วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
ติดตามการเลือกตั้งบังกลาเทศเมื่อวันอาทิตย์ 7 มกราคมแล้วทำให้รำลึกถึงการเลือกตั้งที่แสนจะวุ่นวายในการเลือกตั้งของไทยเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 การเลือกตั้งที่ช่างเหมือนกันทั้งผู้นำรัฐบาลอำนาจนิยม ที่ไม่ยอมฟังเสียงทัดทานจากฝ่ายค้าน และ การประท้วงขัดขวางจากประชาชนทั่วประเทศ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ตรัสในเวลานั้นว่า“เป็นวิกฤตที่สุดในโลก”
เลือกตั้งบังกลาเทศเมื่อวันที่ 7 มกราคม ท่ามกลางประชาชนประท้วงขัดขวางทั่วประเทศ เป็นเหตุให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 120 ล้านคน ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง เพียง 27% แต่พรรครัฐบาลที่ชนะเลือกตั้งถล่มทลายอ้างว่ามีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่า 40% พรรคฮามานี ลีก ของชีค อาเซน่า
ชนะการเลือกตั้งได้ 152 ที่นั่ง ส่วนผู้สมัครอิสระชนะ ที่ว่ากันว่า เป็นคนของพรรคฮามานี ลีก ชนะเลือกเลือกตั้ง 58 ที่นั่งจากสภา 300 คน นางอาเซน่าชนะเลือกตั้งท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ จากผู้สังเกตการณ์เลือกตั้ง และ พรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (BNP) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลัก คู่แข่งสำคัญของนางอาเซน่า ว่า ผู้สมัครอิสระคือสมาชิกพรรคฮามานีลีก ของนางอาเซน่า ที่ลงมาแข่งขันเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญซึ่งเหมือนการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ในประเทศไทย
การเลือกตั้ง 2549 นายกฯสมัยนั้น ยุบสภาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ และ ประกาศวันที่ 2 เมษายน เป็นวันเลือกตั้งท่ามกลางเสียงคัดค้านของประชาชนและพรรคฝ่ายค้านที่เห็นว่ารัฐบาลเอาเปรียบ ฝ่ายค้านเรียกร้องให้หัวหน้าพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ร่วมลงสัตยาบันกับพรรคการเมืองอื่นๆว่าจะจัดการเลือกตั้งแบบบริสุทธิ์ยุติธรรม มิฉะนั้น พรรคร่วมฝ่ายค้าน จะบอยคอตต์ไม่ลงรับสมัครเลือกตั้งด้วย ฝ่าย ทรท.เพื่อให้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญกำหนดว่า หากผู้สมัครพรรคเดียวได้รับคะแนนได้ไม่ถึง 20% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งถือว่าไม่ผ่านการเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทยเลยจัดส่งผู้สมัครจากพรรคเล็กพรรคน้อยลงสมัครเป็นตัวประกอบจนชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย
การเลือกตั้งท่ามกลางการประท้วง ขัดขวางของประชาชนทั่วประเทศ มีการฉีกบัตรเลือกตั้ง ยกหีบหนี ปิดหน่วยเลือกตั้ง ฯลฯ ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายเลือกตั้งไม่ได้หลายๆ เขต แต่รัฐบาลรักษาการในเวลานั้นดื้อรั้น ผลักดันให้มีการเลือกตั้งซ่อม เลือกตั้งแซม ทำให้เกิดความวุ่นวาย ในหลวง รัชกาลที่ 9 ตรัสว่า “เป็นวิกฤตที่สุดในโลก” ถึงวันที่ 24 เมษายน 2549 ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้การเลือกตั้ง 2 เมษายนเป็นโมฆะ และ สังคมไทยแตกแยกขัดแย้งแบ่งฝักแบ่งฝ่ายตั้งแต่ 2 เม.ย. 2549 จนถึงวันนี้ยังหาจุดปรองดองสมานฉันท์กันไม่ได้
การเลือกตั้งบังกลาเทศกับเลือกตั้งไทย 2549 เหมือนกันตรงที่ประชาชนประท้วงรัฐบาลอำนาจนิยมนางอาเซน่าตั้งแต่เดือนตุลาคม
การประท้วงรุนแรงทั่วประเทศที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วไม่น้อยกว่า 40 คน หนึ่งเดือนก่อนเลือกตั้งมีการประท้วงขัดขวาง เผารถไฟ เผาสถานที่ราชการโดยเฉพาะหน่วยเลือกตั้ง 18 แห่ง 20 วันก่อนการเลือกตั้งผู้ประท้วงถูกยิงตาย 12 คน ฮิวแมนไรท์วอทช์ แถลงว่า นักเคลื่อนไหวทางการเมืองจากพรรคฝ่ายค้านถูกจับขังคุกกว่า 20,000 คน แต่กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า “ผู้ก่อการร้ายถูกจับดำเนินคดีเพียง 3,000 กว่าคน”
สองเดือนก่อนถึงวันเลือกตั้ง พรรคฝ่ายค้านเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก และตั้งรัฐบาลรักษาการที่เป็นกลางขึ้นมาจัดการเลือกตั้ง นางอาเซน่าปฏิเสธทุกข้อเรียกร้อง และประกาศกร้าวว่าจะจัดการเลือกตั้งตามกฎหมายและไม่ยอมให้ “ผู้ก่อการร้ายขัดขวางกระบวนการประชาธิปไตย”
นางอาเซน่า ตราหน้าผู้สนับสนุนพรรคฝ่ายค้านว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งเป็นเหตุให้คนหนุ่มสาวที่มีสิทธิเลือกครั้งแรกกว่า 5 ล้านคน ส่วนใหญ่ไม่ออกมาใช้สิทธิ์ Majunda,วัย 19 ปี กล่าวกับสำนักข่าวอัลจาซีระห์ว่า “นี่เป็นการเลือกตั้งผิดกฎหมาย ทำไม ผมต้องมีส่วนร่วมทำผิดกฎหมายด้วย เพื่อนๆของผมเลือกจะอยู่กับบ้านหรือไม่ก็เข้าร่วมขบวนการอารยะขัดขืน” Majunda กล่าวด้วยว่า เพื่อนๆเขาจำนวนมากเข้าร่วมการประท้วงเงียบ 48 ชั่วโมง ตั้งแต่วันเสาร์การประท้วงแบบอารยะขัดขืน ซึ่งจัดโดยพรรค BNP ที่หัวหน้าพรรค Khaleda Zia อยู่ระหว่างถูกจำคุก Taque Raman ลูกชาย Khaleda Zia ซึ่งลี้ภัยอยู่ในอังกฤษ โพสต์เฟซบุ๊กว่า “เราจะประท้วงอย่างสันติต่อไปจนกว่าบังกลาเทศจะสิ้นสุดการปกครองด้วยพรรคเดียว”
ชีค อาเซน่า วัย 76 ปี สตรีเหล็กผู้นำอำนาจนิยมที่อยู่ในอำนาจตั้งแต่ปี 2547 นางใช้กำปั้นเหล็กบริหารประเทศกึ่งเผด็จการ ที่จัดการคู่แข่งทางการเมืองแบบอุ้มหายหรือไม่ก็จับขังคุก นางมีบุคลิกผู้นำที่น่าเกรงขามจนผู้สนับสนุนนางบอกกับอัล-จาซีระห์ว่า “เธอสามารถปรามไม่ให้กองทัพยึดอำนาจได้” อย่างไรก็ตาม ชีค อาเซน่า ทำให้บังกลาเทศประเทศยากจนประเทศหนึ่งในเอเชียใต้ มีชื่อเสียงทางด้านอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าที่ทำให้สตรีมีงานทำนับสิบล้านคน และแรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอผลักดันให้ชนะเลือกตั้งต่อกันสี่สมัยที่ผ่านมา การเลือกตั้งวันที่ 7 ผ่านมาถือเป็นการชนะเลือกตั้งเป็นสมัยที่ห้าของเธอ
ภายใต้การนำของอาเซน่า ที่ใช้กฎเหล็กปิดปากสื่อมวลชน เป็นเหตุให้องค์กรสื่อมวลชนไร้พรมแดนจัดให้บังกลาเทศอยู่อันดับที่ 133 จาก 164 ประเทศที่เสรีภาพสื่อมวลชนย่ำแย่ ประเทศบังกลาเทศเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจากโควิด-19 ระบาด และ ต้องกู้เงินกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund - IMF) 3.3 พันล้านดอลลาร์ ภายใต้โครงการ Extended Credit Facility และ Extended Fund Facility เพื่อปฏิรูปการคลังของบังกลาเทศ ให้มีงบประมาณสำหรับใช้จ่ายด้านสังคมและการพัฒนามากขึ้น เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคการเงินของบังกลาเทศ รวมทั้งส่งเสริมการสุขภาพอนามัย ไอเอ็มเอฟด้วยระบุว่า ข้อตกลงที่บรรลุเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว อนุญาตให้มีการเบิกจ่ายทันทีประมาณ 476 ล้านดอลลาร์ ไปยังบังกลาเทศ
นักวิเคราะห์กล่าวว่า “อาเซน่า ชนะเลือกตั้งตามความคาดหมาย แต่ชัยชนะท่ามกลางปัญหารุมเร้า จะเป็นรัฐบาลได้นานเท่าไหร่เป็นคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้”ผู้เขียนเคยสัมผัสความยิ่งใหญ่ของ ชีค อาเซน่า เมื่อคราวที่เธอเดินทางมาเชียงใหม่ร่วมเที่ยวบินกับนายกฯไทยเวลานั้น นายกฯไทยถึงกับสั่งให้เครื่องบินรบ บินขึ้นคุ้มกันเครื่องบินสายการบินไทยที่นางอาเซน่าโดยสารมาด้วย
เรื่องมันมีอยู่ว่าปี 2547 นายกรัฐมนตรีไทยผลักดันให้การบินไทยจัดให้มีเที่ยวบินตรงเชียงใหม่ภาคเหนือของไทยกับเมืองจิตตะกอง บังกลาเทศ ในเที่ยวบินพิเศษ ที่นายกรัฐมนตรีไทยนำคณะผู้บริหารการบินไทย และสื่อมวลชนไปเป็นสักขีพยานในการเปิดเส้นทางบินใหม่ ผู้เขียนเป็นหนึ่งในสื่อมวลชน ที่ติดไปในเที่ยวบินนั้นด้วย พอเครื่องบินเที่ยวพิเศษที่นายกฯไทยนำคณะบินเข้าน่านฟ้าบังกลาเทศ ทำเอาหลายคนตกใจเมื่อเห็นเครื่องบินรบสองลำขึ้นมาบินประกบ(escorted) เครื่องบินสายการบินไทย และได้รับการชี้แจงภายหลังว่านางอาเซน่าส่งเครื่องบินรบมาคุ้มกันนายกฯไทยเพื่อแสดงถึงความใส่ใจอันยิ่งใหญ่
ขากลับนางอาเซน่า โดยสารเที่ยวบินพิเศษนั้นมาลงเชียงใหม่ด้วย ระหว่างบินกลับมาเชียงใหม่ เลขาฯคู่ใจเข้าไปกระซิบ นายกฯไทยว่าขาไปเขาส่งเครื่องบินขึ้นมาคุ้มกันเรา นายกฯไทยสั่งการอย่างไรมิทราบ เมื่อเครื่องบินสายการบินไทย เข้าน่านฟ้าไทยมาแล้ว ต้องบินวนจนมีเครื่องบินรบขึ้นมาบินคุ้มกัน (escoted)จนถึงสนามบินเชียงใหม่
นี่คือความเหมือนกันของนางอาเซน่ากับผู้นำไทยในยุคนั้น คือต้องแสดงพลังความยิ่งใหญ่ไม่ว่าเป็นสิ่งจำเป็น สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุหรือไม่ ส่วนผู้นำบังกลาเทศ เลียนแบบพฤติกรรม อุ้มฆ่า อุ้มหาย อุ้มไปทรมานจากไหนไม่ทราบได้ แต่เหตุการณ์ทำนองนั้น มีดาษดื่นในสามจังหวัดชายแดนใต้ของไทยในยุครัฐบาลไทยรักไทย
สุทิน วรรณบวร
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี