วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569
ปฏิบัติการข่าว หรือ IO ของวอชิงตัน ออกอาการคลั่งหลังจาก สปป.ลาว ซึ่งเป็นประธานหมุนเวียนอาเซียนร่วมมือกับประเทศไทย ทำให้วิกฤตการเมืองพม่าพัฒนาไปในทางที่ดี ไอโอสหรัฐที่บิดเบือนปั่นกระแสใส่ร้ายให้ชาวโลกตลอดถึงสหประชาชาติเข้าใจว่าพม่ากำลังล่มสลายถึงขนาดสร้างข่าวว่า ฝ่ายต่อต้าน ใช้โดรนทิ้งระเบิดใส่ค่ายทหารพม่าในเมืองหลวงที่มีปราการกันมั่นคง
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า กองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) อ้างว่าสามารถใช้โดรนโจมตีฐานทัพของกองทัพเมียนมา ในกรุงเนปิดอว์ได้สำเร็จ สื่อท้องถิ่นและรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ(NUG) รัฐบาลเงาที่ต่อต้านรัฐบาลทหาร เปิดเผยว่า ฐานทัพทหารแห่งหนึ่งในกรุงเนปิดอว์ ถูกโจมตี โดยโดรนเมื่อวันที่ 4 เมษายนเบื้องต้นยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า ข้อมูลดังกล่าว เป็นความจริงหรือไม่
น่าสังเวชมากที่สำนักข่าวระดับโลก เสนอข่าวที่ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลน่าเชื่อถือมายืนยันได้ในฐานะเป็นคนทำข่าวมากว่าสี่สิบปีและคลุกคลีกับเหตุการณ์ในพม่ามานาน ไม่เชื่อว่ากองกำลัง PDF สามารถโจมตีค่ายทหารในเมืองหลวงพม่าได้ และอยากบอกเล่า นักวิชาการที่เป็นส่วนหนึ่งของ IO ฝรั่งว่า กองทัพพม่าป้องกันกรุงเนปิดอว์แข็งแกร่ง และมีประสิทธิภาพมากกว่าการป้องกันเมืองหลวงใดๆในอาเซียน อย่าว่าแต่โดรนพ่นยาปราบศัตรูพืชเกษตร PDF เลย แม้แต่โดรนของอเมริกา ก็ไม่แน่ว่าจะผ่านระบบป้องกันของกองทัพพม่าเข้าไปถึงเมืองหลวงได้
น่าอนาถใจที่ข่าวปล่อยออกมาโดยรัฐบาลเงาพม่า กลายเป็นข่าวใหญ่ทำให้นักวิชาการนั่งเทียนวิเคราะห์ว่าประเทศพม่าใกล้ล่มสลาย ต้องขอบคุณรัฐมนตรีต่างประเทศ ที่ปฏิเสธไม่ให้สัมภาษณ์สำนักข่าววีโอเอ ที่ขอสัมภาษณ์เรื่องประเทศไทยริเริ่มระเบียงมนุษยธรรม เพื่อส่งความช่วยเหลือให้พม่า ตามฉันทามติห้าข้อของอาเซียน เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ประเทศไทยนำร่องระเบียงมนุษยธรรมโดยการนำสิ่งของช่วยเหลือชาวพม่า 4,000 ชุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหาร ข้าวสาร น้ำ และเวชภัณฑ์ ใส่ขบวนรถบรรทุกสิบคันข้ามชายแดนไทย ไปมอบให้กาชาดพม่าในเมืองเมียวดี เพื่อให้กาชาดพม่า นำไปแจกจ่ายให้ประชาชน 20,000 คนในรัฐกะเหรี่ยง
ปฏิบัติการนำร่องระเบียงมนุษยธรรมของไทยที่ได้รับการอนุมัติจากสมาชิกอาเซียนทั้งสิบประเทศ เผชิญกับการต่อต้าน โวยวายด่าทอจากสหรัฐตลอดถึงบางหน่วยงานในสหประชาชาติ กล่าวหาว่า ลาวกับไทยเข้าข้างรัฐบาลทหารพม่าที่มอบสิ่งของให้กาชาดพม่านำไปแจกจ่ายให้ชาวพม่า สำนักข่าววีโอเอซึ่งเป็นโฆษณาชวนเชื่อของวอชิงตัน เตรียมคำถามนำไว้ล่วงหน้าแล้วทำเรื่องขอสัมภาษณ์รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ในขณะนั้น นายปานปรีย์ พหิทธานุกร คงรู้ทันแผนการบิดเบือนของสหรัฐ บอกปัดไม่ให้สัมภาษณ์
เมื่อเอาคำพูดของรัฐมนตรีต่างประเทศไปโฆษณาชวนเชื่อไม่ได้ วีโอเอ ก็อ้างคำพูดของผู้เชี่ยวชาญด้านความช่วยเหลือมนุษยธรรมที่ขาดไม่ได้ คือ คอมเมนต์เอ็นจีโอ ที่มาในรูปของหน่วยงานบรรเทาต่างๆ ของยูเอ็นโดยวีโอเอ พาดหัวข่าวว่า “บทบาทของรัฐบาลทหารพม่าในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสร้างความกังวลใจแก่หลายฝ่าย”
วีโอเอ รายงานต่อไปว่า “นักสังเกตการณ์แสดงความกังวลว่า การส่งมอบความช่วยเหลือมนุษยธรรมของประเทศไทยแก่พม่า ทำผิดแบบแผน เพราะให้
องค์กรที่สัมพันธ์กับรัฐบาลทหารพม่ามีบทบาทสำคัญ เช่น กาชาดพม่าซึ่งแยกตัวออกต่างหากจากคณะกรรมการกาชาดสากล ซึ่งกาชาดสากลกล่าวว่า การสู้รบในสหภาพพม่าตั้งแต่ปี 2564 จนบัดนี้มีพม่าพลัดถิ่นในประเทศตัวเองกว่า 2.4 ล้านคน และหนึ่งในสี่ของพวกเขาเสี่ยงที่จะไม่มีความมั่นคงด้านอาหารอย่างรุนแรง ในประเทศที่มีประชากร54 ล้านคน นอกจากนั้น หน่วยประสานงานกิจการมนุษยธรรมของยูเอ็นยืนยันว่า พม่า 18.6 ล้านคน จำเป็นต้องให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
เมื่อเดือนมกราคม อาเซียนอนุมัติให้ตามที่ประเทศไทยเสนอตัวเป็น “ระเบียงมนุษยธรรม” และเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ขบวนรถยนต์สิบคันแรกบรรทุกสิ่งของเพื่อให้ความช่วยเหลือ 4,000 ชุด เข้าไปในพม่าที่เมืองเมียวดี เมื่อ ทางการไทยส่งมอบสิ่งของให้กาชาดพม่า เจ้าหน้าที่ไทย กล่าวว่ากาชาดพม่าจะมอบสิ่งของช่วยเหลือให้ถึงมือประชาชนประมาณ 20,000 คน ในรัฐกะเหรี่ยงทางตะวันออกของพม่า และการช่วยเหลือจะขยายวงออกไปในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป
กลุ่มบรรเทาทุกข์รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การแจกจ่ายสิ่งของขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่ผูกพันกับรัฐบาลทหารพม่ารวมทั้งกาชาด ทำให้แผนการช่วยเหลือตกอยู่ในความเสี่ยง “องค์กรช่วยเหลือต่างๆ ถูกชี้นิ้วเลือกโดยรัฐบาลทหาร ดังนั้น มันไม่เป็นผลดีต่อผู้ตกยากที่เป็นเหยื่อของรัฐบาลทหาร” นายซานน์ ออง ผู้อำนวยการมูลนิธิพม่าใหม่ กล่าวว่า
การให้กาชาดพม่าส่งมอบความช่วยเหลือให้ประชาชน สร้างความกังวลแก่เจ้าหน้าที่ผู้บรรเทาทุกข์หลายคน เอดิลิน่า คาเมล อดีตหัวหน้าศูนย์ประสานงานความช่วยเหลือมนุษยธรรมของอาเซียน กล่าวว่า “ถึงแม้รัฐบาลทหารแจ้งว่าจะแจกจ่ายความช่วยเหลืออย่างเป็นธรรม..อย่าลืมว่าผู้อยู่เบื้องหลังการมอบสิ่งของสำคัญมากกว่าสิ่งของที่มอบให้เสมอ และการมอบสิ่งของอาจเป็นเครื่องมือสร้างความนิยมให้ผู้ที่นำไปมอบให้ หรือแสดงให้เห็นว่าพวกเขาช่วยเหลือประชาชนที่พวกเขาพยายามฆ่า” คาเมลกล่าวและเสริมว่าบางทีรัฐบาลทหารอาจใช้เป็นอาวุธทำให้ฝ่ายต่อต้านไขว้เขวได้หรือบางทีพวกเขาแจกให้เฉพาะชุมชนที่ฝักใฝ่รัฐบาลส่วนฝ่ายต่อต้านการช่วยเหลือไปไม่ถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามสถานที่พักพิงของผู้พลัดถิ่นที่อยู่ใต้การคุ้มครองของกองกำลังติดอาวุธต่อต้านรัฐบาลทหาร”
ซานน์ ออง ให้ความเห็นพ้องกับคาเมลว่ากาชาดพม่าขาดความเป็นอิสระ ซึ่งจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจว่า ความช่วยเหลือตกถึงมือของผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ
จริงๆ “การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต้องส่งไปถึงพื้นที่เป้าหมายโดยปราศจากอคติต่อองค์กรหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่กาชาดพม่ามีอคติเลือกข้าง พวกเขาต้องทำตามคำสั่งของรัฐบาลทหาร” ซานน์ ออง กล่าว และเสริมว่า “เรากังวลมากว่า การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความนิยมในหมู่คนที่สนับสนุนรัฐบาลหรือมอบให้คนในวงศ์วานของรัฐบาลทหารเท่านั้น” เขากล่าวสรุป
รัฐบาลไทยกล่าวว่าระเบียงมนุษยธรรมเป็นโครงการที่โน้มน้าวให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายในพม่าหันมาเจรจาเพื่อหาข้อยุติอย่างครอบคลุม อย่างไรก็ตามนางคาเมล ผู้บริหารหน่วยงานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอาเซียน นาน 4 ปี จนถึงปี 2564 กล่าวว่า หน่วยงานนี้ไม่มีกลไกดีพอสำหรับบทบาทที่ออกแบบให้ปฏิบัติ เธอกล่าวว่าหน่วยงานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมุ่งมั่นในการสนองตอบรวมทั้งโน้มน้าวให้มีการเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลทหารและฝ่ายต่อต้าน “แต่จนถึงวันนี้ทั้งสองฝ่ายยังไม่ลดราวาศอก และบทบาทของกาชาดพม่าไม่มีทีท่าที่จะเปลี่ยนความคิดของฝ่ายต่อต้านได้”
ด้านรัฐบาลเงาพม่าหรือเอ็นยูจี ที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยนักการเมืองพรรคเอ็นแอลดีของนางออง ซาน ซู จี และมีเป้าหมายขับไล่รัฐบาลทหาร มีแถลงการณ์ถึง วีโอเอ ว่า “เราขอบคุณประเทศไทยอย่างจริงใจในเรื่องระเบียงช่วยเหลือใหม่ (ไม่ใช้คำว่ามนุษยธรรม) อย่างไรก็ตาม การสร้างสันติภาพมีขึ้นได้ต่อเมื่อพื้นฐานความคับข้องใจของประชาชนส่วนใหญ่ที่ต่อต้านรัฐบาลทหารได้รับการแก้ไขอย่างเชื่อถือได้” เอ็นยูจีกล่าวในแถลงการณ์ เอ็นยูจีไม่ได้แนะนำให้ไล่กาชาดพม่าออกไป แต่เสนอให้สร้างแผนการคู่ขนานขึ้นมาซึ่งรวมฝ่ายต่อต้านทุกกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อความมั่นใจว่าสิ่งของช่วยเหลือไปถึงผู้ที่จำเป็นจริงๆ
กลุ่มหน่วยงานบรรเทาและผู้เชี่ยวชาญต่างก็พร้อมใจกันส่งเสียงสนับสนุนข้อเสนอของเอ็นยูจี ที่ให้กลุ่มติดอาวุธและกลุ่มเอ็นจีโอเพื่อการกุศลทั้งสองฝั่งชายแดนของประเทศมีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อให้มั่นใจว่าความช่วยเหลือตกถึงมือกลุ่มเปราะบางและผู้ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด
เป็นที่น่าสังเกตว่า ไอโอของสหรัฐที่ขัดขวางความคืบหน้าฉันทามติห้าข้อของอาเซียนตลอดเวลาสามปีที่ผ่านมา และตั้งแต่ สปป.ลาว เป็นประธานหมุนเวียนอาเซียน ฉันทามติห้าข้อก็พัฒนาไปในทางที่ดีกล่าวคือ ทูตพิเศษอาเซียนได้พบปะเจรจากับคณะผู้บริหารแห่งรัฐนำโดยพลเอกมิน อ่องห ลาย และได้พบปะเจรจากับผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์เจ็ดกลุ่มตลอดถึงได้ประชุมร่วมกับผู้แทนพรรคการเมืองที่พร้อมลงรับสมัครเลือกตั้ง 40 พรรค นอกจากนั้นปลัดกระทรวงต่างประเทศพม่าเข้าประชุมร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเป็นครั้งแรกในรอบสามปี รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงกระทรวงเศรษฐกิจการค้าพม่าได้ร่วมประชุมกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนในเมืองหลวงพระบางประเทศลาว และที่สำคัญโครงนำร่องการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเริ่มมีแล้วจากประเทศไทย
ความคืบหน้าต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณความพ่ายแพ้ด้านภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจตะวันตกจึงจำเป็นที่ไอโอของสหรัฐต้องหาข้อมูลทางลบในพม่ามาปลุกปั่นอย่างบ้าคลั่ง
สุทิน วรรณบวร

เฟซบุ๊ก‘อนุทิน’เจอมือดีถล่มปลิวหายช่วงค่ำ ก่อนโผล่กลับมา แต่โพสต์ชายแดน-ปีใหม่หายเกลี้ยง
สลด!ชายหายตัว 3 วัน พบเป็นศพลอยน้ำใต้สะพานท่ารถ บขส.เชียงคำ
สายเอเชีย (ขาเข้า กทม.) ผ่าน จ.อ่างทอง แน่นทุกช่องทาง แนะเลี่ยงเข้าอ่างทองสายใน ตั้งแต่สิงห์บุรี
สลด! นทท.รัสเซียหมดสติเสียชีวิต ขณะปีนขึ้นเจดีย์สำนักสงฆ์แห่งหนึ่ง กลางเมืองพังงา
ลุยช่วย‘เอก สายไหมต้องรอด’ ‘เอกนัฏ’เผยรอบนี้‘คนกรุง’สนใจ‘ภูมิใจไทย’เป็นพิเศษ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี