วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
เสียงเจี๊ยวจ๊าวกระจองอแงดังระงมหลังพรรคประชาชนพ่ายแพ้การเลือกตั้ง ที่หลงเงาตนเองจากความเชื่อว่าจะชนะการเลือกตั้ง เพื่อ“เปลี่ยนประเทศไทย” ทั้งจากโพลและจากกูรูกูรู้สำนักต่างๆ แต่ผลการเลือกตั้งที่เป็นจริงออกมากลับไม่ตรงกับความเชื่อ ความผิดหวังในหมู่“ด้อมส้ม”ทั้งหนุ่มสาวและผู้เฒ่าผู้แก่ จึงแปรเปลี่ยนกลายเป็นอารมณ์ที่กล่าวถึงเป็นไวรัลในโลกโซเชียล ว่า “อารมณ์งอแงในเด็ก”
“อารมณ์งอแงในเด็ก” หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า“Temper tantrums” ที่ว่านี้ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ในช่วงวิกฤตโควิดคนไทยรู้จักกันดีในนาม“อาจารย์หมอยง” ได้อธิบายโพสต์ในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ว่าเป็นพฤติกรรมแสดงอารมณ์โกรธหรือหงุดหงิดอย่างรุนแรงที่พบได้บ่อยในเด็กโดยเฉพาะช่วงอายุประมาณ 1–4 ขวบ
“อาจารย์หมอยง”ยังได้ขยายความต่อว่า “ผมในฐานะกุมารแพทย์อยากจะเพิ่มเติมอีกเรื่องหนึ่งคือ Projection (การโยนความรู้สึก ความผิด ออกไปยังผู้อื่น) เป็นกลไกทางจิตวิทยา (defense mechanism) ที่เด็ก “โยน” ความรู้สึก ความคิด หรือแรงกระตุ้นของตนเองที่ไม่พอใจ ออกไปให้เป็นของผู้อื่น แทนที่จะยอมรับว่าเป็นความรู้สึกของตนเอง เช่น ทำแก้วน้ำตกแตก ก็บอกว่า เปล่า น้องทำเด็กทำผิดกติกา แต่บอกว่า“ครูไม่ยุติธรรม” เด็กไม่ได้ตั้งใจโกหกเสมอไป แต่เป็นกระบวนการทางจิตใจที่ช่วยลดความรู้สึกผิด ความอายหรือความกังวลที่ตนเองรับไม่ไหวเด็กอาจร้องไห้เสียงดัง กรีดร้องลงไปนอนดิ้นบนพื้น เตะ ขว้างปาสิ่งของ กลั้นหายใจ หรือไม่ยอมฟังคำสั่ง พฤติกรรมนี้มักเกิดขึ้นเมื่อเด็ก ไม่ได้ดั่งใจ สื่อสารความต้องการไม่ได้ เหนื่อย หิว หรือรู้สึกถูกจำกัด”
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ว่า “ทำไมเด็กจึงเกิด Projection ทั้งนี้เพราะ พัฒนาการทางอารมณ์ยังไม่สมบูรณ์ เด็กยังแยกแยะและจัดการความรู้สึกซับซ้อนได้ไม่ดี และเป็นการปกป้องตนเอง (self-protection) เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกผิดหรือถูกตำหนิ พบได้ในวัยก่อนเรียนและวัยประถมต้น และถือเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการตามวัย หากไม่รุนแรงหรือยืดเยื้อเกินไป ผู้ใหญ่ควรเข้าใจว่านี่เป็นกลไกปกป้องตนเอง เพราะเป็นกลไกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในเด็ก โดยเฉพาะช่วงที่ทักษะการควบคุมอารมณ์ยังพัฒนาไม่เต็มที่ การเข้าใจและช่วยเด็กเรียนรู้ที่จะรับรู้และยอมรับอารมณ์ของตนเอง จะช่วยให้พัฒนาการทางอารมณ์เติบโตอย่างเหมาะสมครับ”
หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเสร็จสิ้น เมื่อพรรคประชาชนไม่สามารถกวาดที่นั่ง สส.เข้ามาได้เป็นอันดับหนึ่งเหมือนกับการเลือกตั้งปี 2566 ที่ได้รับเลือกตั้งถึง 151 คน โดยได้จากแบบแบ่งเขต 112 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 39 คน แต่คราวนี้จากตัวเลขไม่เป็นทางการได้ สส.เขต 87 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 31 คนจึงทำให้พรรคส้มและบรรดา“ด้อมส้ม”เกิด“อารมณ์งอแงในเด็ก” และ“โยน”ความผิดไปที่ กกต. ซึ่งก็สมควร เพราะ กกต.เป็นต้นเหตุแห่งความผิดพลาดจริง แต่ที่จะให้“นับใหม่”ทั้งประเทศนั้น ถือว่าไม่ถูกต้องแน่นอน และเป็น“อารมณ์งอแงในเด็ก”ขนานแท้
“ด้อมส้ม”ที่ต้องยกมากล่าวถึงในที่นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือ รองศาสตราจารย์ ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่ออกตัวแรงเชียร์พรรคส้มมาตั้งแต่ต้น พร้อมด้วยความเชื่อว่าพรรคประชาชนจะชนะการเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่งในครั้งนี้แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาไม่เป็นไปตามความเชื่อที่คาดการณ์ไว้ จึงออกอาการ“อารมณ์งอแงในเด็ก”จนเสียทรงเสียศูนย์
ทันทีที่ผลการเลือกตั้งออกมาอย่างไม่เป็นทางการ “อาจารย์พิชาย”ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ปีก“คนเสื้อเหลือง” โพสต์แสดงความเห็นในเฟซบุ๊กส่วนตัวในช่วงตีสองของคืนวันที่ 8 ตุลาคมต่อเช้าวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ว่า “ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ทุกคนคงได้รับทราบแล้วว่า พรรคประชาชน ยังคงเป็นพรรคที่ได้รับคะแนนนิยมสูงสุดในระบบบัญชีรายชื่อ ส่วนในระดับเขตเลือกตั้ง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี จังหวัดปริมณฑล รวมถึงจังหวัดที่มีความเป็นเมืองสูง พรรคยังสามารถกวาดที่นั่งหรืออย่างน้อยตรึงพื้นที่เดิมเอาไว้ได้เกือบทั้งหมด” พร้อมกันนี้“อาจารย์พิชาย”ได้สรุปว่า “ภาพนี้สะท้อนอย่างชัดเจนถึงการยึดโยงกับฐานเสียงเมือง คนรุ่นใหม่ และชนชั้นกลางที่ยังคงเลือก “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” เป็นคำตอบทางการเมือง”
ขณะเดียวกัน “อาจารย์พิชาย”ยังได้พูดถึงภาพรวมในต่างจังหวัด ที่มีภาพประกอบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการของ“The Standard”จากโพสต์ดังกล่าว เกี่ยวกับจำนวน สส.ของ 3 พรรคการเมือง คือพรรคภูมิใจไทย 193 เสียง, พรรคประชาชน 118 เสียง และพรรคเพื่อไทย 74 เสียง โดยพุ่งเป้าไปที่พรรคภูมิใจไทยอย่างมีอคติเพราะมีชุดความคิดเอนเอียงในฐานะ“ด้อมส้ม”ว่า “เหตุใดพรรคการเมืองบางพรรคจึงยังสามารถคว้าชัยชนะในต่างจังหวัดได้ ปัจจัยเหล่านั้นไม่ได้ตั้งอยู่บนการแข่งขันเชิงนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่พัวพันกับโครงสร้างอำนาจแบบบ้านใหญ่ ระบบอุปถัมภ์ เครือข่ายอิทธิพลท้องถิ่น และวิธีการเมืองแบบเดิมที่ฝังรากลึกมานาน ภาพรวมทั้งหมดจึงทำให้เราต้องยอมรับความจริงว่า ประเทศไทยยังคงติดอยู่ในวังวนเดิม วังวนที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างเป็นเรื่องยาก”
หลังจากโพสต์แรกผ่านไปได้ 8 ชั่วโมง ปรากฏว่า“อาจารย์พิชาย”ได้โพสต์ลงในเฟซบุ๊กเมื่อเวลา 10.41 น.ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์โดยแชร์ลิงก์ข่าวจาก“ไทยรัฐออนไลน์”ที่รายงานข่าวว่า“นับใหม่เขต 7 ปทุมธานี “พรรคประชาชน” พลิกกลับมาชนะ – หลายเขตจ่อคิวขอตรวจคะแนนซ้ำ” ด้วยการระบุว่า “หลายเขตคงมีลักษณะแบบเดียวกันนี้ดูไปคล้ายกับการเลือกตั้งปี 2500” ซึ่งก็คือภาพเปรียบเทียบที่“อาจารย์พิชาย”หมายถึง“การเลือกตั้งสกปรก”สมัย“จอมพล ป. พิบูลสงคราม” ที่พรรคเสรีมนังคศิลาของจอมพล ป. ชนะการเลือกตั้งด้วยการโกงการเลือกตั้ง โดยได้พูดขยายความเป็นการต่อเนื่องลงในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการ“ขอนับคะแนนใหม่”ของพรรคส้มและ“ด้อมส้ม”ว่า
“ขอให้นับคะแนนใหม่ไม่ใช่เพราะเขาแพ้ ไม่ใช่เพราะเขาไม่ยอมรับผล แต่เพราะสิ่งที่เขาเห็น มันไม่ปกติ ตัวเลขที่ไม่ตรงกันขั้นตอนที่คลุมเครือ คำอธิบายที่ไม่มีคำอธิบาย และไม่ได้มีแค่สองจังหวัด ยังมีปทุมธานี พิจิตร ขอนแก่น อุบลฯ รวมถึงอีกหลายพื้นที่ ต่างมีเรื่องเล่าคล้ายกันอย่างน่าประหลาด นี่คือกระบวนการเลือกตั้งที่ประชาชนควรไว้วางใจได้จริงหรือไม่”
จะอะไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ คือความผิดพลาดบกพร่องอันใหญ่หลวงของ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรที่จะต้องจัดการการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม แต่ความผิดพลาดของ กกต.ในยุคนี้กลับ“ผิดพลาดซ้ำซาก”อยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นองค์กรอิสระที่ขาดความน่าเชื่อถือและไม่น่าไว้วางใจ ทั้งที่เป็นองค์กรอิสระที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่สดุดีกันว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด และปัญหาที่เกิดจาก กกต.นี้ จะแก้ไขให้ตรงจุดได้ก็ด้วยการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิรวบรวมรายชื่อยื่นถอดถอนคณะกรรมการ กกต.ได้สะดวกรวดเร็ว โดยไม่ต้องผ่าน ป.ป.ช.ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 235 ของรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
บรรทัดนี้ ขอประณามเป็นการทิ้งท้าย “ด้อมส้ม”ที่ชื่อ“พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต” ที่กล่าวหาอย่างพล่อยๆ จากการโพสต์ลงในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์นี้ ว่า“แนวหน้า online” คือ
“สื่อขวาจัดแห่งยุคสมัย” โดยระบุว่า
“สื่อขวาจัดพวกนี้ทำหน้าที่ไม่ต่างจากเครื่องขยายเสียงให้พรรคการเมืองบ้านใหญ่ ทั้งบ้านสีน้ำเงิน ทั้งเครือข่ายทุนเทาอมเขียว พวกเขาพูดถึง “ชัยชนะ” ด้วยถ้อยคำหรูหรา ราวกับเป็นผลจากกระแสนิยมบริสุทธิ์ ราวกับประชาชนเทคะแนนด้วยศรัทธาเพียงอย่างเดียว แต่กลับเงียบงันต่อคำถามที่ดังอยู่ทั่วประเทศ เงินสะพัดก่อนวันเลือกตั้ง เครือข่ายหัวคะแนนที่ทำงานอย่างเป็นระบบ หีบบัตรที่เคลื่อนย้ายโดยไร้ความโปร่งใส กระบวนการที่ควรถูกตรวจสอบอย่างละเอียด”
และอีกหนึ่งย่อหน้าที่ “ด้อมส้มตัวพ่อ”นามว่า“พิชาย รัตนดิลกณ ภูเก็ต” แสดงอาการกราดเกรี้ยว “พวกเขาไม่เห็น หรือเลือกจะไม่เห็น คำว่า“ได้รับความนิยม” ถูกใช้เป็นผ้าคลุม ปกปิดโครงสร้างอุปถัมภ์ ปกปิดอำนาจท้องถิ่นที่ผูกขาด ปกปิดทุนสีเทาที่แทรกซึมเข้าสู่สนามการเมือง นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาของพรรคการเมือง แต่มันคือปัญหาของวัฒนธรรมสื่อ เมื่อผู้ทำหน้าที่เฝ้าประตูประชาธิปไตย กลายเป็นผู้เฝ้าประตูให้กับอำนาจ ประชาธิปไตยไม่ล่มสลายเพราะรถถังเท่านั้น มันล่มสลายได้จากการทำให้ “ความผิดปกติ”กลายเป็น “เรื่องปกติ” ชัยชนะที่แท้จริงต้องผ่านการตรวจสอบ ต้องยืนอยู่บนความโปร่งใส ต้องกล้าเผชิญข้อสงสัย หากสื่อยังเลือกสวมบทนักเชียร์ มากกว่านักสืบสวน คำว่า “เสียงประชาชน”ก็จะถูกลดทอนเหลือเพียงเสียงปรบมือให้ผู้มีอำนาจ และวันหนึ่งเมื่อความจริงปรากฏชัด ประวัติศาสตร์จะจดจำไม่เพียงผู้ซื้อเสียง แต่จะจดจำผู้ที่ช่วยทำให้การซื้อเสียงดูเหมือนชัยชนะอันสง่างามด้วย”
การแสดงออกด้วยการกล่าวหาอย่างไร้วุฒิภาวะของ“อาจารย์พิชาย” ซึ่งถ้าหากมีการฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทก็มีแต่แพ้กับแพ้สถานเดียวนี่กระมัง ที่เรียกว่า“อารมณ์งอแงในเด็ก” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม รับสมัครกำลังพลสำรอง ประจำปี 2569 จำนวน 12 อัตรา
ไอลอว์ แฉยับ!!! ถังขยะในเขตเลือกตั้ง 1 ชลบุรี ลั่นพยานบุคคลพร้อมให้การ กกต.
แฟนทั่วโลกเศร้า เจมส์ แวน เดอร์ บีค จากไปหลังต่อสู้กับมะเร็ง ในวัย 48 ปี
ทัพเรือฮึ่ม!!! ไล่ตะเพิด 30 เรือประมงต่างชาติรุกน่านน้ำไทย
นายกฯ ร่วมงานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี