วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569
เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย น.ส.พินทองทา ชินวัตรคุณากรวงศ์ หรือ เอม เปิดเผยภาพรวมภายหลังเยี่ยมญาติ นายทักษิณ ชินวัตรว่า ตนได้เจอคุณพ่อแล้ว พบว่าคุณพ่อตัดผมสั้นแล้ว โดยวันนี้เป็นการเยี่ยมผ่านกระจก วันนี้ไม่ได้เจอตัว ไม่ได้สัมผัสคุณพ่อ
น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ที่ผ่านมาหลายๆ ปี คุณพ่อคุณแม่ก็ได้เจอกัน แต่เป็นการไม่ได้เจอกันมา 17 ปี รอบนี้ก็มาเจอผ่านกระจก ชีวิตครอบครัวเราก็มีหลายรสชาติ ก็ให้กำลังใจกันไปในทุกเรื่องทุกหัวข้อ ซึ่งการได้เจอกันเมื่อสักครู่นี้ก็ประมาณ 30 นาที
1) แพทองธาร เป็นคนที่สำนึก “ต่ำกว่ามาตรฐาน”เพราะวิญญูชนทั่วไปที่มีสามัญสำนึกรู้ผิดชอบชั่วดีทำงานได้ตามปกติ จะไม่กล้าพูดคำว่า “ผ่านมาหลายๆ ปี คุณพ่อคุณแม่ก็ได้เจอกันแต่เป็นการไม่ได้เจอกันมา17 ปี รอบนี้ก็มาเจอผ่านกระจก”
กล้าพูดไหมว่า 17 ปีที่ว่านั้น เป็น 17 ปี ที่พ่อหนีคุก คุกที่เธอกับพี่สาวและมารดาเข้าไปเยี่ยมพ่อครั้งนี้ไม่ใช่คุกแรกในชีวิตพ่อ แต่พอดีว่า พ่อหนีคุกไป 17 ปีคดีหมดอายุความ พ่อจึงไม่ต้องติดคุกในคดี “ที่ดินรัชดา”
คดีนี้ เล่าโดยย่อได้ว่า “คดีที่ดินรัชดา” ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2550 โดยข้อเท็จจริงตามคำพิพากษามีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยที่ 1 และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภรรยานายทักษิณ เป็นจำเลยที่ 2
พฤติการณ์คือ นางพจมาน ภรรยาของนายทักษิณ ประมูลซื้อที่ดินริมถนนเทียมร่วมมิตร ย่านรัชดาภิเษก จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง โดยขณะนั้น นายทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่กำกับดูแลกิจการของกองทุนฯ ได้ลงลายมือชื่อยินยอมให้คู่สมรส คือ นางพจมานเข้าประมูลซื้อที่ดินและทำสัญญาซื้อขายที่ดิน พร้อมมอบหลักฐานสำเนาบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประเภทข้าราชการการเมือง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อประกอบการทำสัญญา ส่งผลให้เป็นคู่สัญญา หรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาดังกล่าว
การที่นายทักษิณรู้เห็นยินยอมให้คู่สมรสเข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับกองทุนฯ ย่อมถือว่า การเข้าทำสัญญาดังกล่าว เป็นการกระทำของ นายทักษิณเอง ดังนั้น การกระทำของนายทักษิณ จึงเป็นการเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานที่ตนเองมีอำนาจกำกับดูแลอยู่ ถือเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม จึงมีความผิดตามมาตรา 100 (1) วรรค 3 ศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 2 ปี
แล้วทักษิณก็หนีไป ไม่ยอมติดคุก!
17 ปี ที่แพทองธารพูด จึงเป็น 17 ปีแห่งความขี้ขลาด 17 ปี แห่งการไม่รับผิดชอบ 17 ปี แห่งการไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม 17 ปี ที่เห็นแก่ตัว
และระหว่าง 17 ปี นั้น ก็ได้ก่อการปลุกปั่นยุยงผู้คน จนบ้านเมืองสับสนอลหม่าน มีการยุยงชี้นำให้เกิดการล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยา มีการปลุกเร้าให้ไปรวมตัวกันที่ศาลากลาง จนเกิดการเผาศาลากลางในหลายจังหวัด สารพัดที่จะทำให้บ้านเมืองและผู้คนไม่สามารถอยู่เย็นเป็นสุข จะกล่าวได้ไหม ว่า พ่อของแพทองธารเป็นคนชั่ว และแพทองธาร เป็นคนไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี นี่คือคำถาม
2) ส่วนที่ต้องมาติดคุกรอบนี้ เพราะอะไรล่ะถ้าไม่ใช้การโกงชาติโกงแผ่นดิน แสวงหาประโยชน์เข้าพกเข้าห่อ และใช้อำนาจในทางมิชอบ
• คดีทุจริตเงินกู้เอ็กซิมแบงก์
อาศัยความเป็นนายกรัฐมนตรี สั่งการธนาคารเพื่อการส่งออก (เอ็กซิมแบงก์) ปล่อยเงินกู้ให้รัฐบาลทหารพม่า 4,000 ล้านบาท เอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของครอบครัวตัวเอง โดยได้สั่งการให้เพิ่มเงินกู้อีก1,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่เพิ่งจะอนุมัติให้เงินกู้แค่เพียง 3,000 ล้านบาท ก่อนหน้านี้
ในที่สุด เอ็กซิมแบงก์ต้องอนุมัติสินเชื่อ 4,000 ล้านบาท แก่รัฐบาลพม่า ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปีต่ำกว่าต้นทุนในขณะนั้น รวมทั้งขยายระยะเวลาปลอดการชำระหนี้การจ่ายเงินต้นจาก 2 ปี เป็น 5 ปี ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งธนาคาร นั่นเป็นเหตุให้เอ็กซิมแบงก์ได้รับความเสียหายตามประมาณการโครงการทั้งสิ้น 670 ล้านบาท กระทรวงการคลังต้องจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ปี’49 และ ปี’50 ชดเชยความเสียหาย คิดถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2551 เป็นเงิน 189 ล้านบาท แม้ในภายหลัง ทางพม่าจะได้ชำระหนี้จนครบถ้วนเมื่อเดือนสิงหาคม 2559 แต่นั่นก็ภายหลังจากการกระทำผิดสำเร็จแล้ว และเป็นการชำระหนี้ในยุคหลัง
คดีนี้ศาลฎีกาฯ พิพากษาลงโทษนายทักษิณ ชินวัตรความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 จำคุก 3 ปี
• คดีทุจริตหวยบนดิน 2 ตัว 3 ตัว
สั่งให้กองสลากเป็นเจ้ามือหวยเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัวโดยไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่นำเงินจากการขายสลากเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน แต่ใช้อุบายออกระเบียบใช้จ่ายเงินเอง แถมการใช้จ่ายเงินพวกนี้ ก็ไม่ผ่านการตรวจสอบของ สตง.มิได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบราชการในทุกขั้นตอน ศาลฎีกาฯ พิพากษาว่าผิดอาญา 157 สั่งจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา
• คดีแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตเอื้อหุ้นชินคอร์ปฯ
นายทักษิณ ชินวัตร ขณะเป็นนายกฯ ให้บุคคลอื่น (นอมินี)ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แทน โดยที่บริษัท ชินคอร์ปฯ เป็นคู่สัญญาต่อหน่วยงานของรัฐและมีการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่หุ้นชินคอร์ปฯด้วย เป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม
ทั้งยังสั่งการให้ตรา พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตฯ ให้ลดพิกัดอัตราและยกเว้นภาษีสำหรับกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ จากอัตราร้อยละ 50 เหลือร้อยละ 10 และมีมติคณะรัฐมนตรีให้คู่เอกชนคู่สัญญานำภาษีสรรพสามิตมาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่จะต้องนำส่งให้คู่สัญญาภาครัฐได้ เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทชินคอร์ปฯ ที่ทักษิณเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่
ศาลชี้ว่า เป็นการเข้าไปมีส่วนได้เสียในกิจการโทรคมนาคม เป็นผลให้บริษัทที่ตัวเองเป็นผู้ถือหุ้นได้รับประโยชน์ อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริต พิพากษาจำคุก 5 ปี
3) นี่ก็เป็น 17 ปีที่ทักษิณหนีไปเหมือนกัน เมื่อกลับมา ศาลจึงมีคำพิพากษาลงโทษรวม 8 ปี ทักษิณถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ สารภาพผิด กราบบังคมทูลว่าสำนึกแล้ว จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณ “พระราชทานอภัยลดโทษ” เหลือโทษจำคุก 1 ปี ก็ยังโกงพระบรมราชโองการนี้ มีขบวนการอ้างความเจ็บป่วยไม่ยอมอยู่คุก โดยที่ทักษิณก็มีส่วนสนับสนุนด้วยสุดท้ายศาลไต่สวนตรวจสอบการบังคับโทษจำคุกพบว่า การไปอยู่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจนั้น ไม่ชอบด้วยระเบียบทั้งหลายและไม่นับว่าเคยได้รับโทษ จึงต้องกลับมาติดคุกจริงๆ ในท้ายที่สุดครั้งนี้เอง
4) บอกแพทองธารไว้เลยว่า นี่ยังไม่ใช่ “คุกสุดท้าย”ของทักษิณหรอก เร็วๆ นี้ ทักษิณอาจถูกแจ้งข้อหาฐาน “สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 157” ด้วย ดูได้จากคำพิพากษาให้ทักษิณต้องรับโทษจำคุกครั้งนี้ที่บอกว่า
“ศาลระบุว่า ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า การบังคับโทษจำคุกจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และตามพฤติการณ์ดังกล่าวมาข้างต้น บ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยทราบข้อเท็จจริงหรือรับรู้เหตุการณ์ได้ว่าตนไม่ได้ป่วยวิกฤตฉุกเฉิน แต่จำเลยมีเพียงโรคประจำตัวซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาตัวแบบผู้ป่วยนอกได้ โดยไม่จำเป็นต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ตำรวจ เพราะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและสภาวะร่างกายของจำเลยเอง
“นอกจากนั้นยังได้ความว่า จำเลยเข้ามามีส่วนตัดสินใจในกระบวนการรักษาของแพทย์ โดยปฏิเสธการผ่าตัดรักษาโรคหัวใจและโรคกระดูกคอกดทับไขสันหลังและเส้นประสาท แต่ให้แพทย์รักษาโดยการรับประทานยาตามอาการ และเลือกรับการผ่าตัดนิ้วล็อกและเอ็นหัวไหล่ขวาซึ่งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน และเป็นผลทำให้การรักษาตัวจำเลยใน รพ.ตำรวจ ขยายระยะเวลาออกไป
“จำเลยจึงได้รับประโยชน์จากการพักอยู่ที่ รพ.ตำรวจ โดยไม่ต้องกลับไปถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จนได้รับการปล่อยตัว และไม่อาจอ้างว่าเป็นการดำเนินการของแพทย์และเจ้าหน้าที่ มิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยเพื่อถือเอาประโยชน์จากระยะเวลาที่พักอยู่ที่ รพ.ตำรวจ มาหักวันคุมขังโทษตามคำพิพากษา”
จำไว้เลยนะแพทองธาร ว่า นี่ไม่ใช่คุกสุดท้ายของพ่อเธอ!!
จิตกร บุษบา

ด่วน แผ่นดินไหว 6.2 ริกเตอร์ เขย่าอัฟกานิสถาน สั่นสะเทือนหนักถึงปากีสถาน
นายกฯ ลงนามคำสั่งให้ สปน. เปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนแจ้งเบาะแสโกงสอบ ขรก.-พนง.ท้องถิ่น โดนหลอก
ญี่ปุ่นอ่วม พายุโซนร้อนเมขลา-ฮีโกส ถล่มหนัก น้ำท่วมทะลักดันท่อระเบิด ถนนแตกพังยับ
กรมอุตุฯ ประกาศฉบับ3 เตือนฝนถล่ม 28 มิ.ย.-3 ก.ค. ระวังน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก
ปลัด มท. สั่ง อส.รปภ.เข้ม สถ. หลัง ป.ป.ช.-ตร. ลุยค้นตรวจโกงสอบข้าราชท้องถิ่น

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี