วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎรจี้รัฐบาลไทยให้จัดการธนาคารในประเทศไทยที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นเส้นทางการเงินซื้ออาวุธกองทัพพม่าที่สหประชาชาติคว่ำบาตร
โดยนายรังสิมันต์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลทหารเมียนมา ใช้ธนาคารประเทศสิงคโปร์ในการทำธุรกรรมทางการเงินเป็นหลัก แต่ภายหลังถูกรัฐบาลสิงคโปร์กดดันหนัก และขณะนี้รัฐบาลสิงคโปร์ได้สั่งปิดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลทหารเมียนมาทั้งหมดแล้ว จึงจำเป็นต้องย้ายประเทศโอนถ่ายเงิน ซึ่งผลนั้นก็ตกมาอยู่ที่ประเทศไทย นายรังสิมันต์กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้นานาประเทศกำลังคว่ำบาตรรัฐบาลทหารเมียนมา ประเทศไทยกลายเป็นเครื่องมือของกองทัพรัฐบาลทหารในการซื้อขายอาวุธต่อไปได้ และรัฐบาลไทยต้องมีนโยบายที่ชัดเจนต่อการแก้ไขปัญหานี้โดยเร็ว ตนจะใช้กลไกของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป
พรรคก้าวไกลที่ฝักใฝ่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลพม่าเดินตามก้นอเมริกา เมื่อมีการกล่าวหาว่าธนาคารในประเทศไทยอำนวยความสะดวกในการจัดซื้ออาวุธให้กองทัพพม่า ก็ออกมาโวยทันที โดยไม่ยั้งคิดพิจารณาว่าเป็นจริงตามข้อกล่าวหา หรือเป็นการตีขลุมใส่ร้ายประเทศไทยตามสไตล์ตะวันตก
รายงาน ทำโดย ทอม แอนดรูว์ ผู้รายงานพิเศษของยูเอ็น เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ระบุว่าที่ผ่านมา ธนาคารในสิงคโปร์เป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในการอำนวยความสะดวกการเงินจัดซื้อของกองทัพพม่า ที่ธนาคารในสิงคโปร์ทำธุรกรรมกว่า 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจ่ายค่าอาวุธระหว่างเดือนเมษายน 2565 และมีนาคม 2566 ปีการเงิน 2566 เป็นจำนวนกว่า 70% การซื้ออาวุธของกองทัพพม่า และจำนวนเงินตกลงอย่างมีนัย เหลือเพียง 40 ล้านดอลลาร์ระหว่างเดือนเมษายน 2566 และ มีนาคม 2567 รายงานเพิ่มเติมว่าจำนวนเงิน 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการทำธุรกรรมการเงินไตรมาสแรกปีการเงิน 2567
ส่วนธนาคารในประเทศไทย ทำธุรกรรมการเงินจัดซื้อทางทหารกว่า 60 ล้านดอลลาร์ ปีการเงิน 2565 กระโดดขึ้นสองเท่าเป็น 120 ล้านดอลลาร์ ปีการเงิน2566 อย่างไรก็ตาม ผู้ทำรายงาน#ให้ข้อสังเกตว่าสถาบันการเงินอาจไม่จงใจอำนวยความสะดวกการจัดซื้อทางทหาร และในรายงานของผู้ทำรายงานพิเศษระบุว่าไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ชื่อธนาคารที่อยู่ในรายงานรู้เห็นถึงลักษณะธุรกรรมเฉพาะการถ่ายโอนที่อำนวยความสะดวก รายงานกล่าว
หากพรรคก้าวไกลได้อ่านข้อสังเกตของนายแอนดรูว์ก็จะพบว่าเป็นการตีขลุมเอาเองว่า เป็นธุรกรรมการเงินจัดซื้อทางทหาร และนายแอนดรูว์ยอมรับว่าสถาบันการเงิน อาจไม่ได้รู้เห็นเป็นใจตามข้อกล่าวหา นอกจากนั้นธนาคารอาจไม่รู้ถึงลักษณะ ธุรกรรมเฉพาะในการถ่ายโอน
สมาคมธนาคารไทย ถึงได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันควัน เมื่อวันที่ 28มิถุนายน ว่า “ธนาคารพาณิชย์ของประเทศไทยมีนโยบายชัดเจน ไม่สนับสนุนการจัดซื้ออาวุธและสรรพาวุธกับองค์กรทางทหารของเมียนมา รวมถึงให้ความสำคัญต่อการป้องกัน และห้ามนำธุรกรรมทางเงินของภาคธนาคารไปใช้ในการจัดซื้ออาวุธที่นำไปใช้ละเมิดสิทธิมนุษยชน”
หนังสือพิมพ์รัฐบาลทหารพม่าวันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน ปฏิเสธรายงานของนายแอนดรูว์ระบุว่า ธนาคารกลางของเมียนมา(the Central Bank of Myanmar) “ขอแสดงการคัดค้านอย่างแข็งขันต่อรายงานของผู้รายงานพิเศษขององค์การสหประชาชาติ” และว่า “รายงานของยูเอ็นสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อผลประโยชน์ของพลเรือนชาวเมียนมาและต่อความสัมพันธ์ระหว่างเมียนมาและประเทศอื่นๆ”
จึงพูดได้ว่า ก้าวไกลกล่าวหาธนาคารในประเทศไทยอย่างไม่มีเหตุผล หากนายรังสิมันต์ติดตามข่าวตั้งแต่ต้นจะรู้ว่ารัฐบาลสิงคโปร์ไม่ได้กดดันธนาคารในสิงคโปร์ ให้ยุติทำธุรกรรมทางการเงินกับรัฐบาลทหารพม่า ตรงกันข้ามกลับปกป้องธนาคารว่า มีอิสระในการธุรกรรมทางเงินเหมือนสวิตเซอร์แลนด์ ปี 2565 ที่สหรัฐอเมริกาเป็นหัวหอกในการรณรงค์ให้นานาชาติคว่ำบาตรรัฐบาลทหารพม่า ในขณะที่พันธมิตรสหรัฐคว่ำบาตรรัฐบาลทหารพม่าอย่างจริงจัง วอชิงตันพบว่าแหล่งธุรกรรมการเงินใหญ่ที่สุดของพม่าคือสิงคโปร์ วอชิงตันโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงสั่งให้สิงคโปร์จัดการธนาคารที่เป็นแหล่งการเงินพม่า สหรัฐได้รับคำตอบจากรัฐบาลสิงคโปร์ว่า “กฎหมายไม่ให้รัฐบาลแทรกแซงธนาคารจึงไม่สามารถรู้ข้อมูลของลูกค้าได้เหมือนธนาคารในสวิตเซอร์แลนด์”
จึงไม่อาจพูดได้ว่า รัฐบาลสิงคโปร์กดดันธนาคาร และยกเลิกบัญชีรัฐบาลทหารพม่า ส่วนการทำธุรกรรมการเงินพม่าในสิงคโปร์ที่ลดลงเหลือ 40 ดอลลาร์สหรัฐ ปี 2567นั้นไม่ทราบที่มาที่ไป แต่ที่สงสัยคือนายแอนดรูว์รู้ได้อย่างไรว่าเป็น 70% ของงบประมาณซื้ออาวุธกองทัพพม่า ที่สงสัยและดูไม่มีตรรกะคือกองทัพพม่าที่มีแสนยานุภาพมากกว่ากองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์รวมกันทั้งหมดหกสิบเท่า กองทัพพม่าซื้ออาวุธจากรัสเซียและจีนเป็นหลักมีความจำเป็นอะไรต้องทำธุรกรรมการเงินซื้อขายผ่านธนาคารในประเทศไทย
เป็นไปได้ไหมว่า ธุรกรรมการเงินที่ธนาคารในประเทศไทยทำกับบุคคลในเครือข่ายรัฐบาลทหารพม่า อาจเป็นการซื้อขายคอนโดมิเนียมและอสังหาริมทรัพย์ ดังที่สมาคมธนาคารไทยระบุว่า ชาวพม่าขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่สามอย่างรวดเร็ว ในรายการของผู้ซื้อชาวต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ในปี 2565 โดยมีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์อยู่ที่ 2.5 พันล้านบาท(ประมาณ 69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
แหล่งข่าวความมั่นคง ให้ความเห็นว่าธุรกรรมการเงินที่ธนาคารในไทยทำกับพม่าที่น่าสงสัย คือ ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า“เงินบริจาคไหลผ่านธนาคารในประเทศไทย ไปสู่ฝ่ายต่อต้านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง PDF (กองกำลังพิทักษ์ประชาชน) ตลอดเวลา ส่วน PDF นำไปอะไรบ้างเราไม่รู้” แหล่งข่าวกล่าว
พีดีเอฟ ซึ่งจัดตั้งขึ้น โดยซีไอเอ เพื่อต่อสู้ต่อต้านรัฐทหารพม่าร่วมกับกองกำลังชาติพันธุ์บางกลุ่มที่ซีไอเอฟื้นฟูขึ้นมาเช่นกัน ซึ่งการสู้รบ เป็นภารกิจของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ ส่วนภารกิจของ PDF ที่ซุกตัวอยู่ตามเมืองชายแดนประเทศเพื่อนบ้านพม่ารวมทั้งประเทศไทยคือ คอยรับเงินบริจาคจากชาวพม่าที่ทำงานหรือตั้งรกรากอยู่ต่างประเทศ
จึงมีข่าวหลายครั้งว่า เจ้าหน้าที่ชายแดนประเทศอินเดีย และหน่วยงานมั่นคงไทยยึดอาวุธสงครามสงสัยว่า ลักลอบผ่านชายแดนไปให้กลุ่มต่อต้านในดินแดนพม่า จึงอนุมานได้ว่า หากมีการทำธุรกรรมการเงินเพื่อซื้ออาวุธไปใช้ในพม่า ก็บอกได้ว่า เป็นการทำธุรกรรมอำพรางของฝ่ายต่อต้าน ไม่ใช่ของรัฐบาลทหารพม่า
สุทิน วรรณบวร

อนุทิน กำชับ ห้ามขึ้นราคาตั๋วเด็ดขาด ย้ำความปลอดภัย คนขับต้องมี 2 คนสลับกัน
เดิมพันสุดท้าย ทูตอิหร่านประจำปากีสถาน โพสต์ท้าสหรัฐฯโชว์สปิริตยุติสงคราม
ครม.อนุมัติแผนงบประมาณปี 2570 กำหนดไทม์ไลน์ชัดเจน
สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 11 เมษายน 2569
ข่าวกรองมะกันเปิดโปง! จีน เตรียมส่งขีปนาวุธ MANPADS ให้อิหร่านผ่านประเทศที่สาม

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี