วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569
ผ่านพ้นไปแล้วมหาอุทกภัยภาคใต้ โดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งถือว่าหนักหน่วง ปัญหาต่อไปคือการฟื้นฟูเยียวยาทั้งคนและเมืองให้กลับคืนสู่สภาพปกติสุขได้อย่างไรโดยไว
คนที่ทำงานลงมือปฏิบัติ ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ และจิตอาสา ก็ทำกันไปอย่างเงียบๆ ด้วยความมุ่งมั่น ส่วนพวกจิตไม่ปกติก็ทำงานกันด้วยปาก และนิ้วที่จิ้มลงบนคีย์บอร์ดมือถือและคอมพิวเตอร์ ประเภทเรื่องดีๆ ไม่เคยหยิบมาพูด ถนัดแต่เสาะแส่หาเรื่องที่จะทำให้คนทะเลาะและขัดแย้งกัน
ไม่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่ ที่แล้วก็แล้วไปขอให้เป็นบทเรียน แต่อย่าให้เป็นบทเรียนซ้ำซาก ใครจะผิดจะถูก หากโทษกันไปกันมาก็ไม่เกิดประโยชน์และไม่รู้จบ รัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี ก็ได้ยอมค้อมหัวขอโทษถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะผิดพลาดโดยตรงหรือโดยอ้อมก็สุดแท้แต่ หากแต่ในฐานะรัฐบาลที่จะต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชนทุกคน ก็ได้น้อมรับความผิดนั้นไว้ทั้งหมดแล้ว
เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่นั้น “กูรู”ผู้รู้ทั้งหลายมองเห็นตรงกันว่า ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความผิดพลาดจากตัวบุคคลคนใดคนหนึ่งแต่เกิดจากปัญหาโครงสร้างทั้งระบบ เช่นที่ รศ.ดร.โอฬารถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นว่า
“เหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลฝ่ายเดียว แต่มีปัจจัย ซับซ้อนเกินกว่าจะหาแพะ เป็นตัวบุคคล หรือหน่วยงานแล้วจบ แต่ถ้าคิดกันแค่นั้น ก็เตรียมเจอกับน้ำท่วมรอบใหม่ในปีหน้า และปีต่อๆ ไปได้เลยอย่าลืมว่าแม้รัฐส่วนกลางจะลงพื้นที่และสนับสนุนทุกด้าน แต่ระบบราชการรวมศูนย์แบบไทยๆ ที่ยึดการสั่งการจากส่วนกลางเป็นหลัก ทำให้หลายกระบวนการเกิดความล่าช้า ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง ขณะที่การประสานงานระหว่างหน่วยงานระดับต่างๆ ยังขาดเอกภาพ ทั้งข้อมูล การจัดสรรทรัพยากร และการปฏิบัติ ทำให้ชุดความพยายามในพื้นที่ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัญหาสะสมมานาน”
ฉะนั้น ก็ต้องแก้กันที่ต้นเหตุ และต้องเริ่มกันตั้งแต่บัดนี้ อย่างน้อยรัฐบาลชุดต่อไปควรจะต้องกำหนดไว้ในนโยบายว่าจะดำเนินการอย่างไร ทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว เรียกว่าต้องเริ่มกันตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ให้ชาวบ้านได้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ว่าเมื่อเข้าไปเป็นรัฐบาลแล้วจะดำเนินการอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซากขึ้นมาอีก
แต่สำหรับเฉพาะหน้าจากนี้ไป ก็คือการเดินหน้าสู่โหมดของการฟื้นฟูเยียวยา จากภาพที่เห็น ทุกหน่วยงานทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างก็ระดมกำลังช่วยเหลือกันอย่างแข็งขัน ทั้งด้านสาธารณูปโภคอันเป็นปัจจัยพื้นฐานต่อการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะน้ำประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต ตลอดจนการสัญจรไปมา หรือแม้แต่การทำความสะอาดเมืองและบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของประชาชน เช่น กิจกรรม“Big Cleaning คืนความสุข คนสงขลา”ที่เริ่มปฏิบัติการเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนเมื่อวานนี้โดยการบูรณาการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)
ส่วนเรื่องการพักหนี้และชำระหนี้ ทั้งของผู้ประกอบการและของประชาชน ตลอดจนเงินเยียวยาต่างๆ ของภาครัฐที่จะจ่ายให้แก่ทั้งประชาชนที่ยังมีชีวิตอยู่ และผู้เสียชีวิตที่ยึดตัวเลขอย่างเป็นทางการของกระทรวงสาธารณสุข คือ 65 ศพซึ่งเสียชีวิตในช่วงที่เกิดอุทกภัยจากทั้งหมด 131 ศพรัฐบาลโดยกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ตั้งงบประมาณและประสานงานทุกฝ่ายไว้เรียบร้อยแล้ว โดยจะเริ่มจ่ายตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตาม อย่างที่เคยพูดมาหลายครั้งว่า ประเทศไทยนั้นโชคดีที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหลัก ซึ่งในยามที่ประชาชนคนไทยประสบความเดือดร้อนจากภัยพิบัติต่างๆ และไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข ล้วนอยู่ในสายพระเนตรพระกรรณของพระองค์เสมอ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็เช่นกัน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัย และทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัวจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม รับศพผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ทุกราย ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์
นอกจากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงิน 100 ล้านบาท แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อฟื้นฟูและซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ทดแทนที่เสียหาย และได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย รวมทั้งพระราชทานกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลหาดใหญ่ และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และทรงชื่นชมบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ และจิตอาสาผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกคน ที่เสียสละอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์อุทกภัยในครั้งนี้
ไม่เพียงแต่เท่านั้น ยังได้พระราชทานอากาศยานไร้คนขับ (Drone) สำหรับค้นหา และอากาศยานไร้คนขับ (Drone) สำหรับขนส่งอาหารแก่กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งแห่งชาติ เพื่อใช้ในการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และบรรเทาสาธารณภัยอีกด้วย
สำหรับนักการเมืองและพรรคการเมือง ใครจะดีใครจะชั่ว พรรคการเมืองไหนฝากความรับผิดชอบและความไว้วางใจได้หรือไม่ได้อย่างไร ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทุกคน ยิ่งพี่น้องชาวใต้ใน 9 จังหวัดที่ต้องประสบกับมหาอุทกภัยครั้งนี้ ยิ่งต้องคิดให้จงหนัก ว่าจะเลือกใครเข้าไปเป็นผู้แทนของตนในสภาฯ หลังการยุบสภาฯตามไทม์ไลน์ในปลายเดือนมกราคม 2569 ต้นปีหน้า
ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนเมื่อวานนี้ “นิด้าโพล”ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้ เรื่อง “กระแสการเมืองภาคใต้” ที่ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18 – 24 พฤศจิกายน 2568พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 32.25 ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้, อันดับ 2 ร้อยละ 25.65 คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, อันดับ 3 ร้อยละ15.40 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและอันดับ 4 ร้อยละ 12.85 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน
จริงๆ แล้วๆ เวลานี้ประเทศไทยก็มีตัวเลือกอยู่แค่ 3 คนนี้เท่านั้น คือ “มาร์ค-หนู-เท้ง” ส่วนสีไหนผสมกับสีไหนที่พอจะจัดตั้งเป็นรัฐบาลผสมไปด้วยกันได้ ก็ลองพิจารณากันดู
ระหว่าง“ฟ้า-น้ำเงิน-ส้ม” สีไหนผสมกันแล้วลงตัว!
รุ่งเรือง ปรีชากุล
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี