วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569
รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันที่ 29กันยายนวันนี้เป็นวันแรก โดยจะเสร็จสิ้นในวันที่ 30 กันยายนพรุ่งนี้ และมะรืนนี้วันที่1 ตุลาคม ถือว่าเป็นการเริ่มต้นของ“รัฐบาลหนูชั่วคราว”ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นวันแรกของปีงบประมาณ 2569
อีกทั้งยังเท่ากับเป็นวันแรกในการเริ่มทำงานของข้าราชการการเมือง คือ คณะรัฐมนตรีชุดนี้ พร้อมกับข้าราชการประจำที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นสู่ตำแหน่งใหม่ แทนคนเก่าที่ครบวาระเกษียณราชการ และรวมทั้งยังเป็นวันแรกของการเริ่มใช้งบประมาณรายจ่ายปี 2569 อีกด้วย จากวงเงินทั้งสิ้น 3.78 ล้านล้านบาท
4 เดือนของ“รัฐบาลหนูชั่วคราว”นี้ถือว่าเวลาสั้นมาก และด้วยเวลาเพียงเท่านี้ เมื่อดูนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภาแล้ว เวลา 4เดือนนั้นน้อยไป และนอกจากเวลาจะน้อยแล้ว เงื่อนไขภายนอกก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญด้วย
โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงตามร่างนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาว่า นอกจากการเข้ามาเป็นรัฐบาลด้วยเวลาอันจำกัด ยังจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ของโลก ซึ่งปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งโอกาสในการสร้างรายได้ของประชาชน และการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ขยายความให้เห็นภาพว่า“ด้วยระยะเวลาที่มีอยู่จำกัด และงบประมาณที่รัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นผู้จัดทำ ทั้งยังเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ได้แก่ ภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยด้านความมั่นคง ภัยด้านสังคม และภัยด้านสิ่งแวดล้อม ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการต้องวางรากฐานของประเทศ การขับเคลื่อนการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนการสร้างระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน การสร้างความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยและสันติสุขให้เกิดขึ้นกับประเทศชาติบ้านเมือง และการเสริมสร้างความไว้วางใจจากประชาชน การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อลดปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ”
หากดูรายละเอียดในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล จากนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศทั้งหมด 5ด้าน ประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจ, ด้านความมั่นคง, ด้านสังคม,ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสุดท้ายด้านการบริหารภาครัฐ รวมทั้งการปฏิรูปกฎหมาย นั้น จะทำได้ก็เพียงแค่สองสามเรื่องเท่านั้นกับเวลา 4 เดือนที่มีอยู่
เช่นด้านเศรษฐกิจ ที่จะ“สร้างรายได้-ลดรายจ่าย”ให้กับประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวัน เกี่ยวกับค่าพลังงาน ค่าน้ำดื่มสะอาด ค่าโดยสาร ค่าผ่านทาง เพื่อจะทำให้ประชาชนมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น โดยได้จัดทำโครงการคนละครึ่งนั้น ข้อนี้สามารถทำได้ทันที และก็ตรงปกตรงประเด็นกับปัญหาเดือดร้อนของประชาชนในเวลานี้ ที่มีผลมาจาก 2ปีที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ
อีกเรื่องหนึ่ง ด้านความมั่นคง ตามนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภา เมื่อพิจารณาดูแล้วกว้างไป จากที่บอกว่า“จะเร่งแก้ไขปัญหากรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาด้วยแนวทางสันติภาพ เพื่อนำความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ประชาชนตามบริเวณชายแดนโดยเร็ว และรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยและเขตแดนที่เป็นของไทยโดยชอบธรรมตามเส้นเขตแดนที่เป็นสากล รวมถึงดำเนินการยุติความขัดแย้งผ่านกลไกการเจรจาทางการทูตที่เหมาะสมควบคู่กับการป้องกันประเทศที่เข้มแข็ง ตลอดจนทำประชามติเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาตัดสินใจ ให้ความเห็นต่อการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา”
สำคัญที่สุดก็คือ เรื่อง“MOU”ที่ว่าจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการทำประชามติ ประเด็นนี้ถือว่า“เงื้อง่าราคาแพง”,,ทำไมต้องทำประชามติ เพราะ“MOU”ทั้ง 2 ฉบับ คือ “MOU43”กับ“MOU 44”นั้น รัฐบาล“ชวน หลีกภัย”และรัฐบาล“ทักษิณชินวัตร” จัดทำร่างบันทึกความเข้าใจขึ้นมาก็ไม่เคยถามประชาชน ก่อนที่จะลงนามกับกัมพูชา
จึงมีคำถามว่า ทำไมจะต้องจัดทำประชามติเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาตัดสินใจ ฟังผิวเผินก็อาจจะดูดี แต่เมื่อมองอย่างละเอียดแล้ว การที่รัฐบาลไม่ประกาศยกเลิกทันทีทันใดโดยรัฐบาลเอง ก็เท่ากับว่ารัฐบาลกำลังซื้อเวลา เพราะไม่กล้าตัดสินใจ และที่ไม่กล้าตัดสินใจนั้น เป็นเพราะมีผลประโยชน์อื่นใดทับซ้อนหรือไม่
ด้วยเหตุที่“MOU”ทั้งสองฉบับดังกล่าว มีผลเสียต่อประเทศไทยในด้านเขตแดน เนื่องจาก MOUทั้งสองฉบับนี้มีเงื่อนไขสำคัญที่เอื้อประโยชน์ต่อกัมพูชา และอาจทำให้ไทยเสียเปรียบในการเจรจาปักปันเขตแดนทางทะเล
กล่าวคือ “MOU 43” หรือ“บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก” ซึ่งมีการลงนามเมื่อปี 2543 ในสมัยรัฐบาล“ชวนหลีกภัย”นั้น มีปัญหามาโดยตลอด เนื่องจากนับตั้งแต่มี“MOU43”จนกระทั่งถึงปัจจุบัน กัมพูชาละเมิดเงื่อนไขมากกว่า 600 ครั้ง จากการรุกล้ำเขตแดนไทย ทั้งการปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร การเคลื่อนกำลังทหาร และการลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิด เป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะบันทึกความเข้าใจนี้ยึดแผนที่มาตราส่วน 1 : 2แสน แทนที่จะยึดตามแนวทางปฏิบัติของกองทัพไทย และในทางสากลที่ใช้แผนที่มาตราส่วน 1 : 5 หมื่น
ส่วน “MOU 44” ที่ลงนามในปี 2544 สมัย“ทักษิณ ชินวัตร”เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น มีผลประโยชน์ทับซ้อนเกี่ยวกับแหล่งปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติตรงบริเวณเกาะกูด จังหวัดตราด ซึ่งประเมินกันว่ามีมูลค่ามหาศาลมากกว่า 20ล้านล้านบาท
สรุปแล้ว ทางที่ดีที่สุด เพื่อลดกระแสต่อต้านจากประชาชน “รัฐบาลหนูชั่วคราว”ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะต้องยกเลิก“MOU”ทั้ง 2ฉบับนี้ทันที โดยไม่ต้องโยนลูกไปให้ประชาชนตัดสินใจ
หาไม่เช่นนั้นแล้ว ประชาชนคนไทยจะเข้าใจผิดได้ว่า-รัฐบาลชุดนี้มีผลประโยชน์อื่นใดทับซ้อนหรือไม่ ?!
รุ่งเรือง ปรีชากุล

ลิซ่า จี้ ตรวจสอบ นฤชา เจ้าของแชท ช่วยน้ำเงินด้วย เหตุเป็นคนเซ็นจัดสอบ ขณะเป็นอธิบดี สถ.
พลังศรัทธาสร้างบ้านวีรบุรุษ ส่งมอบบ้าน 1.3 ล้าน พร้อมสิทธิ ส.ป.ก. แก่ครอบครัวทหารกล้า ร้อยตรีภานุวัฒน์ เสาร์สา
ไม่ใช่ฮีโร่ฉายเดี่ยว! เอ็ดดี้ ชูจุดแข็ง ปชป. วัฒนธรรมทำงานเป็นทีม
อิหร่านโต้ชัด โครงการขีปนาวุธไม่อยู่ในข้อตกลงกับสหรัฐฯ
วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านมติจำกัดอำนาจสงครามทรัมป์ กดดันยุติสงครามอิหร่าน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี