วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569
ข่าวศาลสูงสหรัฐฯวินิจฉัยยกเลิกภาษีศุลกากรทั่วโลกของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โดยศาลชี้ว่าเกินอำนาจฝ่ายบริหารออกมาสู่สาธารณะพร้อมๆ กับภาพข่าว ฮุน มาเนต ยืนคอตก ไม่มีใครสนใจระหว่างเตรียมถ่ายภาพหมู่ผู้นำลงนามเป็นภาคี“คณะกรรมการสันติภาพ” (Board Of Peace) ในวอชิงตัน
ภาพข่าวที่ออกมาบ่งชี้ว่า ประธานาธิบดี ทรัมป์ กับ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาล้มเหลวในการนำนโยบายคิดเองเออเองมาใช้ในทางปฏิบัติเหมือนกัน
หลายฝ่ายอาจสงสัยว่า ยกระดับ ฮุน มาเนต ผู้นำรัฐสแกมเมอร์ หรือหลอกลวงทางไซเบอร์แห่งกัมพูชาเป็นผู้นำล้มเหลว เหมือนประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกา หนึ่งในมหาอำนาจโลกได้อย่างไร ก็อธิบายง่ายๆ ได้ว่าในบริบทความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ผู้นำสองคนนี้ล้มเหลว จากการปฏิบัติตามนโยบายเอาแต่ใจเอาแต่ได้เหมือนกัน
สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนถึงความล้มเหลวเหมือนกันคือ ผู้นำกัมพูชาคิดผิดที่เปิดฉากปะทะกับกองทัพไทยรอบแรกเมื่อวันที่ 24 ถึง 28 กรกฎาคม 2568 เพราะเมื่อกองทัพกัมพูชาเพลี่ยงพล้ำใกล้ล่มสลาย ฮุน มาเนตสมคบกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานหมุนเวียนอาเซียน ร้องขอให้ประธานาธิบดี ทรัมป์ ใช้มาตรการภาษีข่มขู่กดดันไทยให้หยุดยิง
ประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งล้มเหลวในการทำให้การสู้รบในประเทศยูเครน ในกาซา และอูกานดา ยุติ ตามที่ประกาศไว้ ตอนหาเสียงเขาพูดว่า สามารถทำให้สงครามในยูเครน สงครามในกาซายุติได้ภายใน 24 ชั่วโมง แต่เมื่อ ฮุน มาเนต สมคบกับนายอันวาร์ แสร้งยกหูชูหางว่า ทรัมป์ เป็นผู้นำแห่งสันติภาพโลก ที่สมควรได้รับรางวัลโนเบล หากทรัมป์มาเป็นสักขีพยานในพิธีลงปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา
ปธน.ทรัมป์ หูเบาชอบคำเยินยอก็บินปร๋อมาเต้นรำตามเสียงปี่เสียงกลองของมาเลเซีย ก่อนเป็นสักขีพยานร่วมลงนามปฏิญญาแสวงหาแนวทางสันติภาพเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 และ การลงนามครั้งนั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะไทยจำใจลงนามตามคำขู่ขึ้นภาษีศุลกากรฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ
และเมื่อไทย-กัมพูชาปะทะกันรอบใหม่วันที่ 7 ถึง 27 ธันวาคม 2568 กองทัพกัมพูชาก็ล่มสลาย กองทัพไทยยึดดินแดนที่กัมพูชารุกล้ำนานกว่า 40 ปี คืนมาได้ ฮุน มาเนต จึงต้องบินไปวอชิงตัน เพื่อขอร้องให้ทรัมป์กดดันประเทศไทยโดยแลกกับกัมพูชาเข้าเป็นภาคี คณะกรรมการสันติภาพ ที่ทรัมป์ตั้งขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการฉนวนกาซา หลังจากหยุดยิงอย่างเป็นทางการ
ทรัมป์ฉวยโอกาสการหยุดยิงในกาซาก่อตั้ง “คณะกรรมการสันติภาพ” ขึ้นมาทำงานคู่ขนานกับงานของสหประชาชาติที่เลวร้าย คือ ทรัมป์ สมคบกับอิสราเอลยึดครองฉนวนกาซา แทนปฏิญญาสองรัฐของสหประชาชาติที่ต้องการให้ปาเลสไตน์กับอิสราเอลต่างเป็นรัฐอิสระ
คณะกรรมการสันติภาพ จึงถือเป็นหนึ่งในความล้มเหลวของทรัมป์ ที่มีเพียงไม่กี่ประเทศเป็นภาคี หนึ่งในนั้นคือ กัมพูชา ที่ ฮุน มาเนต ไปยืนคอตกไม่มีใครให้ความสนใจ ในขณะที่ผู้นำกลุ่มประเทศ จะเป็นภาคีสุมหัวคุยกันเป็นการเป็นงาน
การเดินสายให้ชาวโลกกดดันไทยของ ฮุน มาเนตจึงผิดที่ผิดเวลา เนื่องจากนายกรัฐมนตรีกัมพูชาอยู่ในอเมริกาในวันที่ศาลสูงสหรัฐตัดสินว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการขึ้นภาษีทั่วโลกตามอำเภอใจ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน ศาลสูงสหรัฐมีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ (20 มกราคม) ให้ยกเลิกมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรในวงกว้างของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โดยศาลเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต และมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก
คำพิพากษา 6 ต่อ 3 เสียง ซึ่งเขียนคำวินิจฉัยโดยประธานศาลฎีกา จอห์น โรเบิร์ตส์ เห็นพ้องกับคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่า การที่ทรัมป์ ใช้อำนาจตามกฎหมายปี 1977 หรือกฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) เพื่อกำหนดภาษีนำเข้า เป็นการตีความที่ล้ำเส้นอำนาจของสภาคองเกรส
ศาลระบุว่า การตีความของรัฐบาลทรัมป์ที่ว่า IEEPA ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีศุลกากรนั้น ขัดต่อหลักการ “คำถามสำคัญ” (major questions doctrine) ซึ่งกำหนดให้การดำเนินการของฝ่ายบริหารที่มีนัยสำคัญทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างกว้างขวาง ต้องได้รับการให้อำนาจอย่างชัดแจ้งจากสภาคองเกรส ผู้พิพากษาโรเบิร์ตส์เขียนว่าประธานาธิบดีต้อง“ชี้ให้เห็นถึงการให้อำนาจจากสภาคองเกรสอย่างชัดเจน” เพื่อรองรับการใช้อำนาจพิเศษดังกล่าว และกรณีนี้ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขนั้น
รัฐธรรมนูญสหรัฐให้อำนาจในการจัดเก็บภาษีและกำหนดภาษีศุลกากรแก่สภาคองเกรส ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้อาศัย IEEPA เพื่อกำหนดภาษีกับเกือบทุกประเทศคู่ค้าโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของสภาคองเกรส ทั้งนี้ ภาษีบางส่วนยังถูกกำหนดภายใต้กฎหมายฉบับอื่น ซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตคดีนี้ และคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของรายได้จากภาษีที่ทรัมป์จัดเก็บ
ทรัมป์ เป็นคนเอาแต่ใจวู่วาม กล่าวโจมตีผู้พิพากษาที่โหวตต้านเขาหกคนว่า เป็นพวก “ไม่จงรักภักดี” และอยู่ภายใต้อิทธิพลจาก “ผลประโยชน์ของต่างชาติ” ทั้งยังโจมตีผู้พิพากษากลุ่มนี้ว่าเป็นลูกน้องของฝั่งเดโมแครต ที่ไม่รักชาติ ไม่ภักดีต่อรัฐธรรมนูญ
ประเด็น คือ ผู้พิพากษา สามในหกคนที่โหวตค้านทรัมป์ ได้รับการแต่งตั้งโดยฝ่ายรีพับลิกันคนหนึ่ง ได้รับการแต่งตั้งโดย จอร์จ ดับเบิลยู. บุชอีกสอง ได้รับการแต่งตั้งโดยทรัมป์ แต่ขนาดผู้พิพากษาที่ได้รับการแต่งตั้งจากรีพับลิกัน ยังมองว่าการกระทำของทรัมป์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทรัมป์ ก็ด่าผู้พิพากษาสามคนนี้ด้วยว่า เป็น “รีพับลิกันเทียม” และยังแถลงว่า จริงๆ ก็กะอยู่แล้วว่า ศาลน่าจะตัดสินแบบนี้ แต่ได้เตรียมการไว้แล้ว โดยจะใช้กฎหมายมาตราอื่น ในการเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศต่างๆ แทน
สรุปว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ ล้มเหลวตั้งแต่วันแรกประกาศสงครามการค้า ขู่ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากทั่วโลกตามความพอใจ แต่คำประกาศของเขาเป็นหมัน เมื่อถูกต่อต้านจากภายในประเทศและทั่วโลกทำให้ทรัมป์ต้องขยายเวลาชะลอเก็บภาษีนำเข้าจาก60 วัน เป็น 90 วัน เปิดโอกาสให้ประเทศคู่ค้าเราเร่งรีบส่งสินค้าเข้าสหรัฐในห้วงเวลาชะลอขึ้นภาษี
ที่เลวร้ายกว่านั้นสหรัฐถูกคู่ค้ายักษ์ใหญ่ เช่นประเทศจีนขึ้นภาษีนำเข้าเท่ากับที่สหรัฐกำหนด นอกจากนั้นจีนยกเลิกซื้อเครื่องบินโดยสารบริษัทโบอิ้งในสหรัฐที่ทำสัญญาไว้ล่วงหน้า 560 ลำ ยกเลิกซื้อเนื้อหมูและสินค้าเกษตรทั้งหมดจากอเมริกา ที่เจ็บแสบกว่าคือจีนห้ามส่งแร่หายากขายให้บริษัทในสหรัฐอเมริกา และความล้มเหลวครั้งใหญ่ คือ ถูกศาลฎีกาพิจารณาว่า ทรัมป์ ใช้อำนาจเกินขอบเขตขึ้นภาษีศุลกากรตามอำเภอใจ ถือเป็นการปิดฝาโลงสงครามการค้าซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของ ทรัมป์
นี่ยังไม่นับรวมความล้มเหลวที่เขาอ้างว่าสร้างสันติภาพแล้วแปดประเทศ แต่กลับไปรุกรานปล้นน้ำมันยึดครองเวเนซุเอลา ขู่ยึดกรีนแลนด์ ขู่ยึดแคนาดาขู่บุกถล่มอิหร่าน และจัดการบริหารกาซา แทนปฏิญญาสองรัฐของสหประชาชาติ
ความล้มเหลวของทรัมป์ จึงไม่ต่างกับ ฮุน มาเนตที่พ่ายแพ้รัฐบาลและกองทัพไทยทั้งในสนามรบและเวทีการทูตทั่วโลก ทางการทูตกัมพูชาแพ้ทางประเทศไทยตั้งแต่ ฟิลิปปินส์เป็นประธานหมุนเวียนอาเซียนต่อจากประเทศมาเลเซีย
ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในเมืองเซบู ที่รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์เป็นประธาน นายปรัก สุคนรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา เร่แจกแถลงการณ์ ประณามประเทศไทยรุกรานยึดดินแดนกัมพูชาเป็นเหตุให้ชาวกัมพูชานับแสนคนต้องพลัดถิ่น นายปรัก สุคน พยายามล็อบบี้ให้นำวาระไทยรุนรานเข้าถกในที่ประชุม
ปรากฏว่าตลอดเวลาสองวันของการประชุม รมต. ต่างประเทศอาเซียน 10 ประเทศ เน้นถกประเด็นความขัดแย้งทะเลจีนใต้และการเลือกตั้งในสหภาพพม่า ประเด็นไทยรุกรานกัมพูชาไม่มีใครลุกขึ้นพูดแม้แต่คำเดียว
นั่นคือความล้มเหลวของกัมพูชาในเวทีอาเซียน วันนี้ ฮุน มาเนต นำประเด็นไทยรุกรานกัมพูชาขึ้นเวทีโลก ไปเรียกร้องสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และที่ประชุมมนตรีสิทธิมนุษยชนในกรุงเจนีวา กล่าวหาใส่ร้ายประเทศไทย ในเวลาเดียวกัน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วรัฐมนตรีการต่างประเทศของไทย ผู้มากประสบการณ์ และเชี่ยวชาญเวทีโลกมากกว่า ตามประกบ ฮุน มาเนต
ทุกความเคลื่อนไหวพร้อมพยานหลักฐานแน่นหนา ที่สามารถฉีกหน้าฮุน มาเนต ผู้ปลิ้นปล้อนตลบตะแลงทุกเวที
จึงสรุปว่าวันนี้ประธานาธิบดี ทรัมป์ ผู้ยิ่งใหญ่ในเวทีโลก กับ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีฝึกงานจากกัมพูชา ประสบความล้มเหลวพอๆ กัน
สุทิน วรรณบวร

สมเด็จครู :นายช่างใหญ่กรุงสยาม
'THE IDOL NEXT GEN THAILAND 2026'เฟ้นหาสุดยอดไอดอลเลือดใหม่เตรียมโกอินเตอร์สู่เวทีระดับโลก
INK - JEFF SATURE - 4EVE ชวนสัมผัสประสบการณ์เล่นน้ำสุดเดือด! 'พัทยา สงกรานต์ วันไหล 2026'
ไฟไหม้อาคารจอดรถ BYD ในเซินเจิ้น โชคดีไร้ผู้บาดเจ็บ
กองทัพเรือยืนยัน 'ข่าวปลอม' กรณีอ้างไทยเปิดทางส่งของไปกัมพูชา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี