วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
คนทั่วไปที่ไม่ได้ติดตามเรื่องของบุหรี่ไฟฟ้าอย่างใกล้ชิดหรือไม่ได้เป็นหนึ่งในจำนวนคนที่สูบบุหรี่ 9.9 ล้านคนในประเทศไทย อาจจะมีคำถามว่าทำไมเรื่องของบุหรี่ไฟฟ้าถึงกลายเป็นประเด็นร้อนแรงตามสื่อต่างๆ ขึ้นมาได้ เริ่มตั้งแต่ต้นปีที่นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ยืนยันอย่างแข็งขันอีกครั้งว่าเตรียมเดินหน้าตั้งคณะทำงานปลดล็อกบุหรี่ไฟฟ้าให้เป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมาย เหมือนกับอีก 70 ประเทศที่ให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกให้กับคนที่ยังสูบบุหรี่อยู่ ท่ามกลางคำถามจากสังคมว่า ดีอีเอสซึ่งเป็นกระทรวงหลักที่รับผิดชอบเรื่องเว็บผิดกฎหมายและเนื้อหาไม่เหมาะสม เกี่ยวข้องอะไรกับการ “การปลดล็อกบุหรี่ไฟฟ้า”
เรื่องของ “บุหรี่และยาสูบ” เป็นประเด็นทางสาธารณสุขที่อ่อนไหว เพราะเรารู้กันดีกว่าการสูบบุหรี่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพทั้งกับตัวผู้สูบบุหรี่เองและคนรอบข้าง จึงทำให้มีเสียงคัดค้านจากเครือข่ายเอ็นจีโอสาธารณสุขที่ทำงานด้านรณรงค์ให้คนเลิกบุหรี่มายาวนาน โดยให้เหตุผลว่าบุหรี่ไฟฟ้ายังไม่ได้รับการยอมรับว่าจะปลอดภัยในระยะยาวหรือไม่ รวมถึงอาจเป็นตัวการทำให้คนรุ่นใหม่หันมาสูบบุหรี่มากขึ้น
ด้านฝ่ายสนับสนุนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าและผู้ที่สูบบุหรี่ก็หยิบยกงานวิจัยหรือมาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าจากประเทศมายืนยันว่ามีผลการศึกษาชี้ชัดว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ และในหลายๆ ประเทศก็เลือกที่จะไม่แบนบุหรี่ไฟฟ้า แต่พยายามหาแนวทางการควบคุมที่เหมาะสม เพื่อให้บาลานซ์ระหว่างประโยชน์ของผลิตภัณฑ์กับการป้องกันผลกระทบที่ไม่ปรารถนา เช่นการใช้ในเด็กและเยาวชน หรือการซื้อขายทางออนไลน์ เป็นต้น
แน่นอนว่าการถกเถียงกันของคนสองกลุ่มที่ “เห็นต่าง”และมองกันคนละมุมกันย่อมเกิดขึ้นได้ และทั้งสองฝ่ายต่างก็ยกเหตุผลและหาข้อมูลมาสนับสนุนจุดยืนของตัวเอง แต่หากปล่อยให้การถกเถียงดำเนินต่อไปแบบหาจุดจบไม่ได้ก็เท่ากับว่ารัฐบาลกำลังเอาสุขภาพของผู้สูบบุหรี่เป็นตัวประกัน อีกทั้งยังเป็นการปล่อยให้มีการขายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างผิดกฎหมายตามเว็บไซต์ต่างๆ โดยที่รัฐบาลควบคุมไม่ได้และไม่มีโอกาสในการเก็บภาษีได้เลย
จึงจำเป็นต้องมีการหาทางออกร่วมกันอย่างเหมาะสมเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ เช่นเดียวกับที่เราทำสำเร็จมาแล้วกับการ “ปลดล็อกกัญชา-กัญชง” ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ถูกมองว่าเป็นพืชในบัญชียาเสพติด แต่เมื่อพิจารณาจากที่หลายประเทศมีการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้จึงได้มีการผลักดันปลดล็อกอย่างเป็นขั้นตอน เปลี่ยนกัญชาจากพืชเสพติดเป็นพืชสมุนไพรที่มีกฎหมายควบคุมอย่างเหมาะสม กำหนดให้ผู้ผลิตต้องได้รับอนุญาตก่อนจึงจะสามารถนำไปสกัดหรือทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้
แนวทางนี้จึงน่าจะนำมาแก้ปัญหาเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าในบ้านเราได้ เพราะหากจะผลักภาระให้ ดีอีเอส สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรมสรรพสามิต วิ่งไล่ปิดเว็บ ล่อซื้อ หรือจับกุมปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าก็คงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น ในเมื่อกระทรวงสาธารณสุขสามารถปลดล็อกยาเสพติดเช่นกัญชา หรือกระทรวงยุติธรรมที่ปลดล็อกกระท่อม เพื่อนำมาควบคุมอย่างเหมาะสมได้ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ทุกภาคส่วนรวมถึงคณะกรรมาธิการสาธารณสุขของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยจะนำเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาพิจารณาทบทวนกันเสียทีดีกว่าปล่อยไว้ใต้ดินแบบปัจจุบันนี้แต่ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้จริง

เกรด 4.00 อาจไม่ใช่คำตอบ! ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ชี้ทางรอดเด็กไทยยุค AI 2026
แฟนคลับส่งกำลังใจ อ้ายสติ๊ก อินฟลูฯดัง หัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่ไอซียู
หนุน อนุทิน เดินตลาดฟังเสียงจริง! เทพไท จี้อัปวงเงินคนละครึ่ง 5,000 บาท ช่วย ปชช.
เศรษฐกิจสงกรานต์ซบเซา? ผลโพลชี้คนไทยปรับแผนงดฉลอง ประหยัดงบ เซ่นพิษน้ำมันแพง
ร้อนปรอทแตก! ทั่วไทยร้อนจัด เตือนเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี