วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569
น้ำท่วมภาคใต้ปีนี้หนัก และก็จะหนักยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ทุกปี อันมีสาเหตุมาจาก“ภาวะโลกร้อน” และภัยนี้ก็มีต้นเหตุมาจากมนุษย์
ภัยที่มีต้นเหตุมาจากที่ว่านั้น ก็เพราะมนุษย์มุ่งอยู่ความเจริญทางวัตถุ เพื่อความร่ำรวยของชนชั้นนายทุนเพียงกระจุกมือเดียวบนโลกใบนี้ ดังนั้น ธรรมชาติจึงถูกทำลายจากอุตสาหกรรม จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ นอกจากนั้นก็มาจากการตัดไม้ทำลายป่า การทำเกษตรกรรม ตลอดจนการขยายตัวของเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน ที่พื้นที่คอนกรีตและแอสฟัลต์เข้าไปแทนพื้นที่สีเขียวมากขึ้น จึงเท่ากับปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้ไปสะสมในชั้นบรรยากาศและกักเก็บความร้อนจากดวงอาทิตย์มากเกินไป
ผลที่ตามมา ก็ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming) เพราะโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงและเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น ไม่ว่าจะฝนแล้ง น้ำท่วม หรือพายุที่รุนแรง ล้วนเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนจนเกิด “ภัยพิบัติ”
น้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพราะเกิดจากปัญหาคนใดคนหนึ่ง หรือใครคนใดคนหนึ่งจะต้องเป็นผู้แบกรับความผิดชอบไว้คนเดียว แล้วก็ถูกรุมชี้หน้าด่า แต่คนไทยทุกหมู่เหล่าจะต้องมีสติ และร่วมมือร่วมใจกันให้ผ่านสถานการณ์นี้ไปให้ได้
ลำดับแรก ชีวิตคนสำคัญที่สุด ต้องให้มีความปลอดภัยอย่างสูงสุด ส่วนหลังน้ำลดจะฟื้นฟูเศรษฐกิจ ตลอดจนถนนหนทาง และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อย่างไรนั้น ถือว่าเป็นลำดับรองจากชีวิตของชาวบ้านที่ประสบภัยพิบัติอยู่ในเวลานี้ ทั้งผู้ป่วยในโรงพยาบาล เด็กเล็กและคนแก่ ที่ติด“เกาะ”อยู่ในเคหสถาน ซึ่งจะต้องอพยพออกมาให้อยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยโดยเร็วที่สุด รวมทั้งข้าวปลาอาหารและหยูกยาต้องพร้อม
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน เมื่อวานนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติประกาศพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดสงขลา รวมทั้งอำเภอหาดใหญ่ซึ่งเป็นเมือง “ธุรกิจ-เศรษฐกิจการค้า” โดยที่จังหวัดสงขลามีอำเภอทั้งหมด 16 อำเภอ มีประชาชนได้รับผลกระทบ 243,568 ครัวเรือน
ตามประกาศนี้ พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) จะเป็นผู้อำนวยการสถานการณ์ คือการบูรณาการความช่วยเหลือทั้งหมด ในการสั่งการอนุมัติคุ้มครองผู้ปฏิบัติการทุกอย่าง ซึ่งก็คือ “การบริหารสถานการณ์อย่างรวมศูนย์” มีความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการตัดสินใจและสั่งการ
ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่กลายเป็น“เป้านิ่ง” ถูกทุกฝ่ายโจมตี กล่าวถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้คือ การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ และว่า “ตอนนี้เราต้องไปบริหารสถานการณ์เรื่องการระบายน้ำ ทำหลายอย่างควบคู่กันไป และเรื่องของอาหาร วัสดุในการดำรงชีพทุกอย่าง ตอนนี้มีความพร้อมอยู่ ส่วนกองทัพได้มีการจัดเตรียมยานพาหนะต่างๆ เครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ เรือ รถ ระดมการลงไปช่วยเหลือพี่น้องในที่เกิดเหตุ”
เมื่อถูกถามว่า “ความล่าช้าก่อนหน้านี้เป็นเพราะอะไร”, นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่า “ไม่ได้ล่าช้า ในการปฏิบัติมันไม่ได้ล่าช้า และไม่ได้ติดขัด ทำงานกันอย่างเต็มที่ ในช่วงที่เกิดเหตุใหม่ ทุกคนต้องกระจายกำลัง กระจายทรัพยากรคนลงไปช่วยเหลือชีวิตเรื่องความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนเป็นลำดับแรกก่อน ตอนนี้เมื่อเราทราบปัญหาหลายๆ เรื่องแล้ว เราถึงมาเร่งจัดตั้งกองบัญชาการทั้งส่วนหน้า ส่วนสนับสนุนและใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในการกำกับดูแล”
สำหรับสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน เมื่อวานนี้ จากการแถลงของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สรุปภาพรวมว่า ยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, ตรัง, พัทลุง, สตูล, สงขลา, ปัตตานี, ยะลา และนราธิวาส กินพื้นที่ 98 อำเภอ 643 ตำบล 4,688 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 798,695 ครัวเรือน จำนวนทั้งสิ้น 2,196,758 คน และมีผู้เสียชีวิตรวม 13 ราย โดยแยกเป็นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 6 ราย, ปัตตานี 3 ราย, ยะลา 2 ราย, และพัทลุง 2 ราย
ขณะที่การช่วยเหลือของหน่วยงานทางราชการที่กองทัพไทยเป็นหลักภายใต้คำขวัญ “ทุกวิกฤต-ทหารไทยพร้อมเคียงข้าง” นั้น ภาพโดยสรุป กระทรวงกลาโหมระดมทุกเหล่าทัพช่วยน้ำท่วมที่หาดใหญ่ซึ่งวิกฤต ด้วยการตั้งศูนย์บัญชาการกลาง เดินเครื่องปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง ซึ่ง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้บินด่วนลงพื้นที่เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน เมื่อวานนี้ เพื่อกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ กองทัพบกซึ่งใช้กำลังพลของกองทัพภาคที่ 4 ได้ระดม “ยุทโธปกรณ์-กำลังพล” ช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยมาตั้งแต่แรกเริ่ม ด้านกองทัพเรือก็ได้ส่ง “เรือหลวงจักรีนฤเบศร” ออกเดินทางจากฐานทัพเรือสัตหีบ ปรับเป็น “ฐานบิน-ครัว-โรงพยาบาลลอยน้ำได้”โดยจะปักหลักอยู่ในพื้นที่จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย พร้อมกันนี้ ก็ยังเตรียม “เรือหลวงอ่างทอง-เรือหลวงช้าง”สมทบเรือหลวงจักรีนฤเบศร เข้าช่วยเหลืออพยพประชาชนออกจากพื้นที่น้ำท่วมอำเภอหาดใหญ่
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ประเทศไทยนั้นยังนับว่าโชคดีที่เรามีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหลัก ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ทุกภัยพิบัติ จึงเห็น “ครัวพระราชทาน” และกำลังพลของกองทัพ ไปตั้งมั่นอยู่ที่หน้างานเป็นทัพแรก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์มหาอุทกภัยครั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เปิดเผยว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกระแสห่วงใยสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ทรงเป็นห่วงเรื่องการอพยพคน และได้พระราชทานสิ่งของเครื่องใช้ในการดูแลประชาชนด้วย นอกจากนี้ ยังทรงมีพระราชดำริให้ระดมสรรพกำลังทั้งหมด ทั้งพลเรือน ทหาร ตำรวจ และข้าราชการต่างๆ เข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่”
เมื่อหันไปดู สส.ผู้ทรงเกียรติในสภาฯ ซึ่งอ้างว่ามาจากประชาชน ปรากฏว่าในยามที่ประชาชนประสบกับความทุกข์อย่างแสนสาหัส ไม่เพียงแต่จะพึ่งพาไม่ได้เท่านั้น เวลานี้ก็จะเห็นว่า สส.ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน กำลังยุ่งอยู่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ราวกับว่าการแก้รัฐธรรมคือปัญหาเร่งด่วนที่ต้องมาก่อน ส่วนความทุกข์ของประชาชนหามีความสำคัญแต่อย่างใดไม่ !
รุ่งเรือง ปรีชากุล


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี