วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569
ผ่านมาสี่วัน วันนี้ 11 ธันวาคม 2568 เข้าวันที่ห้าของสงครามรุกรานไทยครั้งที่สองโดยกองทัพกัมพูชา ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา ฝ่ายไทยเรายังยืนยันเป้าหมายเดิม คือ “จะทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพขีดความสามารถทางการทหารไปอีกยาวนาน เพื่อความปลอดภัยของลูกหลานของเรา” และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย ก็เช่นกัน ย้ำชัดว่า“ไม่มีการเจรจาหยุดยิงใด ๆ ทั้งสิ้น”
ขณะที่กัมพูชากำลังเพลี่ยงพล้ำและสูญเสียในสนามรบ ทั้งกำลังพลที่บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก และอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ถูกทำลาย รวมทั้งที่ตั้งทางทหาร ซึ่งถูกไทยถล่มด้วยเครื่องบินรบ “เอฟ-16”และเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen พร้อมไข่เต็มท้อง จากการปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ส่วนภาคพื้นดินก็ถูกปืนใหญ่รถถังของไทย ยิงทำลายบ่อนกาสิโนที่อยู่ติดแนวชายแดน โดยกัมพูชาใช้เป็นที่ตั้งป้อมปืนกล ฐานยิงอาวุธวิถีโค้ง และคลังสะสมอาวุธ
นอกจากนั้น ทางกองทัพเรือ โดยกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ก็ได้ปฏิบัติการภายใต้ยุทธการ“ตราดปราบปรปักษ์" จากการใช้กำลังทหารนาวิกโยธิน สนับสนุนด้วยอาวุธหนักและปืนใหญ่จากเรือหลวงเทพา เข้าโจมตีและยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์ “บ้านสามหลัง” ที่บ้านหนองรี จังหวัดตราด สามารถทำลายฐานที่มั่นและบังเกอร์ของกัมพูชาได้เป็นผลสำเร็จ
ทั้งนี้ จากการแถลงของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 10 ธันวาคมเมื่อเช้าวานนี้ โดยได้เปิดเผยว่า ในช่วงกลางคืนวันที่ 9 ธันวาคมต่อเช้าวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ฝ่ายกัมพูชาได้ระดมโจมตีฝ่ายไทยที่ช่องบก และช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โดยเฉพาะเนิน 677 ด้วยฝูงโดรนกว่า 80 เที่ยว และใช้จรวดหลายลำกล้อง “BM-21” โจมตีเพื่อเข้ายึดภูมะเขือ รวมทั้งใช้รถถัง และอาวุธเล็งตรง ยิงจากที่ตั้งบนเขาพระวิหารใส่กำลังฝ่ายไทย บริเวณสถูปคู่ และห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
ส่วนฝ่ายเรา ได้ยิงทำลายที่ตั้งแอนตี้โดรน บริเวณทิศใต้ช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อสนับสนุนการกวาดล้างกัมพูชาบริเวณสวนมะม่วงที่ปลูกล้ำเส้นปฏิบัติการเข้ามาบริเวณช่องระยี โดยฝ่ายกัมพูชาได้ใช้จรวดหลายลำกล้อง “BM-21”ระดมยิงบริเวณปราสาทคนา โดยไม่คำนึงถึงทหารฝ่ายเดียวกันที่กัมพูชาวางกำลังไว้ต้านทานการเข้าควบคุมพื้นที่ของฝ่ายไทย ว่าจะบาดเจ็บล้มตายหรือไม่
สรุปให้เห็นภาพในการรบเมื่อวันที่ 10 ธันวาคมเมื่อวานนี้ ขณะที่ สส.และ สว.กำลังประชุมเพื่อแก้ไขร่างรัฐธรรมอันจะนำไปสู่การฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 หรือ“ฉบับปราบโกงนักการเมือง”ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเพื่อยกร่างฉบับใหม่ และหากมีการยกร่างฉบับใหม่จะต้องสูญเสียเงินที่มาจากภาษีอากรของประชาชนนับหมื่นล้านบาทเพื่อสนองประโยชน์นักการเมืองนั้น ทางฝ่ายกัมพูชาได้โหมการรบเข้าตีพื้นที่ฝั่งไทยอย่างหนักที่เป็นแนวรบหลักใน 4 จังหวัด คือ บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
ที่จังหวัดบุรีรัมย์ มีพื้นที่แนวรบหลักจำนวน 1 แนว คือแนวรบช่องสายตะกู อำเภอบ้านกรวด เริ่มมีการปะทะตั้งแต่ช่วงเช้า และต่อเนื่องเรื่อยมา โดยที่ถึงช่วงบ่ายเมื่อวันที่ 10 ธันวาคมเมื่อวานนี้ ยังไม่มีรายงานการสูญเสีย เพียงแต่มีประกาศของทางราชการขอให้ประชาชนในพื้นทาอำเภอบ้านกรวดที่ยังไม่อพยพ ให้อพยพออกนอกพื้นที่โดยด่วน รวมทั้งงดการเดินทางเข้าพื้นที่อำเภอบ้านกรวด และงดการใช้ถนน 224 บ้านกรวดละหานทราย กับถนนบ้านกรวด-พนมดงรัก
จังหวัดสุรินทร์ มี 5 แนวรบหลัก คือ แนวรบ“ช่องจอม-ช่องเปรอ-ช่องระยี”และแนวรบปราสาทคนา อำเภอกาบเชิง, แนวรบปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรัก, แนวรบช่องกร่าง และแนวรบปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก ทั้ง 5 แนวรบนี้มีการยิงเป็นระยะ โดยตลอดช่วงบ่ายเมื่อวันที่ 10 ธันวาคมเมื่อวานนี้ยังไม่ปรากฏการสูญเสีย
จังหวัดศรีสะเกษ มี 4 แนวรบหลักในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ คือ แนวรบพระวิหาร (ช่องซำแต-โดนตวล-ภูผี-สัตตะโสม-พนมประสิทธิโส-ช่องตาเฒ่า), แนวรบพระวิหาร (ปราสาทพระวิหาร-ผามออีแดง-ห้วยตามาเรีย), แนวรบภูมะเขือ-ช่องโดนเอาว์-พลาญยาว-พลาญหินแปดก้อน และแนวรบช่องสะงำ โดยในช่วงบ่ายที่“สมรภูมิศรีสะเกษ”นี้ได้ปะทะกันอย่างดูเดือด กัมพูชายิงจรวดหลายลำกล้อง“BM-21” พร้อมโดรนสังหารโจมตีฐานตำรวจตระเวนชายแดนศรีสะเกษ ทำให้มีตำรวจตระเวนชายแดนได้รับบาดเจ็บ 8 นาย ซึ่งเมื่อรวมกับที่ได้รับบาดเจ็บก่อนหน้านี้ก็เท่ากับเพิ่มเป็น 20 นาย
จังหวัดอุบลราชธานี มี 2 แนวรบหลัก คือ แนวรบช่องบก และแนวรบช่องอานม้า มีการปะทะเป็นระยะ โดยที่ตลอดช่วงบ่ายเมื่อวันที่ 10 ธันวาคมนี้ยังไม่มีรายงานการสูญเสียของฝั่งเราเช่นกัน
ทางด้านพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 1 ที่จังหวัดสระแก้วนั้น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แจ้งงดเดินขบวนรถธรรมดาหมายเลข 275/276 และ 279/280 เฉพาะช่วงอรัญประเทศ – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึกเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง หลังจากจังหวัดสระแก้วแจ้งเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ได้แก่ อำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง อำเภออรัญประเทศ และอำเภอคลองหาด อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว หรือพื้นที่ปลอดภัย เนื่องจากสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ พร้อมกันนี้ในวันเดียวกัน พล.ต.เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ก็ได้ประกาศเคอร์ฟิวทั้ง 4 อำเภอดังกล่าว ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 19.00-05.00 น.ตั้งแต่วันประกาศเป็นต้นไป
สำหรับการอพยพประชาชนเพื่อความปลอดภัยนั้น ณ เวลานี้ มีศูนย์พักพิงชั่วคราวรวมทั้งสิ้น 696 จุด มีประชาชนเข้าพักหลบภัย 171,681 คน ประกอบด้วย จังหวัดอุบลราชธานี 29,865 คน, จังหวัดศรีษะเกษ 72,907 คน, จังหวัดสุรินทร์ 62,846 คน และจังหวัดบุรีรัมย์ 6,063 คน ซึ่งนอกจากนั้น ยังมีศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับประชาชนกลุ่มเปราะบางอีก 75 จุด โดยมีผู้เข้าพัก 4,350 คน คือที่อุบลราชธานี 170 คน, ศรีษะเกษ 177 คน, สุรินทร์ 3,594 คน และบุรีรัมย์ 509 คน
ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อบำรุงขวัญกำลังใจและคลายความตึงเครียดแก่ประชาชนที่อพยพหลบภัยสงครามมาอยู่ในศูนย์พักพิง ทางกองทัพภาคที่ 2 ยังได้จัดกิจกรรมแสดงดนตรี ฉายหนังกลางแปลง และการจัดกิจกรรมสันทนาการให้แก่เด็ก ทั้งการแข่งขันกีฬา บ้านบอล วาดภาพระบายสี และมุมของเล่นเด็ก
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สงครามดำเนินมาถึงจุดนี้แล้ว ต้อง“เผด็จศึกเขมร”ให้สิ้นซาก และสันดานกัมพูชาก็เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน พอจนตรอกก็ร้อง“เอ๋ง”เหมือนสุนัขขี้เรื้อน เริ่มส่งเสียงจะขอเจรจาสงบศึกเหมือนกับเมื่อครั้งก่อน ที่วิ่งหางจุกตูดไปขอ“โดนัลด์ ทรัมป์”ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มาบีบไทย โดยมี“อันวาร์ อิบราฮิม”นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เป็นตัวกลางเหมือนสุนัขรับใช้ของ“ทรัมป์”
แต่คราวนี้เพราะเรามีรัฐบาลที่ไว้วางใจได้ และมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่มี“นายกรัฐมนตรีหลานอังเคิล”เป็นผู้นำ จึงได้เห็นนายอนุทินพูดชัดเจนและยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “ไม่ใช่เวลาพูดคุย-ทหารยังคุมสถานการณ์ได้” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี