วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569
แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา @ ...ในการปฏิบัติงานนั้น ย่อมมีปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อปัญหาเกิดขึ้น ต้องรีบแก้ไข อย่าทิ้งไว้ให้พอกพูนลุกลามจนแก้ยาก ขอให้ทุกคนระลึกว่าปัญหาทุกอย่างมีทางที่จะแก้ไขได้ ถ้าแก้คนเดียวไม่ได้ ก็ช่วยกันคิดช่วยกันแก้หลาย ๆ คน หลาย ๆ ทาง ด้วยความร่วมมือปรองดองกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น จักได้ไม่กลายเป็นอุปสรรคขัดขวาง และบั่นทอนทำลายความเจริญและความสำเร็จของการงาน ตัวการที่จะทำให้แก้ปัญหาไม่ออก ทั้งทำให้ปัญหายุ่งยากยิ่งขึ้นนั้น คือจิตใจและความคิดที่ถูกอคติครอบงำ คนเราเมื่อมีอคติแล้ว มักมองไม่เห็นความจริง หรือถึงจะเห็นก็ไม่ยอมรับ และเมื่อไม่เห็นหรือไม่ยอมรับความจริงแล้ว ก็ทำให้ไม่ทราบต้นเหตุของปัญหา และแก้ปัญหาไม่ออก ยิ่งไปกว่านั้น ยังจะถูกอคติซ้ำเติมให้เข้าใจผิด แล้วก่อปัญหาให้ใหญ่โตซับซ้อนไม่สิ้นสุด วิธีแก้ปัญหานั้น ก่อนอื่นจำเป็นต้องทำใจให้มั่นคงเป็นกลางให้ได้ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ปัญหา และพิจารณาหาเหตุให้ทราบแจ้งชัด... (ความตอนหนึ่งจากพระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 13 กรกฎาคม 2533)
@ สหรัฐฯ ยุคโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดี ประกาศเก็บภาษีศุลกากรสินค้าไทยที่ส่งไปขายในสหรัฐฯ อัตรา 36 เปอร์เซ็นต์ โดยจะมีผลบังคับในวันที่ 9 เมษายน 2568 ตามเวลาสหรัฐฯ แต่แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหุ่นกระบอกของไทย ยังละเมอว่าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ เพราะเตรียมการไว้แล้ว แต่คำถามคือเธอเตรียมการอะไรไว้หรือ ไม่เห็นมีใครตอบได้ว่าเธอเตรียมการอะไรไว้ แม้แต่ตัวของเธอเองก็ยังตอบไม่ได้ว่าเตรียมการอะไรไว้ มีแต่คำพูดว่าเตรียมการไว้แล้ว
@ แพทองธารอ้างไปเรื่อยเปื่อยว่า ไทยต้องปรับโครงสร้างภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ และต้องตั้งคณะทำงานเพื่อเจรจากับสหรัฐฯ ถามว่าเธอจะปรับเมื่อไร วันเวลาใด แล้วปรับอย่างไร ปรับกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นว่าเธอจะตอบอะไรให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม ส่วนที่อ้างว่าต้องตั้งคณะทำงานเพื่อเจรจากับสหรัฐฯ ก็ต้องถามเหมือนเดิมว่าจะตั้งเมื่อไร ตั้งเวลาไหน แล้วจะตั้งใคร แต่หวังว่าเธอจะไม่เข้าไปร่วมเป็นคณะเจรจา เพราะหากเธอเข้าไปด้วย มีหวังบรรลัยวายป่วงหนักกว่าเดิม เพราะฉะนั้น ขอให้เธออยู่ห่าง ๆ ไว้ แล้วพยายามสรรหาคนที่มีสติปัญญามีความสามารถแท้จริงเข้าไปเป็นคณะทำงานเถอะนะแม่คุณ แล้วที่แม่คุณบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้ ก็คงเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของแม่คุณเท่านั้น แต่สำหรับคนที่จักตัวตนและระดับสติปัญญาของแม่คุณเป็นอย่างดี ไม่มีใครเชื่อถือแม่คุณหรอก จะบอกให้
@ เมื่อนักข่าวถามแพฯ ว่าแล้วจะเจรจาเพื่อให้สหรัฐฯ ลด tariff ที่เรียกเก็บจากไทยให้เหลือเท่าไร แพฯ ตอบแบบสั่ว ๆ ว่ายังให้รายละเอียดในขณะนี้ไม่ได้ ก็จะให้แพฯ ตอบชัด ๆ ได้อย่างไรเล่า เพราะแพฯ ไม่เคยรู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย ถามจริง ๆ แพฯ เข้าใจหรือไม่ว่า tariff คืออะไร แล้วรู้หรือไม่ว่าการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศมี tariff
@ อันที่จริงนั้น คนไทยอยากรู้ว่ารัฐมนตรีคนไหนของไทยจะได้รับการอนุมัติวิซาเข้าสหรัฐฯ บ้าง เพราะต้องไม่ลืมว่ารัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ ประกาศแล้วว่าสหรัฐฯ ไม่อนุมัติวิซาให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐไทย อันน่าจะรวมถึงเหล่าบรรดารัฐมนตรี และตัวนายกรัฐมนตรีของไทยด้วย เนื่องจากไม่พอใจที่ไทยส่งตัวอุยกูร์กลับไปจีนเมื่อไม่นานมานี้ เพราะฉะนั้น จึงอยากรู้ว่ารัฐมนตรีคนไหนบ้างที่จะไม่ได้รับวีซาเข้าสหรัฐฯ
@ ต้องยอมรับความจริงว่า การที่สหรัฐฯ เก็บ tariff สินค้าไทย 36 เปอร์เซ็นต์ คือการประกาศสงครามการค้ากับไทยโดยปริยาย เพราะตอนแรกคิดว่าหากสหรัฐฯ เก็บ tariff ไทยแค่ 25 เปอร์เซ็นต์ก็นับว่าแย่แล้ว แต่นี่โดนไปตั้ง 36 เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าสุด ๆ ของที่สุดแล้ว
@ ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนักหลังจากทรัมป์ประกาศสงครามภาษีศุลกากรกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก แล้วส่งผลให้ดัชนีหุ้นในตลาดเอเชียเมื่อวันที่ 3 เมษายน ในช่วงเปิดตลาดพากันร่วงระนาว ที่เห็นชัด ๆ คือดัชนีนิคเคอิ ร่วง 4 เปอร์เซ็นต์ ส่วนดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ ร่วง 2.3 เปอร์เซ็นต์ เมื่อหุ้นหลัก ๆ ของเอเซียร่วง แล้วดัชนีหุ้นไทยจะไม่ร่วงได้อย่างไร
@ มีคำถามว่าทำไม EU ถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บ tariff เพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่สหรัฐฯ เสียดุลการค้ากับ EU มากมายมหาศาล ตอบได้สั้น ๆ ว่าเพราะ EU ยังมีอำนาจต่อรองกับสหรัฐฯ ๆ อย่างเข้มข้น โดยมีอำนาจต่อรองมากกว่าหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน สังเกตดูแล้วจะเห็นชัด ๆ ว่าลาว กัมพูชาเวียดนาม ยังโดนสหรัฐฯ เก็บ tariff หนักมาก โดยโดยกันไปประเทศละ 49, 48 และ 46 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ สาเหตุที่ประเทศทั้งสามถูกเก็บภาษีศุลกากรหนักมาก ก็เป็นเพราะสหรัฐฯ มองว่าประเทศเหล่านั้นอยู่ใต้อิทธิพลทางการค้ากับจีนอย่างเข้มข้น โดยสหรัฐฯ มองว่าจีนคือศัตรูตัวสำคัญของสหรัฐฯ
@ มีคำถามว่า แล้วทำไมไทยเจอ tariff จากสหรัฐฯ ตั้ง 72 เปอร์เซ็นต์ แต่สุดท้ายสหรัฐฯ ลด tariff ให้ไทยเหลือ 36 เปอร์เซ็นต์ คำตอบนี้สหรัฐฯ เล่นงานไทยด้วยมาตรา tariff and non tariff เพราะสหรัฐฯ มองว่าไทยใช้กลไกค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เอาเปรียบสหรัฐฯ แต่ก็ต้องถามว่าแล้วทำไมฟิลิปปินส์จึงไม่ถูกสหรัฐฯ โขก tariff หนักเหมือนไทย ทั้ง ๆ ที่ค่าเงินเปโซฟิลิปปินส์ก็อ่อนค่าไม่ต่างจากเงินบาทไทย ซึ่งประเด็นนี้แสดงให้เห็นชัดว่าสหรัฐฯ มีกฎเกณฑ์จะเล่นงานด้วย tariff กับประเทศใด ๆ ได้ตามอำเภอใจ เพราะหากสหรัฐฯ จำเป็นต้องพึ่งพาประเทศไหนมาก ๆ สหรัฐฯ ก็จะลด tariff ให้ตามความสามารถในการเจรจา
@ ค่าเงินบาทไทยอ่อนค่าลงเหลือประมาณ 34.5-34.6 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อสหรัฐฯ ประกาศเก็บ tariff สินค้าไทย 36 เปอร์เซ็นต์ การที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ทำให้สหรัฐฯ มองว่าไทยเล่นเกมกับสหรัฐฯ เพราะการอ่อนค่าของเงินบาท ทำให้อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ เรียกเก็บกับสินค้าไทยลดลงไปเป็นลำดับ เพราะฉะนั้น ต้องตามดูต่อไปว่าสหรัฐฯ จะเก็บ tariff กันสินค้าไทยเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่
@ หลังจากนี้ต้องรอดูว่าจีน EU จะตอบโต้สหรัฐฯ อย่างไร เมื่อถูกสหรัฐฯ เล่นงานหนักเช่นนี้ แต่รับรองว่าจีนกับ EU จะไม่อ่อนข้อให้สหรัฐฯ เป็นอันขาด เพราะไม่มีทางที่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างเช่นจีน และกลุ่ม EU จะยอมให้สหรัฐฯ ขี่กบาลได้เพียงฝ่ายเดียว เพราะฉะนั้น ต้องรอดูกันว่าจะเกิดสงครามการค้าระดับสงครามโลกในอนาคตอันใกล้หรือไม่
@ ในเชิงการค้าระหว่างประเทศของไทยกับสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าสินค้าไทยที่ส่งไปยังสหรัฐฯ จะเสียหายหนักในระดับ 7 แสนล้านบาทถึง 1 ล้านล้านบาท โดยคาดการณ์ตัวเลขนี้มาจากอัทธิ์ พิศาลวานิช อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และยังระบุด้วยว่ามาตรการของสหรัฐฯ เรื่องนี้จะกดดันให้การส่งออกสินค้าไทยลดลง โดยจะขยายตัวได้เพียงระดับ 1-1.5 เปอร์เซ็นต์ นับว่าต่ำสุดในรอบสามปี แล้วเมื่อประกอบกับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ที่จะส่งผลลบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยโดยตรง แล้วยังส่งผลกระทบต่อรายได้การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศด้วย แล้วยังมีความวิตกกังวลกับเรื่องมาตรฐานสินค้าวัสดุก่อสร้างในไทย เพราะฉะนั้น เมื่อรวมปัจจัยลบต่าง ๆ แล้วก็ทำให้คาดว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยจะตกต่ำเหลือเพียง 2-2.4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ดังนั้น สิ่งที่แพฯ เพ้อฝันไว้ว่า GDP ไทยจะสูงถึง 3 เปอร์เซ็นต์ก็ไม่มีวันเป็นไปได้
@ ข้าวสารของไทยที่ส่งไปขายในสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบแน่นอน ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ จากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย คาดการณ์ว่าการขึ้นภาษีศุลกากรกับไทยในครั้งนี้จะส่งผลให้ข้าวไทยที่ส่งไปขายในสหรัฐฯ มีราคาแพงขึ้นเป็นตันละ 1,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิมที่ระดับราคา 9,000-10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะทำให้ข้าวไทยในตลาดสหรัฐฯ จะแพ้ข้าวเวียดนามในทันที เพราะข้าวเวียดนามถูกกว่าข้าวไทยมาก โดยข้าวเวียดนามมีราคาตันละ 600-700 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น
@ ปิดท้ายวันนี้ด้วยข้อคิด ทำอย่างไรไทยจะไม่ต้องพึ่งพาตลาดส่งออกไปยังสหรัฐฯ ให้มากจนเกินไป เพราะเมื่อไทยต้องพึ่งสหรัฐฯ มาก ๆ ก็หมายความว่าเราต้องยืมจมูกสหรัฐฯ หายใจ นั่นหมายความว่าเราต้องหาตลาดอื่นเพื่อทดแทนตลาดสหรัฐฯ ให้ได้โดยเร็ว ดูอย่างจีนก็จะเห็นแล้วว่า จีนไม่ต้องพึ่งสหรัฐฯ มากจนเกินไป เพราะฉะนั้น จีนจึงไม่หวั่นเกรงเมื่อถูกสหรัฐฯ บีบบังคับ @
ธรรมกร

มติ กบน.เคาะลดราคาดีเซล 1.20 บาท มีผลตี 5 พรุ่งนี้
นาทีคุมตัว หมวดโจ้ ฝากขัง ยิงเจ้าของร้านกัญชาพัทยา ขอโทษญาติผู้ตาย
กทม. เดินหน้าจัดเลือกตั้ง สก. เคาะแบ่งเขต 50 เขต เตรียมเสนอ กกต.
หมอเจด เตือน!เคส แดนนี่ ชี้ชัด ไตวายไม่ใช่เรื่องไกลตัว เผยสัญญาณอันตรายที่ห้ามมองข้าม
สลัดลุคแบ๊ว! พลอยชมพู เสิร์ฟบิกินีสดใสเซ็กซี่สะกดตา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี