วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ปัญหาเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ยังถกเถียงกันไม่รู้จบ ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ถึงอย่างไรก็ต้องจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นองค์กรชี้ขาดในที่สุด
เพราะปัญหานี้เป็นปัญหาทางการเมืองของคนสองฝ่ายที่ยืนอยู่คนละฝั่ง คือฝ่ายที่ถูกตีตราว่าเป็นฝ่ายขวาจัดอนุรักษ์นิยม กับ “ฝ่ายก้าวหน้ากำมะลอ” ประเภทหัวมังกุท้ายมังกร คือมั่ววิธีคิด “ทั้งลัทธิมาร์กซิสม์”และ “ทุนนิยมเสรี”มารวมกัน กลายเป็น“ฝ่ายก้าวหน้าเทียม”โดยทั้งสองฝ่ายสองฝั่งนี้ มองต่างมุมในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
ฝ่ายอนุรักษ์นิยมส่วนใหญ่เวลานี้ก็คือ ฝั่งที่เห็นว่าบัตรเลือกตั้งที่มี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด”ยังเป็นความลับอยู่ ไม่ได้ขัดต่อรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ขณะที่ฝ่าย“ก้าวหน้าเทียม” ซึ่งเป็นประเภท“แพ้แล้วไม่ยอมแพ้”แบบ “ขี้แพ้ชวนตี” ต้องการจะให้การเลือกตั้งเป็น“โมฆะ” ด้วยหวังว่าถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ฝ่ายตน คือพรรคประชาชนจะกลับมาเป็นฝ่ายชนะ
ฝั่ง “ก้าวหน้าเทียม” นี้ ตัวหลักมีพรรคประชาชนที่ผลการเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ออกมา ไม่เป็นไปตามความเชื่อของตนว่าจะชนะแบบแลนด์สไลด์ และไม่เป็นไปตามโพลของบางสำนักที่สังคมรับรู้ว่าเอียงข้างพรรคส้ม โดยมีอาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิชาการอิสระ ทนายความ และภาคประชาสังคม ที่ใครๆ ก็รู้อีกเช่นกันว่าเอียงกระเท่เร่อยู่ฝั่งพรรคส้ม เป็น“ทัพหนุน” ซึ่ง“ทัพหนุน”นี้เคลื่อนไหวผ่านสื่อที่ถือหางพรรคส้มอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
โดยเฉพาะพรรคส้มนั้น ถึงขนาดว่า การจัดการเลือกตั้งใหม่ในบางเขตของ กกต.เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พรรคประชาชนทั้งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค, นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค ยังดาหน้ากันออกมากล่าวหาและสรุปแบบเออเองว่า การที่“บัตรสีชมพู”เลือกตั้งสส.แบบบัญชีรายชื่อ ไม่มีการพิมพ์เลขที่ที่ต้นขั้วบัตร ถือว่า กกต. ยอมรับว่าบัตรที่ใช้เลือกตั้งทั่วประเทศเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์มีปัญหา
ทั้ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ถึงกับโชว์ความอ่อนด้อยทางปัญญาว่า กกต. เปลี่ยนแบบพิมพ์บัตร ทั้งที่บัตรเดิมมีเหลืออยู่จำนวนหลายล้านใบ แต่ไม่ได้หยิบออกมาใช้ โดยกล่าวว่า พรรคประชาชนกำลังอยู่ระหว่างเตรียมการจะยื่นฟ้อง กกต.ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งก็คือเป็น“เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต” ทั้งที่ โดยข้อเท็จจริง บัตรเก่าที่เหลือจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์นั้น ถูก กกต.ทำลายทิ้งหมดแล้ว อันเป็นไปตามระเบียบและตามแนวปฏิบัติทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง
ดังนั้น องค์กรที่จะต้องเป็นผู้ชี้ขาดก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเด็ดขาด และมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐทุกองค์กร เรียกว่ามีผลผูกพันทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ
อีกประการหนึ่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม หรือฝ่ายก้าวหน้ากำมะลอ ก็ต้องยอมรับกัน เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรพิเศษหรือองค์กรตุลาการที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ มีอำนาจและหน้าที่ในการวินิจฉัยปัญหา“ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย” และกรณีอื่นที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) หรือกฎหมายอื่น กำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ หรือที่เรียกว่า“คดีรัฐธรรมนูญ”
อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงทั้งหมดของสองฝ่ายสองฝั่งนี้ เวลานี้อยู่ในกระบวนการที่จะต้องนำเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จากการที่มีผู้ไปยื่นร้องผ่านสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และศาลปกครองสูงสุด ซึ่งจากที่มีผู้ร้องผ่านทางสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินนั้น น่าจะเป็นเส้นทางที่เร็วที่สุดก่อนเรื่องจะไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ โดยภายในวันที่27 กุมภาพันธ์นี้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ขีดเส้นตายเป็นครั้งสุดท้ายให้ กกต.ชี้แจงข้อเท็จจริงและส่งเอกสารหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณา หลังจากขอเลื่อนมาแล้วครั้งหนึ่งและเพิ่งจะครบกำหนดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์วานนี้
ถ้าดูตามไทมไลน์ เมื่อ กกต.ส่งเอกสารหลักฐานชี้แจงตามเส้นตายดังกล่าว หากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีมูลก็จะสั่งยุติเรื่อง ถ้าเห็นว่ามีมูลก็ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ส่วนจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อใดนั้น ไม่มีการกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน แต่โดยหลักต้องดำเนินการทันทีที่ได้รับเรื่องและพิจารณาแล้วเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญ
ต้นเรื่องที่มีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น ระบุว่าการที่ กกต. พิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งจนรู้ได้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด พรรคการเมืองใด เข้าข่ายเป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 96 หรือไม่
ก่อนจะไปถึงด่านสุดท้าย คือฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรืออาจจะจบในขั้นตอนของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ด้วยเห็นว่าคำร้องไม่มีมูลและสั่งยุติเรื่อง ขอยกข้อคิดเห็นของ “ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร” อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก เมื่อวันนี้21 กุมภาพันธ์ 2569 มาประกอบมุมมองกัน-ดังนี้
“ความลับในการลงคะแนน: ฝ่ายคัดค้านมองว่าในทางเทคนิค หากใครมีทั้ง “บัตรที่กาแล้ว” และ “ต้นขั้ว”จะสามารถจับคู่ได้ทันทีว่าใครเลือกใคร ซึ่งอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่ระบุว่าการเลือกตั้งต้องเป็น “ความลับ” มีประชาชนบางส่วนกังวลว่า QR Code หรือ Barcode จะระบุได้ไหมว่า “เราเลือกใคร”?คำตอบคือ : ไม่ได้ครับ เพราะรหัสเหล่านี้มักจะอยู่ที่“ต้นขั้วบัตร” (ซึ่งถูกเก็บไว้ที่หน่วย) หรือบน “หน้าซอง”(กรณีเลือกตั้งนอกเขต) แต่บน “ตัวบัตรเลือกตั้ง” ที่เรากากบาทและหย่อนลงหีบนั้น จะไม่มีข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงชื่อ-นามสกุล หรือเลขบัตรประชาชนของผู้เลือก เพื่อรักษาความลับในการลงคะแนนตามกฎหมาย”
ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร ได้สรุปว่า “การเข้าถึง:ไม่มีใครสามารถเดินเข้าไปเปิดหีบเพื่อเอาบัตรมาเทียบกับต้นขั้วได้ตามอำเภอใจการจะทำแบบนั้นได้ต้องมี มติจาก กกต. ชุดใหญ่หรือ คำสั่งศาล ในกรณีที่มีการคัดค้านการเลือกตั้งเท่านั้น”
บรรทัดนี้ คงต้องบอกว่า “ของลับ”ยังไงก็ยังเป็น“ของลับ”ถ้าไม่ไปป่าวประกาศบอกใคร ยิ่งบัตรเลือกตั้งที่ถูกยัดลงหีบไปแล้ว หากใครคิดจะ“ล้วงความลับ”โดยที่ศาลไม่ได้สั่ง หรือใครที่นอกเหนือจากคณะกรรมการ กกต. 7 คน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรง-ก็คุกสถานเดียวเท่านั้น !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

CIB รวบ 2 ผู้ต้องหา ตระเวนกดเงินสด ป้อนเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์
สวยได้แม่เต็มๆ น้องณดา อวดลุคสวยละมุนจนโซเชียลแตก
สึกแล้ว!!! พระครูวัดดังย่านบางกรวย หลังปรากฏคลิปฉาว-ภาพไม่เหมาะสม
จ๊ะโอ๋ โพสต์ซึ้งถึง หนุ่ม กะลา หลังมีดราม่าคนตะโกนด่ากลางคอนเสิร์ต
สีหศักดิ์ หารือ ผอ.ยูเนสโก แจงสถานการณ์ชายแดน พร้อมดัน ชุดไทย สู่มรดกโลก

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี