วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569
พรรคประชาชนนั้นตกอยู่ในสภาพ“เคราะห์ซ้ำกรรมซัด” ซึ่ง“สายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง”ที่บรรดานักการเมืองพรรคส้มใช้เป็นคีย์เวิร์ดเพื่อส่งเสริมการขายในการหาคะแนน อันเป็นสำนวนที่ลอกจำมาจากสำนวนในวรรณกรรมก้าวหน้านั้น นอกจากจะไม่สามารถเปลี่ยนแปรเป็นพายุเพื่อนำไปสู่การ“เปลี่ยน”ดังแคมเปญหาเสียง โดยถูกพรรคภูมิใจไทยกวาด สส.เข้ามาได้เป็นอันดับหนึ่งอย่างถล่มทลายแล้ว ชะตากรรมทางการเมืองของผู้นำพรรคและ สส.ระดับหัวขบวนของพรรคประชาชนที่ได้รับเลือกตั้งคราวนี้ก็ยังแขวนอยู่บนเส้นด้ายอีกด้วย
เพราะเวลานี้“สายลมแห่งกรรม”ที่นักการเมืองพรรรคส้มได้ก่อไว้ได้พัดผ่านเข้ามาประชิดติดตัว จากกรณี“อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล” ที่ได้ร่วมกันลงชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ว่า“เป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” อันเป็นเหตุให้พรรคก้าวไกลถูกยุบพรรคเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567
ทั้งนี้ จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ซึ่งนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความอิสระ เป็นผู้ร้องนั้น ถือเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐทุกองค์กร นายธีรยุทธจึงได้ขยายผลต่อด้วยการร้องต่อ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 เพื่อขอให้ ป.ป.ช.ไต่สวนและดำเนินคดีกับอดีต สส.ก้าวไกล 44 คนดังกล่าว ฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง ฯ
และในที่สุดจากการประชุม คณะกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์วานนี้ ที่ประชุม ป.ป.ช.ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ส่งเรื่องและความเห็นต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน กระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงภายในสามสิบวัน ด้วยพิจารณาเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกร้อง เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังได้นำเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าวมากำหนดไว้เป็นนโยบายในการหาเสียง
นอกจากนั้น จากการแถลงของนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช.ภายหลังจากประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังชี้ด้วยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังมีความเห็นด้วยว่า ข้อเท็จจริงไม่อาจแบ่งแยกหรือชี้แจงการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนได้ว่ามิได้ร่วมกันดำเนินการเสนอญัตติ โดยมิได้มีเจตนาร่วมกันแต่อย่างใด และผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายไม่ได้มีการชี้แจงให้เห็นถึงการกระทำที่แบ่งแยกโดยชัดเจนว่าต่างคนต่างกระทำในการเสนอญัตติ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน จึงเป็นการดำเนินการโดยมีเจตนาร่วมกัน ตามแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ลงวันที่ 31 มกราคม 2567
นายสุรพงษ์ อินทรถาวร ระบุว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาตามที่ผู้ถูกล่าวหาทั้ง 44 คน เสนอ และพฤติกรรมต่างๆ ประกอบแล้ว มีความเห็นว่า แม้ว่าสิทธิในการเสนอแก้ไขกฎหมายจะเป็นสิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าชื่อกันในการเสนอกฎหมายได้ก็ตาม แต่จำต้องพิจารณาเนื้อหาของร่างที่เสนอว่ามีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือมีเนื้อหาที่ไม่สมควรหรือไม่ประการใด
สำหรับผู้ถูกกล่าวหา 44 คน ประกอบด้วย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์, นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์, นายธีรัจชัย พันธุมาศ, นายสมชาย ฝั่งชลจิตร, นายทวีศักดิ์ ทักษิณ, นายปริญญา คีรีรัตน์, นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี, นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์, นายปดิพัทธ์ สันติภาดาา, พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ, นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์,นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล, นายสุรวาท ทองบุ, นายศักดินัย นุ่มหนู, นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์, นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์, พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์, นายวาโย อัศวรุ่งเรือง, นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร, นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์, นายรังสิมันต์ โรม, นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, นางสาววรรณวิภา ไม้สน, นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร, นายวรภพ วิริยะโรจน์, นายจรัส คุ้มไข่น้ำ, นายองค์การ ชัยบุตร, นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล, นายวุฒินันท์ บุญชู, นายทองแดง เบ็ญจะปัก, นายคำพอง เทพาคำ, นายณัฐวุฒิ บัวประทุม, นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, นายนิติพล ผิวเหมาะ, นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน, นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล, นางสาวเบญจา แสงจันทร์, นางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา, นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์, นายมานพ คีรีภูวดล, นายอภิชาต ศิริสุนทร และนายสุเทพ อู่อ้น
สรุปแล้ว เรื่องนี้ไม่ว่าช้าหรือเร็ว ก็ล้วนมีผลที่จะต้องลงเอย และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ถือเป็นที่สุด ไม่มีองค์กรไหนสามารถเห็นเป็นอื่นได้ ขอยกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 มาทวนความจำจากสามย่อหน้าถัดจากนี้
1.“การที่ผู้ถูกร้องที่ 1 (พิธา ลิ้มเจริญรัตน์-หัวพรรคก้าวไกล) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัด พรรคผู้ถูกร้องที่ 2 (พรรคก้าวไกล) รวม 44 คน เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาฉบับที่ พ.ศ... แก้ไขความผิดเกี่ยวกับหมิ่นประมาท ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2564 เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มีเนื้อหาให้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 จากเดิม..เพื่อลดสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นนโยบายพรรคในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้นโยบายพรรคการเมืองโดยนำสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาเพื่อหวังผลคะแนนเสียงทางการเมือง และประโยชน์ในการชนะการเลือกตั้ง”
2. “มุ่งหมายให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะคู่ขัดแย้งกับประชาชน ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องเข้าไปเป็นฝักฝ่ายต่อสู้แข่งขัน รณรงค์ทางการเมือง อันอาจนำมาซึ่งการโจมตี ติเตียน โดยไม่คำนึงถึงหลักการพื้นฐานสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีหลักสำคัญว่า พระมหากษัตริย์ต้องดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง และความเป็นกลางทางการเมือง”
3.“การที่ผู้ถูกร้องทั้งสอง (พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และสส.พรรคก้าวไกล) เสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายพรรคในการหาเสียงเลือกตั้งดังกล่าว มีเจตนาเซาะกร่อน บ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเหตุให้ชำรุด ทรุดโทรม เสื่อมทราม หรืออ่อนแอลง นำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด”
อดีต สส.ก้าวไกล 44 คน ที่ตกอยู่ในบ่วงกรรมนี้นั้น มี 8 คนที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี ฐานกระทำการจงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง พร้อมกับการที่พรรคก้าวไกลถูกสั่งยุบพรรคในวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ไปแล้ว นั่นก็คือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์, นางสาวเบญจา แสงจันทร์, นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล, นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์, นายสุเทพ อู่อ้น, นายอภิชาติ ศิริสุนทร, นายปดิพัทธ์ สันติภาดา และนายสมชาย ฝั่งชลจิตร
และขบวนสุดท้ายที่กำลังรอถูกชี้ชะตากรรมอยู่นี้มี 10 คน ซึ่งได้รับเลือกเป็น สส.ของพรรคประชาชนในครั้งนี้ นั่นก็คือ 1.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่หนึ่ง, 2.นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่สอง, 3.นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่แปด, 4.นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่สิบ, 5.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่สิบสาม, 6.นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่สิบสี่, 7. นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่สิบหก, 8. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ยี่สิบ และ 9.นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.33 และ 10.นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม.เขต 18
ส่วนอีก 4 คนที่สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง เนื่องจากไล่คะแนนลงไปไม่ถึง นั่นก็คือ นายวรภพ วิริยะโรจน์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 96, นายนิติพล ผิวเหมาะ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 97, นายคําพอง เทพาคํา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 98 และนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 99
จากนี้ไปก็คงต้องจับตาไปที่ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” วัย 46 ปี ซึ่งอยู่ในกลุ่ม“ชนชั้นนำของพรรคประชาชน” แคนดิเดตนายรัฐมนตรีคนที่สาม และ สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่สามของพรรคประชาชน ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาชนรุ่นที่สองรับไม้ต่อจาก“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

ทำเนียบฯลงตัว! อนุทิน จ่อตั้ง อรรถพล-เพิ่มพูน นั่งที่ปรึกษานายกฯ
บางจากแจงชัด! ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องคลังน้ำมันสุราษฎร์ฯ ที่เป็นข่าว ยันการรับจ่ายน้ำมันเป็นไปตามมาตรฐาน
ช่องจอมร้อน ทหารกัมพูชาเริ่มยั่วยุ ทัพบกเร่งเสริมกำลัง
ครม.นัดพิเศษ อาจมีหารือเรื่องวิกฤตน้ำมัน เหตุเรื่องเร่งด่วน พร้อมถกเตรียมแถลงนโยบาย
ปัตตานีระทึก พบวัตถุต้องสงสัยซ่อนไว้ในแท่งแบริเออข้างถนน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี