแบบดูแลตัวเองของใครของมันมาช้านาน โดยแทบไม่มีระบบดูแลสุขภาพขั้นมูลฐานของรัฐใดๆ เข้าถึงเลย แม้การระบาดในต่างจังหวัดทุกวันนี้ หากสาวไปถึงต้นตอจริงๆ ก็จะพบว่าเกิดจากรูปแบบวิถีชีวิตหนึ่งในสี่อย่างนี้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปแบบโรงงาน

เมื่อโควิด-19 มาเยือนไทย ชนบทใช้ยุทธศาสตร์ร่วม อบต. รพ.สต. อสม. รับมืออย่างได้ผล แต่กทม.และปริมณฑลใช้ยุทธศาสตร์แบบนั้นไม่ได้ เพราะ
ไม่เคยมี หรือมีก็ไม่เคยใช้ หรือพยายามใช้แล้วก็ใช้ไม่ได้ การรับมือกับโรคโควิดต้องไปอาศัยการบริหารสถานการณ์ผ่านสื่อมวลชน ซึ่งทำได้แค่ปฏิบัติการด้านจิตวิทยา แต่การควบคุมโรคที่แท้จริงซึ่งต้องอาศัยความถึงลูกถึงคนในเรื่องการค้นหาโรค สอบสวนโรค กักกันโรค นั้นไม่มีกลไกเอื้อให้ทำได้ทันการณ์ ตอนนี้มันจำเป็นแล้วที่จะต้องมียุทธศาสตร์การควบคุมโรคสำหรับ กทม.และปริมณฑล

หน้าตาของยุทธศาสตร์ควบคุมโรคในกทม.และปริมณฑล

ผมเสนอตุ๊กตาหน้าตาของยุทธศาสตร์ที่ว่านี้ให้ลุงพิจารณานะครับ

1.ต้องเปลี่ยนหน่วยย่อยของการควบคุมโรค จากหมู่บ้าน ตำบล หรือแขวง เขต มาเป็น โรงงาน คอนโดหมู่บ้านจัดสรร ชุมชนแออัด หมายความว่า โรงงานหนึ่งโรงก็เป็นหนึ่งหน่วยควบคุมโรค คอนโดหนึ่งหลังก็เป็นหนึ่งหน่วยควบคุมโรค บ้านจัดสรรหนึ่งหมู่บ้านก็เป็นหนึ่งหน่วยควบคุมโรค หนึ่งชุมชนแออัดก็เป็นหนึ่งหน่วยควบคุมโรค โดยรัฐเข้าไปร่วมกับชุมชน ตั้งหน่วยควบคุมโรคนี้ขึ้น ไม่ต้องมีอะไรมาก แค่โต๊ะหนึ่งตัว โทรศัพท์หนึ่งเครื่องก็เริ่มทำงานได้แล้ว หน่วยควบคุมโรคนี้เป็นของรัฐ และเชื่อมโยงโดยตรงกับหน่วยงานสาธารณสุขทั้งเอกชน กึ่งเอกชน และภาครัฐ หลายๆ หน่วยที่เกี่ยวข้อง (เช่นศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิกชุมชนอบอุ่นโรงพยาบาล เป็นต้น)

2.ต้องเปิดรับสมัครและฝึกอบรม อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุข) ในทุกชุมชนเพื่อสร้างเป็นทีมงาน อสม.ที่แข็งแกร่งที่เข้าถึงสมาชิกชุมชนทุกคนทุกครัวเรือนได้ ยกตัวอย่างเช่น ในหนึ่งชั้นของคอนโดมิเนียม ก็อาจจะมีอสม.หนึ่งหรือสองคน ในโรงงานก็มีอสม.หนึ่งหรือสองคนต่อหนึ่งแผนก เป็นต้น

อสม.หนึ่งคนจะทำงานกับสมาชิกในชุมชุนประมาณ 5-10 ครอบครัว โดยการพบปะกันแบบ face to face และการทำงานแบบโค้ชชิ่งผ่านแอปมือถือที่คนในชุมชนทุกคนต้องใช้แอปนี้ในการบอกสถานะเขียวเหลืองแดงของตัวเอง และโค้ชสามารถเข้าไปติดตามดูสถานะของลูกข่ายของตนเอง หากเห็นห่างหายไม่ลงข้อมูล ก็สามารถเดินไปเยี่ยมพูดคุยได้เป้าหมายสุดท้ายของการทำงานของอสม.กับแอปก็คือ ให้ระบบสามารถเกาะติดสถานะเขียวเหลืองแดงของประชาชนทุกคนในกทม.และปริมณฑลได้แบบวันต่อวัน

3.เมื่อสามารถเกาะติดสถานะเขียวเหลืองแดงของประชาชนทุกคนในกทม.และปริมณฑลได้แล้ว ศูนย์บริหารสถานการณ์ (command post) ก็จะสามารถปรับยุทธวิธีในการรับมือกับโรคได้ล่วงหน้า นอกเหนือจากการคอยรับมือเป็นรายวันอย่างที่กำลังทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของ Home Isolation, Community Isolation, Hospitel, Hospital ก็ตาม

4.เมื่อแต่ละวันรู้ว่าประชาชนทุกคน ใครอยู่ที่ไหน มีสถานะอะไรเขียว เหลือง แดง ก็จะใช้ยุทธวิธีระบาดวิทยามาตรฐาน คือ วินิจฉัย สอบสวน กักกัน เข้าไปควบคุมโรคได้ในเวลาไม่นาน เราทำได้แน่ เพราะการควบคุมโรคคือจุดแข็งของเรา อย่าลืมว่าวงจรชีวิตของโรคนี้มันสั้นมาก และพาหะก็มีอย่างเดียวคือคน ช่วงที่โรคติดต่อกันได้จริงๆ มีแค่ 8 วันเท่านั้น คือ สองวันก่อนมีอาการ และ 6 วันหลังมีอาการหลังจากนั้นแม้จะยังป่วยอยู่ แต่ไวรัสก็หมดความสามารถที่จะไปติดต่อคนอื่นแล้ว

ลุงรักษาสุขภาพด้วยนะครับ (รักลุง ตั้งแต่ครั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง และยังรักลุงอยู่)/นพ.สันต์ใจยอดศิลป์

ในส่วนของผมเอง ได้เสนอประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการควบคุมจัดการกับโรคระบาด โควิด-19ไว้ในเฟซบุ๊ค “ปู-จิตกร บุษบา” แล้วว่า เป็นสำนึกและหน้าที่ ที่เราทุกคนมีร่วมกัน ต้องลงมือปฏิบัติโดยพร้อมเพรียงกัน ภายใต้หัวใจของเรื่องที่ว่า “อยู่กับความจริง ไม่ทิ้งความหวัง”

ความจริง...คือ

•• ขณะนี้ สุดขีดความสามารถของ “ระบบสาธารณสุข” ที่จะรองรับผู้ป่วยโควิดเพิ่มแล้ว ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่มาก อาการที่หนัก ครองเตียงนานขึ้น ทำให้การรับผู้ป่วยเพิ่มเข้าสู่ไอซียู หรือแม้แต่เข้าสู่โรงพยาบาล แทบเป็นไปไม่ได้เลย

•• คนจำนวนมากยังไม่ได้ตระหนักถึงสถานการณ์ที่รุนแรงนี้ ยังใช้ชีวิตอย่างประมาท เรียกหาความสุขในแบบเดิมๆ อึดอัดกับการสวมหน้ากาก ไม่ได้กิน/ดื่ม/เที่ยว/เล่นการพนัน ฯลฯ โรงงาน ตลาด ยังขาดความเข้มงวดจริงจัง หน้ากากยังอยู่ที่คาง ทุกคนยังคาดหวังว่ารัฐบาลจะพาชีวิตกลับคืนสู่ภาวะปกติ ไม่ได้คิดว่า จะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังทุกฝ่าย ดังนั้น ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะไม่หยุดอยู่แค่นี้

•• รัฐบาลก็วิ่งตามปัญหา มากกว่าดักทางปัญหา ยุทธศาสตร์สับสน และล้มเหลวด้านการสื่อสาร แถมมีปัญหาโจมตีทางการเมืองผสมโรงเข้ามาอีก ยังไม่รวมการฉวยโอกาส เอาวัคซีน เอาทรัพยากรไปหาประโยชน์ทางการเมือง เพื่อสร้างฐานความนิยมในบางจังหวัด อย่างไม่สอดคล้องกับสถานการณ์

•• ดีที่บุคลากรทางการแพทย์ของเรายังไม่ถอดใจแต่คงล้ากันเต็มทีแล้ว ดังนั้น หมั่นให้กำลังใจ รับฟัง และปฏิบัติตามคำแนะนำกันเถิดครับ

•• ปลายน้ำ คือ โรงพยาบาลวิกฤติแล้ว กลางน้ำ คือ วัคซีน มาอย่างช้าๆ จะด้วยการคาดการณ์ที่ผิดพลาดหรืออะไรก็ว่ากันไป แต่ความจริงคือ มาไม่ทันใจคนรอแน่ๆ ซึ่งต้องเร่งฉีดให้นักรบด่านหน้า (ไฟเซอร์บริจาค) กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงวัย, ผู้มีโรคประจำตัว, สตรีมีครรภ์ และพื้นที่เสี่ยง (แอสตร้าเซนเนก้า + ซิโนแวค
ซึ่งสั่งไว้และทยอยนำส่งได้/ไม่ได้?) แต่ระบบการจอง การลงทะเบียน การวอล์กอิน ที่สับสนอลหม่านคือปัญหา วัคซีนทางเลือกก็เจอการสื่อสารทางการเมือง ทำให้วุ่นวายอีก บวกกับเชื้อดันมากลายพันธุ์ ความหวังต่อวัคซีนตอนนี้ คือ ฉีดเพื่อลดอาการรุนแรง ซึ่งระบบตึงและเต็ม รับไม่ไหวแล้ว เขาจึงต้องเน้นฉีดให้กลุ่มเสี่ยงก่อน

•• ที่ต้องเข้าใจให้ตรงกันก็คือ วัคซีนไม่ได้ช่วยกันติด แต่ช่วยบรรเทาอาการที่จะหนักให้เบาลง ต้นทาง คือ มาตรการป้องกันตัวเองของประชาชนจึงสำคัญที่สุด ซึ่งต้องสำทับด้วยคำสั่งของรัฐที่แม่นยำ จริงจัง และทันการณ์

•• ระหว่างนี้ ทุกคนจึงต้องใช้ชีวิตแบบ “ทุกคนรอบตัวเรามีเชื้อแล้ว” ไม่ได้ต้องการให้ตื่นตระหนก แต่ให้ตระหนักว่า เรามีโอกาสติดเชื้อได้ทุกเมื่อ และจาก
ทุกคน แม้แต่คนในบ้านเดียวกัน ดังนั้น อะไรที่ต้องป้องกัน จงปฏิบัติกันให้เต็มที่ อย่าได้เสี่ยง อย่าได้ประมาท หรือชะล่าใจเป็นอันขาด

ความหวัง คือ

•• รัฐบาลจะทำทุกวิถีทางให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจได้เร็วที่สุดและทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง เพราะการตรวจจำเป็นที่สุดในเวลานี้ เพื่อจะแยกคนมีเชื้อกับคนไม่มีเชื้อออกจากกัน เอาคนที่ติดเชื้อแล้ว ออกไปให้ยาและรักษาขั้นต้นให้เร็วที่สุด ก่อนจะอาการหนัก และตาย เพราะระบบรองรับคนไข้อาการหนักไม่ไหวแล้ว ยุทธศาสตร์ยามนี้ คือ ตรวจให้เจอให้เร็วที่สุด แยกตัว แล้วรักษา ในเวลาที่ผู้ป่วยยังช่วยเหลือตัวเองได้ นั่นหมายความว่า ระบบที่จะต้องตามมา ต้องพร้อมทันทีด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโฮม ไอโซเลชั่น หรือการกักตัวที่บ้าน กักตัวในชุมชน จุดพักคอย โฮสพิเทล หรือโรงพยาบาลสนาม เมื่อจะต้องกักตัว โดยเฉพาะที่บ้าน ระบบการติดต่อประสานงาน ส่งยา ส่งเครื่องมือ ส่งอาหาร และระบบติดตามอาการ ต้องพร้อม และมีประสิทธิภาพ ใช้งานได้จริงทำได้ทันที พลังทางสังคมที่จะช่วยกันจึงสำคัญมากทุกคนควรวางวาระทางการเมืองของตัวเองลงบ้าง แล้วมาช่วยกัน ส่งประชาชนเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัย ลดวิกฤติปลายน้ำให้ได้ แล้วค่อยไปรบกันทีหลัง จะได้ไหม?

•• มีแต่การร่วมมือกันเท่านั้น ที่จะเป็นทางรอดบวกกับผู้นำตามสถานการณ์ได้ทัน มีแผนงาน มียุทธศาสตร์ที่พลิกแพลงตามสถานการณ์ได้เสมอไม่อุ้ยอ้ายอยู่กับวัฒนธรรม “ราชการ” ที่มากไปด้วยขั้นตอน และทำงานเป็นเวลา ในขณะที่โรคระบาด ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

•• ตัวเราทุกคน คือ วิกฤติและโอกาส เราจะช่วยกันสร้างวิกฤติ หรือให้โอกาสแก่ประเทศชาติ ด้วยการรู้หน้าที่ ทำหน้าที่ ร่วมมือกันอย่างเต็มที่ #เราต้องผ่านมันได้

เป้าหมายในเวลานี้ คือ

1.ติดเชื้อเพิ่มให้น้อยที่สุด 2.ติดแล้วตรวจพบเร็ว3.ได้รับการรักษาก่อนอาการจะรุนแรง 4.ให้โอกาสระบบสาธารณสุขได้เคลียร์คนไข้ที่ล้น และให้คนที่ทำงานทุกหน้าที่ ได้พักบ้าง 5.กิจกรรมทางเศรษฐกิจ พอจะขยับตัวได้บ้าง ก่อนคนจะสิ้นเนื้อประดาตัวและจมกองหนี้ตาย 6.เร่งสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ก่อนเกิดสภาวะ “ตายหมู่”

วิสัยทัศน์และสติปัญญาของผู้นำ + แผนการรบในสงครามโรคที่ดี + พลังสามัคคี คือ “ความหวัง” และ “ทางรอด”

“...ชาติใดไร้รักสมัครสมาน

จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล

แม้ชาติย่อยยับอับจน

บุคคลจะสุขอยู่อย่างไร...”

พระราชนิพนธ์ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  •  
  • Breaking News
  • ข่าวยอดนิยม
  • คอลัมน์ฮิต
13:44 น. คุณแหน : 11 มกราคม 2569
13:35 น. 'พิพัฒน์'ตรวจเหตุวางเพลิงบึ้มปั๊มน้ำมันปัตตานี เปิดโอกาสผู้มีอุดมการณ์ไม่ตรงกันมาเจรจา
13:23 น. ‘อนุทิน’ฟุ้ง รู้สึกชัดเจนปชช.เชื่อมั่น‘ภูมิใจไทย’ ชี้‘คนละครึ่งพลัส’เป็นโครงการที่ดี
13:19 น. 'พีระพันธุ์' ลุย คันนายาว-บึงกุ่ม ขอสานต่อภารกิจเพื่อประชาชน ย้ำ! ไม่สนทุนเทา-ไม่หวังตำแหน่ง
12:55 น. ช่วยชีวิต55นักท่องเที่ยว 'สปีดโบ๊ท'ชน'เรืออวนลาก'ใกล้เกาะพีพี เจ็บ22ราย สาหัส 1
ดูทั้งหมด
สถานทูตเกาหลี แจงยิบ ปมตม.เกาหลีไม่ให้ข้าราชการไทยเข้าประเทศ เตือนอย่าบิดเบือน
มาแล้ว! กรมอุตุฯคาดหมายอากาศ 7 วันข้างหน้า ตั้งแต่ 9-15 ม.ค.69
คลิปตื่นตา! พบ'เสือไฟ'แมวป่าในตำนาน ปรากฏตัวหน้ากล้องดักถ่ายเขาใหญ่
เตรียมขุดเสื้อกันหนาวรอ! พรุ่งนี้อากาศหนาว ส่วน 8-11 ม.ค. กทม.อุณหภูมิต่ำสุด 18 องศา
ดราม่าโซเชียล! นักแปลชื่อดังเตือนอย่าให้เด็กจำคำขวัญผู้ว่าฯชัชชาติ
ดูทั้งหมด
ไม่เอาพรรคหลานฮุนเซน ไม่เอาพรรคล้มเจ้า ไม่เอาพรรคด้อยค่าทหาร
บุคคลแนวหน้า : 11 มกราคม 2569
SMAP
พรรคส้ม : ความบรรลัยที่ปลายลิ้น
พรรคลวงโลก ด้อยค่าทหารแล้วพลิกลิ้น
ดูทั้งหมด

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

'พิพัฒน์'ตรวจเหตุวางเพลิงบึ้มปั๊มน้ำมันปัตตานี เปิดโอกาสผู้มีอุดมการณ์ไม่ตรงกันมาเจรจา

ช่วยชีวิต55นักท่องเที่ยว 'สปีดโบ๊ท'ชน'เรืออวนลาก'ใกล้เกาะพีพี เจ็บ22ราย สาหัส 1

ยิปซีพยากรณ์ดวงรายวัน ประจำวันอาทิตย์ 11 มกราคม 2569

เริ่ม12ม.ค.นี้ 30บาทรักษาทุกที่ แบบใหม่สะดวกกว่าเดิม ใช้สิทธิ'โควตา–สแกนหน้า–QR Code'

หอบหลาน7คนหา'ทักษิณ'! 'โอ๊ค-เอม-อิ๊งค์'รวมตัวเยี่ยม เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ

ทบ.ประณาม จงใจทำผิดกฎหมาย เหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน 11 จุดชายแดนใต้

  • Breaking News
  • คุณแหน : 11 มกราคม 2569 คุณแหน : 11 มกราคม 2569
  • \'พิพัฒน์\'ตรวจเหตุวางเพลิงบึ้มปั๊มน้ำมันปัตตานี เปิดโอกาสผู้มีอุดมการณ์ไม่ตรงกันมาเจรจา 'พิพัฒน์'ตรวจเหตุวางเพลิงบึ้มปั๊มน้ำมันปัตตานี เปิดโอกาสผู้มีอุดมการณ์ไม่ตรงกันมาเจรจา
  • ‘อนุทิน’ฟุ้ง รู้สึกชัดเจนปชช.เชื่อมั่น‘ภูมิใจไทย’ ชี้‘คนละครึ่งพลัส’เป็นโครงการที่ดี ‘อนุทิน’ฟุ้ง รู้สึกชัดเจนปชช.เชื่อมั่น‘ภูมิใจไทย’ ชี้‘คนละครึ่งพลัส’เป็นโครงการที่ดี
  • \'พีระพันธุ์\' ลุย คันนายาว-บึงกุ่ม ขอสานต่อภารกิจเพื่อประชาชน ย้ำ! ไม่สนทุนเทา-ไม่หวังตำแหน่ง 'พีระพันธุ์' ลุย คันนายาว-บึงกุ่ม ขอสานต่อภารกิจเพื่อประชาชน ย้ำ! ไม่สนทุนเทา-ไม่หวังตำแหน่ง
  • ช่วยชีวิต55นักท่องเที่ยว \'สปีดโบ๊ท\'ชน\'เรืออวนลาก\'ใกล้เกาะพีพี เจ็บ22ราย สาหัส 1 ช่วยชีวิต55นักท่องเที่ยว 'สปีดโบ๊ท'ชน'เรืออวนลาก'ใกล้เกาะพีพี เจ็บ22ราย สาหัส 1
ดูทั้งหมด

คอลัมน์ที่เกี่ยวข้อง

พรรคส้ม : ความบรรลัยที่ปลายลิ้น

พรรคส้ม : ความบรรลัยที่ปลายลิ้น

11 ม.ค. 2569

เมื่อ ‘ลูกยิ่งลักษณ์’ มาเยี่ยม ‘ทักษิณ’ ที่คุก

เมื่อ ‘ลูกยิ่งลักษณ์’ มาเยี่ยม ‘ทักษิณ’ ที่คุก

7 ม.ค. 2569

‘มีส้ม ไม่มีเทา’ เอาจริงสิ!!

‘มีส้ม ไม่มีเทา’ เอาจริงสิ!!

4 ม.ค. 2569

เส้นใต้บรรทัด : ‘โดม ปกรณ์ ลัม’ กับนิยาม ‘คุกคามทางเพศ’

เส้นใต้บรรทัด : ‘โดม ปกรณ์ ลัม’ กับนิยาม ‘คุกคามทางเพศ’

31 ธ.ค. 2568

จับตาแคนดิเดตนายกฯ ‘ดร.การดี เลียวไพโรจน์’

จับตาแคนดิเดตนายกฯ ‘ดร.การดี เลียวไพโรจน์’

28 ธ.ค. 2568

‘พรรคเพื่อไทย’ กับ ‘หลานชายทักษิณ’

‘พรรคเพื่อไทย’ กับ ‘หลานชายทักษิณ’

24 ธ.ค. 2568

เส้นใต้บรรทัด : ‘คณะก้าวหน้า’ พาฉิบหาย!

เส้นใต้บรรทัด : ‘คณะก้าวหน้า’ พาฉิบหาย!

21 ธ.ค. 2568

‘ปราสาทตาควาย’ ซ่อมได้

‘ปราสาทตาควาย’ ซ่อมได้

17 ธ.ค. 2568

Back to Top

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved