วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์กำหนดให้ประเทศไทยใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยมตินี้มีมาตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 แล้วมองว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในระยะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แม้โดยภาพรวมของรายได้จากการส่งออกของประเทศยังอาจจะอยู่ในระดับต่ำก็ตาม ส่วนภาคการผลิตของประเทศก็อยู่ในสภาวะชะลอตัว แล้วก็ยังวิเคราะห์ว่าปี 2567-2568 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมีสมดุลมากขึ้น อันเกิดมาจากปัจจัยสำคัญคืออุปสงค์ในประเทศเพิ่มขึ้น เพราะการท่องเที่ยวจะดีขึ้น และการส่งออกจะดีขึ้นด้วย ส่วนอัตราเงินเฟ้อในประเทศจะเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจฟื้นตัว และยังเกิดแรงกดดันด้านอุปทาน เพราะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ
สรุปว่า กนง. ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เป็นเรื่องที่เหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจที่กำลังทยอยฟื้นตัว แล้วจะกลับเข้าสู่ระดับศักยภาพ แล้วจะส่งผลเอื้อให้เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ ทำให้เกิดเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว และจะช่วยป้องกันปัญหาการสะสมความไม่สมดุลทางการเงิน และจะช่วยรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงินเพื่อรองรับปัญหาความไม่แน่นอนในอนาคต เพราะฉะนั้น ควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายระดับ 2.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปีในการประชุมครั้งนี้
แต่แม้ กนง. จะกำหนดออกมาเช่นที่ได้ระบุข้างต้นแล้ว ก็ยังปรากฏว่านายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ซึ่งสวมหมวกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังพยายามจะกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง โดยอ้างว่าดอกเบี้ยสูงเกินไป จนเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจของ SME และภาคธุรกิจอื่นๆ นอกจากนายกรัฐมนตรีออกมากดดันแล้ว ยังมีเอกชนบางกลุ่มออกมาเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดอัตราดอกเบี้ยด้วย
ถามว่า ทำไมนายกรัฐมนตรีจึงต้องการให้ลดอัตราดอกเบี้ย ตอบว่า เพราะนายกรัฐมนตรีอ้างว่าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น เนื่องจากผู้ทำธุรกิจจะได้ลดต้นทุนด้านอัตราดอกเบี้ยลง เมื่อธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ถูกลงมา ส่วนการที่นักธุรกิจเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยนั้น เข้าใจได้โดยง่ายว่า เพราะนักธุรกิจต้องการลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ เพื่อจะได้มีกำไรจากการประกอบกิจการมากๆ
แต่ปัญหาคือมีใครคิดบ้างไหมว่า สถานการณ์เศรษฐกิจล่าสุดของโลกยังอยู่ในขั้นน่าเป็นห่วง เงินเฟ้อในยุโรปยังสูง ประมาณ 2.9 เปอร์เซ็นต์ ธนาคารกลางของยุโรปก็ยังไม่ลดอัตราดอกเบี้ย ประกอบกับยังไม่มีความมั่นใจในปัญหาการสู้รบที่ยังดำเนินอยู่ทั้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน และอิสราเอลกับฮามาส รวมถึงปัญหาล่าสุดในเขตทะเลแดง ซึ่งอาจจะลุกลามบานปลายกลายเป็นปัญหาในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาแพง แถมเศรษฐกิจในยุโรป โดยเฉพาะในเยอรมนีก็น่าเป็นห่วง เพราะฉะนั้น ต่อให้มีเสียงเรียกร้องให้ธนาคารกลางยุโรปลดอัตราดอกเบี้ย แต่ก็ไม่น่าจะเป็นไปตามคำเรียกร้อง เหตุที่ยกประเด็นนี้มากล่าวก็เพราะต้องการย้ำให้เห็นว่าหากเศรษฐกิจโลกไม่ดี เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย
ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องดูสถานการณ์โลกให้ดีด้วย แม้พอจะเข้าใจได้ว่านายกรัฐมนตรีต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำๆ แต่นายกรัฐมนตรีเคยคิดบ้างไหมว่า หากไทยใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ แล้วก่อให้เกิดปัญหาหนี้สินเกินตัวจนผู้กู้ไม่มีปัญญาชำระเงินกู้ จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจตามมา ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ได้เกิดมาจากปัจจัยภายในเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยสำคัญมาจากภายนอกด้วย ดังนั้นการลดดอกเบี้ยก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ในเมื่อไทยยังมีปัญหาสินค้าส่งออกที่ยังคงอยู่ในกลุ่ม Low Technology สินค้าของไทยจึงไม่เป็นที่ต้องการของตลาดโลกมากนัก ในขณะเดียวกันไทยก็นำเข้าสินค้าจากจีนเป็นจำนวนมาก แล้วความหวังเรื่องการท่องเที่ยวจากต่างประเทศก็ยังไม่สามารถหวังได้มากนัก เพราะแหล่งท่องเที่ยวไทยมีคู่แข่งจากนานาชาติมากขึ้น เหล่านี้คือปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ให้ได้ ไม่ใช่เอะอะอะไรก็จะให้ลดดอกเบี้ย ถึงลดไปก็แก้ปัญหาไม่ได้
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี