วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
การเลือกตั้งเมื่อปี 2566 กกต.ใช้เวลา 35 วันหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ได้ประกาศรับรอง สส.ครบ 500 คน ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อจาก 67 พรรคการเมืองที่ส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้ง ในวันที่ 19 มิถุนายน 2566
โดยแขวนเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากล 365 เรื่อง ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง การหาเสียงหลอกลวงใส่ร้าย และเรื่องเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เป็นต้น ซึ่งเรื่องร้องเรียนทั้งหมดนี้ กกต.จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับตั้งแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ กกต.อ้างถึงสาเหตุที่ต้องแขวนเรื่องร้องเรียนไว้ก่อน เพราะด้วยกระบวนการและวิธีพิจารณาเรื่องสืบสวน อาจจะไม่แล้วเสร็จทันภายใน 60 วันหลังวันเลือกตั้ง โดยที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า ให้ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อว่า ผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจํานวนไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบห้าของเขตเลือกตั้งทั้งหมด แต่ต้องไม่ช้ากว่า 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง
สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ผ่านมา 11 วันหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปรากฏว่ายังอีนุงตุงนังแบบฝุ่นตลบ และมีปัญหาใหญ่หลวงซึ่งต่างจากปี 2566 ด้วยเหตุที่ครั้งนี้ กกต.เป็น“เป้าใหญ่”ของการร้องเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้กลายเป็นจำเลยของนักการเมืองพรรคส้ม และ“ด้อมส้ม”ที่แพ้แล้วยังไม่ย้อมแพ้
จากปัญหาเรื่อง“บัตรเขย่ง”ในตอนต้น ก็บานปลายมาเป็นเรื่อง“บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด”ที่บัตรเลือกตั้ง ซึ่ง“ด้อมส้ม”ทั้งองค์กรนักศึกษาและแกนนำ“ม็อบสามนิ้ว”หน้าเดิมๆ ที่เคยเคลื่อนไหวในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เวลานี้จากการเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ก็เพิ่มเพดานถึงขั้นเสนอให้ กกต.จัดการเลือกตั้งใหม่
ที่น่าจับตาก็คือ “คณาจารย์-นักกฎหมาย-นักวิชาการ”กว่า 209 คน ทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิชาการอิสระ ทนายความ และภาคประชาสังคมที่ใครๆ ก็รู้ว่าเอียงกระเท่เร่อยู่ฝั่งพรรคส้ม ได้ร่วมลงชื่อเรียกร้องให้ กกต. ชี้แจงปัญหาเลือกตั้งที่เกิดขึ้น ซึ่งหัวขบวนที่คุ้นหน้าคุ้นตาและคุ้นชื่อก็คือ “สมชาย ปรีชาศิลปกุล”อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, “พวงทอง ภวัครพันธุ์” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ“ทัศนัย เศรษฐเสรี”อาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ข้อเรียกร้องจากการออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ของ“คณาจารย์-นักกฎหมาย-นักวิชาการ”กลุ่มนี้ โดยใช้คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นศูนย์บัญชาการในการประกาศแถลงการณ์ ให้ กกต. ต้องชี้แจง มีอยู่
4 ประเด็น คือ
1.ตั้งคำถามถึงการทำเครื่องหมาย“บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด”บนบัตรเลือกตั้ง สส. ว่าอาจกระทบหลักการลงคะแนนโดยลับ หากสามารถสืบย้อนถึงตัวผู้ใช้สิทธิได้ 2.กระบวนการนับคะแนนระดับหน่วย มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการนับคะแนนในบางหน่วย เช่น การนับระหว่างไฟดับ การขีดคะแนนบนเอกสารที่ซ้อนทับกัน และความคลาดเคลื่อนของตัวเลขคะแนน 3.การนับคะแนนภาพรวมระดับชาติ ชี้ว่าการรายงานผลหยุดอยู่ที่ 94 เปอร์เซ็นต์ แม้การนับระดับหน่วยเสร็จสิ้นแล้ว อีกทั้งพบความแตกต่างของจำนวนบัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ ทั้งที่ผู้มีสิทธิได้รับบัตร 2 ใบเท่ากัน และ 4.การรวบรวมและจัดเก็บหีบบัตร โดยได้ตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการเคลื่อนย้ายและจัดเก็บกล่องลงคะแนนในบางพื้นที่ที่อาจไม่เป็นไปตามระเบียบอย่างเคร่งครัด จนอาจก่อให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใส
ว่าไปแล้วการเคลื่อนไหวของ“คณาจารย์-นักกฎหมาย-นักวิชาการ”กลุ่มนี้ ก็เหมือนเป็นการส่งเสียงเพื่อประสานเสียงกับพรรคการเมืองส้ม ที่จะทำให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้“สกปรก”ไม่ต่างจากปี 2500 ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เพราะถึงแม้ กกต.จะออกมาตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงอย่างไรเกี่ยวกับปม“บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” ก็หาได้มีใครสนใจฟังหรือยอมรับไม่
และที่เห็นว่า “เป็นการส่งเสียงเพื่อประสานเสียงกับพรรคการเมืองส้ม”นั้น ก็เพราะถ้าบรรดา“คณาจารย์-นักกฎหมาย-นักวิชาการ”บรรดานี้ ต้องการจะเห็นความสุจริตและเที่ยงธรรมเกิดขึ้นจริง ในกระบวนการเลือกตั้งและการดำเนินงานทางการเมืองของพรรคการเมือง ก็ควรจะต้องเรียกร้องให้มีการตรวจสอบพรรคประชาชน กรณี“IO สเปกเตอร์ ซี” กับกรณี“Laser ID” ซึ่งในกรณีหลังนี้ เข้าข่ายว่าพรรคประชาชนอาจละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562
และทั้งหมดที่กล่าวมานั้น โดยเฉพาะเรื่องการประกาศรับรอง สส.ซึ่งนอกจากจะต้องรอผลการนับคะแนนใหม่ และออกเสียงลงคะแนนใหม่อีกหลายเขตเลือกตั้งทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้แล้ว ก็จะต้องฟังคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดด้วยว่าจะชี้ว่าการเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาซึ่งได้มีผู้ยื่นฟ้องนั้น “เป็นโมฆะ”หรือไม่ รวมทั้งการเอาผิดกับ กกต. ฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งด้วย
สุดท้ายแล้วรัฐบาล“มีรู-มีหนู”ซึ่งมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ และมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี หน้าตาจะเป็นอย่างไร พรรคกล้าธรรม ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะได้เข้าร่วมหรือไม่ ก็คงต้องฟังบรรดา“กูรู-กูรู้”ทั้งหลายวิเคราะห์ไปพลางก่อน
เพราะทุกเรื่องทุกกรณียังไม่มีอะไรแน่นอนทั้งสิ้น ต้องรอผลการประกาศรับรอง สส.อย่างเป็นทางการจาก กกต.เท่านั้น !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

พระราชินี เสด็จฯ ถึงอิตาลี เพื่อทอดพระเนตร แข่งขันฮอกกี้น้ำแข็ง ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว
ปิดฉากมหากาพย์ 8 ปี คิงส์เกต ถอนคำร้องอนุญาโตตุลาการ ไทยไม่ต้องจ่ายชดเชย
กกต.แจงปมร้อน ยอดบัตรเขย่ง กว่า 3.2 แสนใบ 390 เขตเลือกตั้ง ยันไม่เป็นความจริง
มท. คุมเข้มอาวุธปืนทั่วประเทศ เตือน ปชช.พกพาโดยไม่มีเหตุสมควร มีความผิดตามกฎหมาย
ด่วน อสส.ชี้ขาดสั่งฟ้อง บอสแซม บอสมิน คดี ดิ ไอคอน กรุ๊ป ฉ้อโกงประชาชน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี