วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569
นับจากวันนี้เป็นต้นไปเหลืออีก 27 วันก็จะมีการเลือกตั้ง สส.ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์เดือนหน้าซึ่งแต่ละพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่งกันใน 3 ลำดับแรก คือ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยก็ยังมีโอกาสขยับเอาชนะกันได้อีกก่อนจะไปถึงโค้งสุดท้ายใกล้วันเลือกตั้ง
ดูจากผลสำรวจของศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล”สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เรื่อง“ยกแรก กระแสเลือกตั้ง 69” ที่เปิดเผยออกมาเมื่อวันที่ 11 มกราคมวานนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย เบียดขึ้นมาหายใจรดต้นคอนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน อย่างมีนัยสำคัญ
ก่อนหน้านี้ เปอร์เซ็นต์ของคำตอบที่“ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้”มีตัวเลขสูงเป็นอันดับ 1 นั้น แต่จากการสำรวจของ“นิด้าโพล”ครั้งนี้ ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-8 มกราคม 2569 พบว่าประชาชนให้การสนับสนุนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรีสูงเป็นอันดับ 1 คือ ร้อยละ 24.76 และนายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ร้อยละ 20.84ส่วนเปอร์เซ็นต์ที่“ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้”จากที่เคยอยู่อันดับ 1 ตกลงไปอยู่อันดับ 3 ร้อยละ 14.12
ย้อนไปดูผลสำรวจของ“นิด้าโพล”ก่อนหน้านี้ในวันที่ 21 ธันวาคม 2568 เรื่อง“กระแสการเมือง กรุงเทพมหานคร” พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 47.25 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้, อันดับ 2 ร้อยละ 16.95 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, อันดับ 3ร้อยละ 10.90 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล, อันดับ 4ร้อยละ 9.00 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดต
นายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ และอันดับ 5 ร้อยละ 2.75 ระบุว่าเป็น พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ จากผลสำรวจของ “นิด้าโพล” ครั้งนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังอยู่ลำดับ 4 ร้อยละ 12.12 ส่วน พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ จากการสุ่มคราวที่แล้วอยู่อันดับ 5 ตกลงไปอยู่อันดับ 6 ร้อยละ 5.04 ขณะที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย คือ นายยศชนันวงศ์สวัสดิ์ อยู่ลำดับ 5 ร้อยละ 9.64
เมื่อตามไปดูผลสำรวจเกี่ยวกับพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มจะเลือก พบว่า สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง อันดับ 1 ร้อยละ 30.40 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 21.96 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทยอันดับ 3 ร้อยละ 15.72 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4ร้อยละ 12.16 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 8.40 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ
โดยที่แนวโน้มในการเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่าอันดับ 1 ที่ประชาชนจะเลือก คือ พรรคประชาชน ร้อยละ 30.48, อันดับ 2 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 22.32, อันดับ 3 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 15.44, อันดับ 4 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 12.56 และอันดับ 5 ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 7.80
สรุปภาพรวมจากผลสำรวจของ“นิด้าโพล”ครั้งนี้ ก็เป็นไปตามที่คนไทยทั่วไปเชื่อว่า การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์เดือนหน้า คู่ชิงที่เปรียบเหมือน“มวยคู่เอก”ก็คือ พรรคประชาชน กับ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีข้อน่าสังเกตว่า ระหว่างพรรคประชาชน กับ พรรคภูมิใจไทยนั้น ยิ่งนับวันพรรคภูมิใจไทยก็ยิ่งมาแรง
เหตุผลที่เป็นเช่นนั้น มีด้วยกัน 3 ประการ โดยประการแรก การหาเสียงของพรรคประชาชนตกเป็นรองพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากแทนที่พรรคประชาชนจะมีโอกาสได้โฆษณาหาเสียงเกี่ยวกับนโยบายของพรรคก็กลายเป็นว่าต้องมาคอยแก้ตัว และถูกชาวบ้านร้านถิ่นตามย่านต่างๆ ไล่ส่ง จากปมปัญหาในการด้อยค่าและดูหมิ่นเหยียดหยามกองทัพไทยและทหารไทย รวมทั้งการแก้ไขมาตรา 112 ที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ไว้วางใจ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเข้าที่ไหนก็มีแต่รอยยิ้มต้อนรับ ด้วยมีผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ ทั้งการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และปัญหา“ไทย-เขมร” ตลอดจนความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบัน
ประการที่สอง ตัวบุคคลที่พรรคประชาชนวางตัวเข้าไปเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล เท่าที่เปิดตัวมาเมื่อเทียบกับพรรคภูมิใจไทย ยังไม่มีความชัดเจนใน 2 ปัญหาหลักที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องดำเนินการทันทีอย่างต่อเนื่อง คือปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหา“ไทย-เขมร” มิหนำซ้ำยังมีความ“คลุมเครือ”เกี่ยวกับแนวคิดเรื่องสถาบันและเรื่องการศึกษา จากการเปิดตัวนายมุนินทร์ พงศาปาน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายอนุชาติ พวงสำลี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีภาพจำในเรื่องการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบัน และ“การศึกษาใหม่”ที่มุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปการศึกษาแบบยกเครื่อง
โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง“การปฏิรูปการศึกษาแบบยกเครื่อง” ซึ่งพรรคประชาชนวางตัวนายนายอนุชาติ พวงสำลี นักการศึกษาและการเรียนรู้ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นั้น บุคคลผู้นี้มีภาพฝังจำจาก“Digital Footprint” หรือ“ร่องรอยดิจิทัล” ด้วยแนวคิด นักเรียนไม่จำเป็นต้องใสเครื่องแบบไม่เคร่งครัดเรื่องทรงผม ไม่ต้องมีวิชาลูกเสือ ไม่ต้องมีเนตรนารี ไม่สอนวิชาพระพุทธศาสนา และไม่จำเป็นต้องให้เด็กมายืนเคารพธงชาติตอนเช้า รวมทั้งการสวดมนต์ตอนเช้า ทั้งหมดนี้คือแนวคิดของนายอนุชาติที่ว่า “การศึกษาใหม่ ต้องตอบโจทย์เรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต้องเปิดรั้วออกมา”
เมื่อเปรียบเทียบตัวบุคคลระหว่างพรรคประชาชนดังที่กล่าวมา กับพรรคภูมิใจไทย 3 คน คือ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว,นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ชาวบ้านเห็นก็ย่อมต้องตัดสินใจเลือกพรรคภูมิใจไทยก่อนเพราะได้เห็นฝีไม้ลายมือเป็นที่ประจักษ์แล้ว
ประการที่สาม ถ้าเลือกพรรคประชาชนเข้าไปแม้จะได้คะแนนเป็นอันดับ 1 โอกาสที่พรรคประชาชนจะได้จัดตั้งรัฐบาลก็ยังมีเปอร์เซ็นต์น้อยกว่าพรรคภูมิใจไทย เพราะพรรคประชาชนเป็นประเภท “หัวเดียวกระเทียมลีบ”เนื่องจากมีข้อแม้เยอะ จึงถูกโดดเดี่ยว และไม่มีพรรคการเมืองไหนอยากจะร่วมเป็นรัฐบาลผสมด้วย เว้นแต่พรรคประชาชนจะได้รับเลือกตั้งแบบ“แลนด์สไลด์” คือ มีจำนวน สส.เกินกว่า 250 คน ที่จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้
นอกเหนือจากสามประการที่ว่ามานั้น ระว่าง“เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” กับ “หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล”ก็ไม่น่าจะประกบมวยกันได้ ดังนั้น พรรคภูมิใจไทย“ยิ่งมายิ่งแรง”ชนิดดีวันดีคืน
แบบว่า“ขอคะแนนคนรักลุงตู่ ให้ลุงหนูด้วย”อะไรทำนองนั้น !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

ลุ้นระทึก ‘จตุรงค์ มกจ๊ก’เฉียดตุยเหตุระเบิดลง ‘อาบูดาบี’
วันสุดท้าย! เต้ อาชีวะ ล่ารายชื่อบุกก.ศึกษาฯ ค้านให้สวัสดิการเรียนฟรีเด็กต่างชาติ
ส่งนักปั่นล่าแต้ม!สองล้อลุ้นโควตาโอลิมปิกเกมส์
ไฮโซน้ำหวาน ปล่อยโฮ แฉนักไลฟ์สาว พฤติกรรมยั่วยวนสามี นาวิน ต้าร์
ทนายตั้ม ควงเมียขึ้นศาล สู้คดีฉ้อโกงเจ๊อ้อย ยันบริสุทธิ์แม้ใส่ชุดนักโทษ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี