วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569
หลังเกิดวิกฤตมหาอุทกภัยน้ำท่วมอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และประชาชนกำลังประสบภัยพิบัติอย่างแสนสาหัส นักการเมืองน้อยใหญ่ ทั้งสส. อดีตสส.ก็ดาหน้ากันออกมาชี้ทางสว่างกันอย่างราวกับว่า เทพเทวาจากสรวงสวรรค์ได้อวตารลงมาเกิดบนพื้นพิภพ เป็นผู้รู้ กูรู ประเภท “รูกูรูมึง” จนน้ำลายได้เพิ่มมวลน้ำทำให้สถานการณ์น้ำท่วมเลวร้ายหนักยิ่งขึ้นไปอีก
ข้อเสนอแนะไม่ว่าจะฝ่ายไหน ก็ล้วนเป็นเรื่องที่ทางกองทัพและรัฐบาล โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นผู้อำนวยการบริหารสถานการณ์ตามพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นการบริหารทุกหน่วยงานในหน้างานอย่างบูรณาการที่กำลังทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอพยพคนออกจากพื้นที่ให้ได้มากที่สุด รวมทั้งการดูแลเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ ทั้งศูนย์พักพิง ข้าวปลาอาหาร น้ำ และยารักษาโรค
แต่ที่มาช้าแล้วยังเพ้อเจ้อ คือ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ที่อาจจะเพิ่งเงยหน้าขึ้นจากต้นฉบับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอันเปรียบเสมือน“กระดาษทิชชูเช็ดก้น”ของนักการเมือง จึงเสนอไอเดียกระฉูดตามสูตรสำเร็จของพรรคการเมืองส้มเน่าพรรคนี้ ด้วยข้อเสนอให้กวักมือเรียกต่างชาติเข้ามา“เผือก” ทั้งๆ ที่บ้านเรามีอยู่แล้วครบครัน-ว่า
“กระทรวงการต่างประเทศต้องยกหูหาประเทศอื่นๆ เพื่อเปิดทางและประสานให้เขาสามารถนำเอาทรัพยากรและอุปกรณ์เข้ามาช่วยเหลือคนในพื้นที่ อาจจะเริ่มต้นที่ประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ก็ได้ เพราะอาจจะมีบุคลากรจากประเทศเขาติดอยู่ในพื้นที่ด้วย ฉะนั้น พยายามที่จะประสานให้เขานำทรัพยากรและอุปกรณ์เข้ามาให้เร็วที่สุดเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ติดอยู่ในพื้นที่”
อย่างไรก็ดี จากการที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ“อนาคตท้องถิ่นไทย กับการเลือกตั้ง อบต.” ในงานเสวนาของสถาบันพระปกเกล้า “ปักหมุดเลือกตั้งอบต.’69 กับความคาดหวังของสังคมไทย” เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนเมื่อวานนี้ พูดตรงประเด็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และการป้องกันที่จะไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่อำเภอหาดใหญ่-ดังที่ได้ยกมา 2 ย่อหน้า ถัดจากนี้
“น้ำท่วมหาดใหญ่วันนี้มันแปลว่าอะไร แปลว่าส่วนหนึ่งต้องเกิดความผิดพลาดในท้องถิ่น แปลว่าเทศบาลนครหาดใหญ่ก็ดี อบต. รอบหาดใหญ่ เทศบาลรอบหาดใหญ่ ต้องเฟลอะไรบางอย่าง ปล่อยให้คลอง ร.1 ตื้นเขิน ปล่อยให้คนไปสร้างบ้านริมคลองขวางทางน้ำ ไม่มีการลงทุนใหม่ที่จะสร้างทางระบายน้ำเพิ่ม วันนี้คลอง ร.1 อยู่ถัดจากคลองอู่ตะเภาไปด้านหนึ่ง ด้านตะวันออกไม่มีทางระบายน้ำ เพราะฉะนั้น น้ำลงมาจากเขาคอหงส์ก็ลงมาในเมืองหาดใหญ่เต็มที่ ก็แปลว่าท้องถิ่นปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เทศบาลนครหาดใหญ่มีภาษีที่ได้จากรายได้ตัวเองมหาศาล แต่วันนี้นครหาดใหญ่จมน้ำ แล้วไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะพ้น ต้องอาศัย ส่วนกลางระดมพลลงไปช่วย แปลว่าการวางแผนของท้องถิ่นมีปัญหา การแก้ปัญหาของท้องถิ่นมีปัญหา”
“บทเรียนของนครหาดใหญ่จะเตือนพวกเราได้แล้วว่ามันจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำซากแบบนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมก็หวังว่าอนาคตการปกครองท้องถิ่นไทย อยู่ในมือของพวกท่านวันนี้ วันที่ 11 มกราคมก็จะมีการเลือกตั้ง อบต. แต่ว่า อบต.ทำคนเดียวไม่ได้ต้องร่วมมือกับเทศบาล อบจ. ในจังหวัด และจะไปร่วมมือกับภูมิภาค ผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งหมดนี้จะเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย”
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เวลานี้ทุกภาคส่วนรู้ดีแล้วว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้อำเภอหาดใหญ่ที่เป็น“ศูนย์กลางเศรษฐกิจการค้า”ของภาคใต้ตอนล่าง ต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมใหญ่มาแล้ว 3 ครั้ง โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 เป็นเพราะ“ปริมาณน้ำเข้า”มากกว่า“น้ำออก” นั่นก็คือ มวลน้ำหลากจากที่สูง และมีฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ต้นน้ำทางตอนบน รวมทั้งจากภูเขารอบข้าง จากอำเภอสะเดา อำเภอนาหม่อม และเขาคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ ทำให้น้ำปริมาณมหาศาลไหลบ่าลงมาตามคลองสายหลัก คือ คลองอู่ตะเภา และคลองสาขาต่างๆ ทำให้ไม่สามารถระบายน้ำออกได้ทัน
และด้วยเหตุดังนั้น เมื่ออำเภอหาดใหญ่มีสภาพเป็นแอ่งกระทะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ จึงกลายเป็นจุดรวมของน้ำจากทุกทิศทางก่อนจะระบายออกไปยังทะเลสาบสงขลา ประกอบกับประสิทธิภาพการระบายน้ำถึงขีดจำกัด เมื่อมวลน้ำมหาศาลไหลมารวมกัน ระบบระบายน้ำที่มีอยู่ ทั้งคลองธรรมชาติและคลองขุดใหม่ เช่น คลองระบายน้ำ ร.1 และ ร.5 ไม่สามารถระบายน้ำลงสู่ทะเลสาบสงขลาได้ทันเวลา ทำให้น้ำเอ่อล้นจากคลองเข้าท่วมเมืองหาดใหญ่ในทุกทิศทาง
ย้อนไปดูครั้งแรกเมื่อปี 2531 คลองอู่ตะเภารับน้ำไม่อยู่ สร้างความเสียหายแก่พื้นที่ประมาณ 250 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของพื้นที่ ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประเมินความเสียหายไว้มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 1 หมื่นล้านบาท, ครั้งที่สองในปี 2543 พื้นที่น้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ขยายวงกว้างออกไปเป็นกว่า 320 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมูลค่าความเสียหายพุ่งสูงขึ้นเป็น 1.6 หมื่นล้านบาท และยังส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิตถึง 30 ศพ
และครั้งที่สาม ปี 2553 มีน้ำหลากจากภูเขา และฝนตกหนักทั้งบนภูเขาและในตัวเมือง ทำให้ระบบรับน้ำทั้งหมดทำงานไม่ทัน ประตูระบายน้ำคลองอู่ตะเภา ซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักของเมือง ไม่สามารถระบายได้ทันกับปริมาณน้ำที่ไหลเข้ามา และมวลน้ำได้ไหลเข้าท่วมย่านเศรษฐกิจและต้องจมอยู่ใต้น้ำอยู่หลายวัน คือ ในพื้นที่ถนนเสน่หานุสรณ์, ตลาดกิมหยง,สถานีขนส่ง, โรงพยาบาล และสถานการศึกษาในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ประเมินความเสียหายไว้ 2 หมื่นล้านบาท และยังไม่นับรวมความสูญเสียโอกาสในการลงทุน และศักยภาพของเมืองหาดใหญ่ในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่างอีกด้วย
ครั้งนี้ในปี 2568 ซึ่งเป็นครั้งที่สี่ ถือว่าหนักหนาสาหัสที่สุด เรียกว่าเป็น“มหาอุทกภัย” มีฝนหนักสุดในรอบ 300 ปี ครอบคลุมแทบทุกพื้นที่ในอำเภอหาดใหญ่ ที่มีพื้นที่ทั้งหมด 852 ตารางกิโลเมตร ซึ่งแม้ว่าสถานการณ์ยังไม่ยุติ ก็พอจะประเมินความเสียหายได้ว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาน้ำท่วมในประเทศไทยที่นอกจากจะเป็นบทเรียนซ้ำซากแล้ว ก็ควรที่นักการเมือง ที่เข้าไปสู่อำนาจควรจะเห็นเรื่องนี้เป็นปัญหาสำคัญของประเทศในระดับต้นๆ และถ้าเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทในหลวง รัชกาลที่ 9 อย่างจริงจัง ทั้งการจัดสรรงบประมาณ ตลอดจนมีแผนงานทั้งระยะสั้นระยะยาวอย่างต่อเนื่อง แม้จะเลี่ยงปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นได้เพราะธรรมชาติเป็นเงื่อนไขหลัก เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตมรสุม มีฝนตก และปริมาณน้ำฝนสูง เกือบทุกภูมิภาค แต่ก็ยังสามารถบรรเทาปัญหาให้ผ่อนลงมาได้
จงไปดูกัน อย่าดีแต่พูดหรือแสดงปัญญาอวดเก่งอวดฉลาดกัน ซึ่งในหลวง รัชกาลที่ 9 พระราชทานทฤษฎีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามแนวทางการบริหารจัดการด้านน้ำท่วมล้น (Flood Management) ไว้ให้ลงมือปฏิบัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เช่นว่า การบริหารจัดการน้ำแบบแก้มลิง เพื่อหน่วงน้ำไว้ชั่วคราวและระบายออกในภายหลัง และการปรับปรุงสภาพลำน้ำให้สามารถระบายน้ำได้ดีขึ้น รวมถึงการก่อสร้างคันกั้นน้ำและทางผันน้ำ เป็นต้น
ดังนั้น สส. ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น หรือฝ่ายรัฐบาล จงจำใส่กะโหลก ว่าเงินหมื่นล้านที่จะไปแก้รัฐธรรมนูญเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งไม่ต่างกระดาษทิชชูเช็ดก้นเพื่อประโยชน์ของตนเองนั้น สามารถนำไปทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและประชาชนได้อย่างอเนกอนันต์
หากเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทในหลวงรัชกาลที่ 9 ปัญหาน้ำท่วมในภาคใต้ โดยเฉพาะที่หาดใหญ่ ก็จะไม่ใช่“วิกฤตมหาอุทกภัย”ดังที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ !
รุ่งเรือง ปรีชากุล


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี