วันจันทร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569
นับจากวันนี้เป็นต้นไปเหลืออีก 27 วันก็จะมีการเลือกตั้ง สส.ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์เดือนหน้าซึ่งแต่ละพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่งกันใน 3 ลำดับแรก คือ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยก็ยังมีโอกาสขยับเอาชนะกันได้อีกก่อนจะไปถึงโค้งสุดท้ายใกล้วันเลือกตั้ง
ดูจากผลสำรวจของศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล”สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เรื่อง“ยกแรก กระแสเลือกตั้ง 69” ที่เปิดเผยออกมาเมื่อวันที่ 11 มกราคมวานนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย เบียดขึ้นมาหายใจรดต้นคอนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน อย่างมีนัยสำคัญ
ก่อนหน้านี้ เปอร์เซ็นต์ของคำตอบที่“ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้”มีตัวเลขสูงเป็นอันดับ 1 นั้น แต่จากการสำรวจของ“นิด้าโพล”ครั้งนี้ ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-8 มกราคม 2569 พบว่าประชาชนให้การสนับสนุนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรีสูงเป็นอันดับ 1 คือ ร้อยละ 24.76 และนายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ร้อยละ 20.84ส่วนเปอร์เซ็นต์ที่“ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้”จากที่เคยอยู่อันดับ 1 ตกลงไปอยู่อันดับ 3 ร้อยละ 14.12
ย้อนไปดูผลสำรวจของ“นิด้าโพล”ก่อนหน้านี้ในวันที่ 21 ธันวาคม 2568 เรื่อง“กระแสการเมือง กรุงเทพมหานคร” พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 47.25 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้, อันดับ 2 ร้อยละ 16.95 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, อันดับ 3ร้อยละ 10.90 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล, อันดับ 4ร้อยละ 9.00 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดต
นายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ และอันดับ 5 ร้อยละ 2.75 ระบุว่าเป็น พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ จากผลสำรวจของ “นิด้าโพล” ครั้งนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังอยู่ลำดับ 4 ร้อยละ 12.12 ส่วน พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ จากการสุ่มคราวที่แล้วอยู่อันดับ 5 ตกลงไปอยู่อันดับ 6 ร้อยละ 5.04 ขณะที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย คือ นายยศชนันวงศ์สวัสดิ์ อยู่ลำดับ 5 ร้อยละ 9.64
เมื่อตามไปดูผลสำรวจเกี่ยวกับพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มจะเลือก พบว่า สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง อันดับ 1 ร้อยละ 30.40 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 21.96 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทยอันดับ 3 ร้อยละ 15.72 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4ร้อยละ 12.16 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 8.40 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ
โดยที่แนวโน้มในการเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่าอันดับ 1 ที่ประชาชนจะเลือก คือ พรรคประชาชน ร้อยละ 30.48, อันดับ 2 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 22.32, อันดับ 3 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 15.44, อันดับ 4 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 12.56 และอันดับ 5 ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 7.80
สรุปภาพรวมจากผลสำรวจของ“นิด้าโพล”ครั้งนี้ ก็เป็นไปตามที่คนไทยทั่วไปเชื่อว่า การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์เดือนหน้า คู่ชิงที่เปรียบเหมือน“มวยคู่เอก”ก็คือ พรรคประชาชน กับ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีข้อน่าสังเกตว่า ระหว่างพรรคประชาชน กับ พรรคภูมิใจไทยนั้น ยิ่งนับวันพรรคภูมิใจไทยก็ยิ่งมาแรง
เหตุผลที่เป็นเช่นนั้น มีด้วยกัน 3 ประการ โดยประการแรก การหาเสียงของพรรคประชาชนตกเป็นรองพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากแทนที่พรรคประชาชนจะมีโอกาสได้โฆษณาหาเสียงเกี่ยวกับนโยบายของพรรคก็กลายเป็นว่าต้องมาคอยแก้ตัว และถูกชาวบ้านร้านถิ่นตามย่านต่างๆ ไล่ส่ง จากปมปัญหาในการด้อยค่าและดูหมิ่นเหยียดหยามกองทัพไทยและทหารไทย รวมทั้งการแก้ไขมาตรา 112 ที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ไว้วางใจ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเข้าที่ไหนก็มีแต่รอยยิ้มต้อนรับ ด้วยมีผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ ทั้งการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และปัญหา“ไทย-เขมร” ตลอดจนความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบัน
ประการที่สอง ตัวบุคคลที่พรรคประชาชนวางตัวเข้าไปเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล เท่าที่เปิดตัวมาเมื่อเทียบกับพรรคภูมิใจไทย ยังไม่มีความชัดเจนใน 2 ปัญหาหลักที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องดำเนินการทันทีอย่างต่อเนื่อง คือปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหา“ไทย-เขมร” มิหนำซ้ำยังมีความ“คลุมเครือ”เกี่ยวกับแนวคิดเรื่องสถาบันและเรื่องการศึกษา จากการเปิดตัวนายมุนินทร์ พงศาปาน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายอนุชาติ พวงสำลี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีภาพจำในเรื่องการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบัน และ“การศึกษาใหม่”ที่มุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปการศึกษาแบบยกเครื่อง
โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง“การปฏิรูปการศึกษาแบบยกเครื่อง” ซึ่งพรรคประชาชนวางตัวนายนายอนุชาติ พวงสำลี นักการศึกษาและการเรียนรู้ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นั้น บุคคลผู้นี้มีภาพฝังจำจาก“Digital Footprint” หรือ“ร่องรอยดิจิทัล” ด้วยแนวคิด นักเรียนไม่จำเป็นต้องใสเครื่องแบบไม่เคร่งครัดเรื่องทรงผม ไม่ต้องมีวิชาลูกเสือ ไม่ต้องมีเนตรนารี ไม่สอนวิชาพระพุทธศาสนา และไม่จำเป็นต้องให้เด็กมายืนเคารพธงชาติตอนเช้า รวมทั้งการสวดมนต์ตอนเช้า ทั้งหมดนี้คือแนวคิดของนายอนุชาติที่ว่า “การศึกษาใหม่ ต้องตอบโจทย์เรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต้องเปิดรั้วออกมา”
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบตัวบุคคลระหว่างพรรคประชาชนดังที่กล่าวมา กับพรรคภูมิใจไทย 3 คนของพรรคภูมิใจไทย คือ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว,นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ชาวบ้านเห็นก็ย่อมต้องตัดสินใจเลือกพรรคภูมิใจไทยก่อนเพราะได้เห็นฝีไม้ลายมือเป็นที่ประจักษ์แล้ว
ประการที่สาม ถ้าเลือกพรรคประชาชนเข้าไปแม้จะได้คะแนนเป็นอันดับ 1 โอกาสที่พรรคประชาชนจะได้จัดตั้งรัฐบาลก็ยังมีเปอร์เซ็นต์น้อยกว่าพรรคภูมิใจไทย เพราะพรรคประชาชนเป็นประเภท “หัวเดียวกระเทียมลีบ”เนื่องจากมีข้อแม้เยอะ จึงถูกโดดเดี่ยว และไม่มีพรรคการเมืองไหนอยากจะร่วมเป็นรัฐบาลผสมด้วย เว้นแต่พรรคประชาชนจะได้รับเลือกตั้งแบบ“แลนด์สไลด์” คือ มีจำนวน สส.เกินกว่า 250 คน ที่จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้
นอกเหนือจากสามประการที่ว่ามานั้น ระว่าง“เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” กับ “หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล”ก็ไม่น่าจะประกบมวยกันได้ ดังนั้น พรรคภูมิใจไทย“ยิ่งมายิ่งแรง”ชนิดดีวันดีคืน
แบบว่า“ขอคะแนนคนรักลุงตู่ ให้ลุงหนูด้วย”อะไรทำนองนั้น !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

แก๊งขนยาเหิม! ยิงเปิดทาง ทหารปะทะเดือด จวนตัวทิ้งยาบ้า 5 แสนเม็ดหลบหนี
'อภิสิทธิ์'ชี้ไฟใต้ต้องจบที่การเมือง หลังบึ้ม 11 ปั๊มน้ำมัน ป่วน 3 จังหวัด
‘ปชป.’คิกออฟ ‘อภิสิทธิ์’ลั่น!เลือกตั้งรอบนี้ วัดใจคนกันไปเลย กับคำสบประมาท‘พรรคตกต่ำ’
ญี่ปุ่นจ่อยุบสภา! เล็งเลือกตั้งใหม่กุมภาพันธ์นี้
'สุดารัตน์'เช็คอิน'ทรงวาด' ล้อมวงคุยผู้ประกอบการ ประกาศปลดล็อค กม.ขวางทำกิน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี