วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569
พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย สลัดเครื่องแบบทหารใส่ชุดพลเรือนได้รับเลือกจากรัฐสภาพม่าเป็นประธานาธิบดีจากการเลือกตั้ง เมื่อวันศุกร์ที่ 3 มีนาคม 2569
อ่อง ลิน ดาเว ประธานรัฐสภาประกาศ ว่า อูมิน อ่อง หล่าย ได้รับเสียงสนับสนุน 428 เสียงจากสมาชิกรัฐสภา 584 คน เกินครึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา “เป็นอันว่า อูมิน อ่อง หล่าย ได้รับเลือกจากรัฐสภาเมียนมาเป็นประธานาธิบดี” ประธานรัฐสภากล่าว
ประธานรัฐสภาใช้สรรพนาม อูมิน อ่อง หล่าย เนื่องจากรัฐธรรมนูญพม่า พ.ศ. 2551 ห้ามไม่ให้นายทหารและข้าราชการประจำเป็นประธานาธิบดี นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญพม่ายังห้ามไม่ให้ผู้มีคู่สมรสหรือมีบุตรธิดาต่างชาติเป็นประธานาธิบดี
ถึงแม้ถอดเครื่องแบบทหาร มิน อ่อง หล่ายในฐานะประธานาธิบดีพลเรือน ยังมีอิทธิพลบารมีในกองทัพและรัฐบาลพลเรือน เนื่องจากในขณะที่ยังเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติเขาใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์จัดตั้ง “สภาที่ปรึกษาแห่งรัฐ” และแต่งตั้งตัวเองเป็นประธาน
อูห์ลา ฉ่วย สส. จากพรรคสหสามัคคีและการพัฒนาแห่งชาติ (ยูเอสดีพี) ผู้เสนอชื่อ มิน อ่อง หล่ายเป็นประธานาธิบดีกล่าวว่า “พรรคเราเสนอชื่อบุคคลมีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด เชื่อว่าในฐานะประธานาธิบดีเขาสามารถนำความสามัคคีมาสู่คนในชาติ..ห้าปีที่ผ่านมาเขาได้พัฒนาประเทศก้าวหน้าแบบจับต้องได้มาแล้ว”อูห์ลา ฉ่วย กล่าว
ยูเอสดีพีเป็นพรรคโปรทหารที่ชนะเลือกตั้งกว่า 80% จากการเลือกที่แบ่งเป็นสามภูมิภาค และจัดการเลือกตั้งสามรอบระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ถึง 25 มกราคม 2569 พรรคยูเอสดีพีชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ และเสนอมิน อ่อง หล่ายเป็นประธานาธิบดี ที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ถึงแม้อยู่ในชุดพลเรือน มิน อ่อง หล่าย ยังมีอิทธิพลบารมีเหนือรัฐสภา และกองทัพพม่า
วันที่ 30 มีนาคม ก่อนสลัดเครื่องแบบทหารเพื่อรับตำแหน่งประธานาธิบดีมิน อ่อง หล่าย ได้แต่งตั้งพลเอกเย วิน อู ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรอง ลูกน้องผู้จงรักภักดีเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดควบผู้บัญชาการทหารบก
จึงพูดได้ว่า มิน อ่อง หล่าย ในฐานะประธานาธิบดีพลเรือน มีเสถียรภาพในประเทศและมีความชอบธรรมในเวทีนานาชาติ แม้ประเทศตะวันตกและอาเซียนยังไม่รับรองผลการเลือกตั้งพม่า ที่จัดการโดยรัฐบาลทหาร และพรรคเอ็นแอลดีที่ได้รับความนิยมสูงสุดในพม่าไม่ได้ร่วมสมัครรับเลือกตั้ง
พรรคเอ็นแอลดี ถูกคณะกรรมการเลือกตั้งพม่าสั่งยุบพรรคหลังจากอดีต สส. และ สมาชิกพรรคจำนวนมากร่วมกันจัดตั้งกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (พีดีเอฟ) เป็นกองกำลังติดอาวุธขึ้นมาต่อสู้กับกองทัพ หลังจากพลเอกมิน อ่อง หล่าย ยึดอำนาจและถูกคณะผู้บริหารแห่งรัฐขึ้นบัญชีดำ “พีดีเอฟ” เป็นกลุ่มผู้ก่อการร้าย
นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า มิน อ่อง หล่าย ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากจีน รัสเซีย อินเดีย และประเทศเพื่อนบ้านชายแดนติดกัน เช่น บังกลาเทศ สปป.ลาว และ ประเทศไทยต่างก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับมิน อ่อง หล่าย ตลอดมา จึงเชื่อว่าอีกไม่นานประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกับพม่าจะมีความสัมพันธ์เป็นปกติกับรัฐเมียนมา ที่มิน อ่อง หล่าย เป็นประธานาธิบดี
“พม่าจัดเลือกตั้งแบบพม่าๆ ตลอดมา เชื่อว่าไม่นานประเทศเพื่อนบ้านต้องฟื้นฟูความสัมพันธ์เป็นปกติกับพม่าเหมือนครั้งเลือกตั้งปี 2553” อู วิน โซนักข่าวชาวพม่ากล่าวกับแนวหน้า
การเลือกตั้งปี 2553 พรรคเอ็นแอลดีของนางอองซาน ซู จี บอยคอตต์ไม่ลงรับสมัครเลือกตั้ง เป็นเหตุให้พรรคยูเอสดีพี ชนะเลือกตั้งแลนด์สไลด์เหมือนการเลือกตั้งครั้งนี้ และตอนนั้นพลเอกเต็ง เส่ง ก็ถอดเครื่องแบบทหารรับตำแหน่งประธานาธิบดี ที่ตะวันตกและอาเซียนไม่รับรองพม่าเหมือนการเลือกตั้งปลายปี 2568 และ ต้นปี 2569
“พม่า มีวิถีการเมืองไม่เหมือนใครเลือกตั้งปี 2553 กกต.พม่าเว้นว่างไว้ 45 เขตเลือกตั้งเพื่อให้ออง ซาน ซู จี นำพรรคเอ็นแอลดี ลงเลือกตั้งซ่อมภายหลัง และในปี 2555 เมื่อ ออง ซาน ซู จี ชนะเลือกตั้งซ่อม 45 ที่นั่งเข้าสภา นานาชาติก็รับรองรัฐบาลประธานาธิบดี เต็ง เส่ง และชื่นชม เต็ง เส่ง เป็นรัฐบาลปฏิรูปและเปิดประเทศพม่าสู่สากล” อู วิน โซ กล่าว
เขากล่าวด้วยว่า การเลือกตั้งครั้งล่าสุดก็เช่นกัน รัฐบาลทหารพม่าเหลือที่ว่างไว้ 87 ที่นั่ง จาก 664 ที่นั่งสองสภา ที่ยังไม่ได้เลือกตั้ง “เชื่อว่าพรรคเอ็นแอลดี จะลงเลือกตั้งซ่อม หลังจากมิน อ่อง หล่าย ตั้งรัฐบาลบริหารประเทศไประยะหนึ่ง”
แหล่งข่าวกล่าวว่า ออง ซาน ซู จี ได้รับการปล่อยตัวในเร็ววันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลการเจรจา“ซู จี คงสำนึกได้ว่าดื้อรั้นต่อไปก็เอาชนะกองทัพไม่ได้ ในภาวะที่ตะวันตกร่วงโรยตะวันออกรุ่งโรจน์” เขากล่าวและเสริมว่า ออง ซาน ซู จี เชื่อตะวันตกมากเกินไป สหภาพพม่าจึงมาถึงจุดนี้
“รัฐธรรมนูญพม่าให้อำนาจรัฐบาลพลเรือน 75% เธอจะเอา 100% นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญห้ามไม่ให้ผู้มีคู่สมรสต่างชาติเป็นประธานาธิบดี เธอเลี่ยงบาลีแต่งตั้งตัวเองเป็นประธานที่ปรึกษาแห่งรัฐ และมีอำนาจเหนือประธานาธิบดีนอมินี นี้เป็นเหตุให้ทหารปฏิวัติ” แหล่งข่าวกล่าว
เขากล่าวด้วยว่าหลังจาก พรรคเอ็นแอลดีชนะเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน 2563 มีข่าวลือว่า นางออง ซาน ซู จีติดต่อทหารชั้นพลเอกให้เป็นประธานาธิบดีนอมินีของพรรคเอ็นแอลดี เพื่อที่ดึงเสียงทหารมาเสริมให้มากกว่า 75% และมีเสียงสนับสนุนมากพอแก้รัฐธรรมนูญได้
รัฐธรรมนูญ ค.ศ.2008 ของพม่าให้สิทธิกองทัพเป็นสมาชิกรัฐสภา 25% โดยไม่ต้องลงสมัครเลือกตั้งและให้อำนาจกองทัพแต่งตั้งรัฐมนตรีกลาโหม รัฐมนตรีมหาดไทย และรัฐมนตรีกิจการชายแดน ที่สำคัญรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าแก้รัฐธรรมนูญ ค.ศ.2008 ได้ต้องมีเสียงสนับสนุนเกิน 75%
เช้ามืดวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 วันที่พรรคเอ็นแอลดีเตรียมแต่งตั้งทหารชั้นพลเอกขึ้นเป็นประธานาธิบดี แต่พลเอกมิน อ่อง หล่าย ประกาศยึดอำนาจสามชั่วโมงก่อนหน้าเปิดสภา กักบริเวณนางออง ซาน ซู จี ไว้ในบ้านพักรัฐบาล
พลเอกมิน อ่อง หล่าย จัดตั้ง“คณะผู้บริหารแห่งรัฐ”ขึ้นมาบริหารประเทศท่ามกลางการต่อต้านจากสหรัฐฯ ตะวันตกและอาเซียน วันที่ 20 เมษายน 2564 บรูไนซึ่งเป็นประธานหมุนเวียนอาเซียนเรียกประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนนัดพิเศษเพื่อถกปัญหาวิกฤตการเมืองในพม่า
พลเอกมิน อ่อง หล่าย เป็นหนึ่งในสิบผู้นำอาเซียนเข้าร่วมประชุมนัดพิเศษที่มีฉันทามติ 5 ข้อ ให้อาเซียนช่วยแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองในพม่า ฉันทามติข้อที่ 1 ให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรงในทันที และหันหน้าเข้าหากันแสวงหาสันติภาพด้วยการเจรจา..
วันที่ 25 เมษายน 2564 พลเอกมิน อ่อง หล่ายกลับจากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนนัดพิเศษในกรุงจาการ์ตา มาถึงกรุงเนปิดอว์ ก็ประกาศหยุดยิงทันทีจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2564
สิบวันหลังจากนั้น วันที่ 5 พฤษภาคม นางอองซาน ซู จี ประกาศปฏิวัติประชาชนทั่วประเทศ เรียกร้องให้ประชาชนทุกหมู่บ้าน ตำบล หยิบฉวยอาวุธที่หาได้ขึ้นมาต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่า
“นั่นคือความผิดพลาดของออง ซาน ซู จี ที่เลือกจับอาวุธขึ้นมาต่อสู้กับกองทัพที่ไม่มีวันชนะ” แหล่งข่าวกล่าวและเสริมว่า “เธอสมัครเลือกตั้งกี่ครั้งก็ชนะถล่มทลายได้เป็นรัฐบาล มีอำนาจบริหาร 75% แต่เธอเลือกใช้กำลังสู้กับกองทัพเพื่อให้อำนาจ 100% จึงพูดได้ว่า นั่นเป็นความผิดพลาดครั้งสุดท้ายในชีวิตการเมืองของเธอ..” แหล่งข่าวกล่าว
นักวิเคราะห์การเมืองกล่าวว่าหากออง ซาน ซู จีไม่ดื้อรั้น และคลั่งไคล้เสรีประชาธิปไตยแบบตะวันตกมากเกินไป ยอมรับเงื่อนไข มิน อ่อง หล่าย เธอจะได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระในไม่ช้า และพรรคเอ็นแอลดีก็จดทะเบียนใหม่ส่งนักการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งในที่ว่าง 87 ที่นั่งในสภาในเวลาอันเหมาะสม
“เมื่อถึงจุดนั้นพม่าก็มีรัฐบาลบริหารประเทศโดยชอบธรรมและนานาชาติรับรองมากขึ้น” แหล่งข่าวกล่าว
มิน อ่อง หล่าย ยังไม่แถลงนโยบายต่อสภา และสาธารณะ นักวิเคราะห์เชื่อว่าด้วยการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากจีน รัสเซีย และอินเดีย เชื่อว่ารัฐบาลมิน อ่อง หล่าย ประคับประคองสหภาพพม่าไปได้ ท่ามกลางวิกฤตพลังงานจากสงครามที่สหรัฐอเมริกา-อิสราเอลรุกรานโจมตีทำลายอิหร่าน และถูกตอบโต้จากเตหะรานอย่างรุนแรงสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพลังงานทั่วตะวันออกกลาง
อุปทานพลังงานก๊าซ/น้ำมันเกิดวิกฤต เมื่ออิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซเส้นทางขนส่งน้ำมัน 1 ใน 5 น้ำมันโลก จีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดจากอิหร่าน ได้รับสิทธิพิเศษจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน ให้ล่องเรือน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้
จีนกับรัสเซียสนับสนุนอิหร่านทางด้านอาวุธ/เทคโนโลยี และการทูต จีนกับรัสเซียจึงต้องประคับประคองรัฐบาลมิน อ่อง หล่าย ในเวลาเดียวกัน ป้องกันไม่ให้สหรัฐอเมริกาแทรกแซงพม่าเป็นรายต่อไป
“จีน กับ รัสเซีย รู้ว่าสหรัฐอยู่เบื้องหลังฝ่ายต่อต้านในพม่าโดยเฉพาะกลุ่ม“พีดีเอฟ” สองซูเปอร์พาวเวอร์ จึงต้องสนับสนุนรัฐบาลมิน อ่อง หล่าย ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง” แหล่งข่าวกล่าว และเสริมว่า ประเทศที่มีชายแดนติดกับพม่ารวมทั้งอินเดีย บังกลาเทศ สปป.ลาวและประเทศไทย อาจเลิกให้การสนับสนุน“พีดีเอฟ” ทั้งทางตรงและทางอ้อมหลังจาก มิน อ่อง หล่าย นำรัฐบาลพลเรือนบริหารประเทศเป็นทางการ
สรุปว่า มิน อ่อง หล่าย ในนามประธานาธิบดีพลเรือน จะนำพาสหภาพพม่าสู่ภาวะปกติ และเป็นที่ยอมรับของอาเซียนและนานาชาติในเวลาไม่ช้าไม่นาน
สุทิน วรรณบวร

ครม.สั่งปรับลดค่าการกลั่น-ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ขรก.WFH จ่อจำกัดเวลาเปิดปิดปั๊ม
นายกฯอนุทินให้คำมั่น พาประเทศพ้นวิกฤตพลังงาน เดินหน้าคนละครึ่ง-สินเชื่อเกษตรกร
ตะลึงทั้งงาน! โอปอล สุชาตา งามดั่งนางในตำนาน กลางงานพนมรุ้ง
ครม. ไฟเขียวนโยบาย 'อนุทิน 2' ชู 5 เสาหลักขับเคลื่อนไทย
ครม.นัดพิเศษ เคาะ 3 กุนซือ 'วันนอร์-เพิ่มพูน-อรรถพล' ตั้ง 'รัชดา' โฆษกรัฐบาลอนุทิน 2

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี