วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569
ฟังจาก ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผู้อำนวยการ“นิด้าโพล”สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ให้สัมภาษณ์แนวหน้าออนไลน์เมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา ค่อนข้างจะชัดเจนว่า การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์เดือนหน้า พรรคภูมิใจไทย ที่เขมรกลัวจนขนหัวลุก ถึงกับเชียร์ข้ามประเทศให้คนไทยเลือกพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยนั้น มีโอกาสที่จะกวาดที่นั่ง สส.เข้ามาได้เป็นอันดับหนึ่ง
ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ มองอย่างวิเคราะห์จากข้อมูลที่เก็บได้จากการสุ่มตัวอย่างประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ระบุว่า พรรคภูมิใจไทยจะได้ สส.140-150 คน รองลงมาคือพรรคประชาชน 120-130 คน พรรคเพื่อไทย 70-80 คน พรรคประชาธิปัตย์ 40 คน พรรคกล้าธรรม 40 คน และพรรคเล็กรวมกันประมาณ 60 คน จากจำนวน สส.ทั้งหมด 500 คน ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ
“แนวหน้าออนไลน์”ถามว่า จากผลสำรวจของ“นิด้าโพล”ครั้งล่าสุดที่เพิ่งจะแถลงไปเมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา ระบุว่าพรรคประชาชนยังนำอยู่และทำไมจึงประเมินว่าพรรคภูมิใจไทยจะชนะ ซึ่ง ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ให้เหตุผลว่า มีข้อสรุปอยู่ 2 ประการด้วยกัน-คือ
1.บ้านใหญ่และกระแส ซึ่งเที่ยวนี้กระแสไปทางพรรคภูมิใจไทย และ 2.ขณะนี้คะแนนนิยมของพรรคประชาชนตกลงในหลายพื้นที่ และนอกจากนั้น ในส่วนของผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใดจากการสุ่มตัวอย่างก่อนหน้านี้ ลดลงจากร้อยละ 32 เหลือร้อยละ 7-8 หรือลดลงประมาณร้อยละ 24
ทั้งนี้ ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ได้ขยายความว่า จากจำนวนของผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใดที่ลดลงประมาณร้อยละ 24 นั้น ครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 12 ของตัวเลขที่ลดลง อันหมายถึงคนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกพรรคการเมืองใด ได้เทคะแนนไปทางพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ซึ่งมีฐานคะแนนเสียงมากที่สุด จึงทำให้เปอร์เซ็นต์ของพรรคภูมิใจไทยเพิ่มขึ้นมาก ส่วนอีกร้อยละ 12 จะกระจายไปยังพรรคประชาชน ร้อยละ 5และพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 4
ถ้าคิดตาม ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ที่เป็นเจ้าสำนัก“นิด้าโพล”อันเป็นสำนักที่ได้รับการยอมรับและได้รับความน่าเชื่อถือมากที่สุด ก็สอดคล้องกับความคิดเห็นของคนไทยส่วนใหญ่ในเวลานี้ ซึ่งเห็นว่ากระแสความนิยมของพรรคประชาชนนั้นไม่ฮือฮาเหมือนกับการเลือกตั้งในปี 2566 และครั้งนี้ก็ยัง“ติดลบ”เกี่ยวกับปมที่ไปด้อยค่ากองทัพว่า“มีทหารไว้ทำไม” เหมือนกับเดินมาเหยียบทุ่นระเบิดที่ตนเองฝังไว้
หากจำแนกผลการเลือกตั้งในปี 2566 จากจำนวน สส.ที่พรรคก้าวไกลหรือพรรคประชาชนในปัจจุบันได้รับเลือกตั้งเข้ามา 151 คน โดยได้ สส.ระบบเขตจำนวน 112 คนและ สส.บัญชีรายชื่อจำนวน 39 คน นั้น มีความเป็นไปได้ว่าการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์เดือนหน้า จำนวนอาจจะลดลงถึงครึ่งต่อครึ่ง
อย่างน้อยจำนวน สส.กทม. 33 เขต ที่พรรคก้าวไกลหรือพรรคประชาชนได้ในปี 2566 จำนวน 32 คน เรียกว่าแทบจะยกทั้งกรุงเทพฯ โดยอีก 1 เขตเป็นของพรรคเพื่อไทยนั้น เลือกตั้งคราวนี้แค่รักษาไว้ให้ได้แค่ 10 คนก็ดูจะไม่ง่าย เรียกว่า“หืดขึ้นคอ” ซึ่งน่าจับตาว่า ระหว่างพรรคประชาชน ประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ใครจะคว้าที่นั่งไปได้มากกว่ากันในจำนวน สส. 32 คน ส่วนอีก 1 ที่นั่งคงยากที่จะล้มแชมป์เจ้าของพื้นที่ กทม.เขต 20 ที่ชื่อ“ธีรรัตน์สำเร็จวาณิชย์” อดีตสส. 3 สมัยของพรรคเพื่อไทยในเขตนี้
ส่วนจังหวัดอื่นๆ ตามภาคต่างๆ เลือกตั้งคราวนี้ ก็ยังมองไม่เห็นอีกเช่นกันว่า พรรคประชาชน จะได้ สส.ระบบเขตจากจังหวัดไหนบ้าง เว้นเฉพาะแต่ในเขตเมืองที่มีคนรุ่นใหม่หรือ“ด้อมส้ม”หนาแน่น พรรคประชาชน อาจจะรักษาไว้ได้บางส่วน ขณะที่ สส.ระบบบัญชีรายชื่อจากที่พรรคประชาชนเคยได้ในปี 2566 ถึง 39 คนจากคะแนนเสียง 14.43 ล้านเสียงนั้น โดยภาพรวมทั้งกระแสเชิงลบ และสัดส่วนที่มีพรรคการเมืองใหม่ๆ ซึ่งมีตัวบุคคลเด่นๆ กระจายอยู่ตามพรรคนั้นๆ ก็น่าจะทำให้คะแนนที่พรรคก้าวไกลหรือพรรคประชาชนเคยได้มีจำนวนลดลงไปด้วย
สรุปแล้ว โดยภาพรวมที่ ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ประเมินไว้ ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาชนจะได้ สส.120-130 คนก็ต้องถือว่าเป็นตัวเลขที่ประมาณการไว้สูงพอสมควร เพราะจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง พรรคประชาชนยังอาจจะต้องเผชิญกับกระแสต่อต้านที่ฉุดให้ดิ่งลงไปอีก
สำหรับพรรคภูมิใจไทย แค่นายเขียว รามี รัฐมนตรีอาวุโสและประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา ทำตัวเป็น“แนวร่วมมุมกลับ” เหมือน“บ่างช่างยุ”ให้คนไทยไม่เลือกพรรคภูมิใจไทย แต่ให้ไปเลือกพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน แทน โดยอ้างว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยแพ้การเลือกตั้งและไม่ได้เป็นรัฐบาล สงคราม“ไทย-กัมพูชา”จะไม่เกิดขึ้นนั้น เรียกว่าเป็น
หัวเชื้อกระตุ้นให้คนไทยหันไปเลือกพรรคภูมิใจไทยกันมากยิ่งขึ้น เพราะนั่นเท่ากับหมายความว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนเป็นพวกเดียวกับเขมร
และถ้าจะว่าไปแล้ว ตัวเลขที่ ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ประเมินว่าพรรคภูมิใจไทยจะได้ สส. 140-150 คนนั้น ยังมีแนวโน้มว่าอาจจะได้จำนวนสูงกว่านั้น ทั้งจากกระแสในทางบวกเกี่ยวกับสงคราม“ไทย-กัมพูชา” ประกอบกับผลงานของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ ที่คนไทยได้เห็นเป็นประจักษ์ และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น บรรดา“สส.บ้านใหญ่”และอดีตสส.ระบบเขตในจังหวัดต่างๆ ที่แห่กันเข้ามาสังกัดพรรคภูมิใจไทย ก็ยิ่งทำให้ สส.ของพรรคภูมิใจไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นไปอีกโดยปริยาย
เช่นว่า ในพื้นที่ภาคกลาง ทั้งตะวันตกและตะวันออกไม่ว่าจะเป็นกาญจนบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง อุทัยธานี ราชบุรี นครปฐม และผ่านกรุงเทพฯไปชลบุรี จันทบุรี ระยอง และตราด ผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยก็ล้วนเป็น“ตัวเต็ง” ยิ่งภาคอีสานจากจำนวน สส.ทั้งหมด 133 คนใน 20 จังหวัด ด้วยเหตุที่พรรคเพื่อไทยอยู่ในสภาพขาลงจากปัญหาชายแดน“ไทย-เขมร” และเจ้าของพรรคตัวจริงก็อยู่ก็ในคุก ก็ยิ่งทำให้พรรคภูมิใจไทยมีโอกาสที่จะกวาดที่นั่ง สส.ในภาคนี้เข้ามาได้ อย่างน้อยก็ไม่น่าจะต่ำว่า 70 คน จากที่เคยได้ในปี 2566 จำนวน 36 คน และนอกจากนั้นในภาคเหนือและภาคใต้ก็ยังมีโอกาสสอดแทรกเข้ามาได้อีกจำนวนไม่น้อย
บรรทัดนี้ก็ต้องบอกว่า ถ้าคนไทยเลือกพรรคประชาชน ก็จะได้“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ”ไปนั่งฝึกงานเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทย ก็จะได้นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ“อนุทิน ชาญวีรกูล” ซึ่งผ่านโปร 3 เดือนมาเรียบร้อยแล้ว และพร้อมปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

พบศพหญิงสาวเสียชีวิตในสระน้ำหลังบ้านพัก ญาติร้องสอบเพิ่ม สงสัยปมวิวาทแฟนหนุ่ม
'อนุทิน'อ้อนชาวกระบี่ เลือก'โกขุน'แถมเบอร์ 37 ส่งตัวเองกลับเก้าอี้นายกฯอีกรอบ
'ชัยวุฒิ-เจษฏ์'ตำหมากเอาชัยไหว้'ย่าโม' ประกาศลั่น!ปกป้อง'รธน.ปราบโกง'
‘เอกนัฏ’ย้ำกา‘ภูมิใจไทย’ไม่ต้องเสี่ยง ได้‘ดรีมทีม’มาโชว์ฝีมือร่วมรัฐบาลต่อ
ไอจีแทบแตก! ปันปัน สุทัตตา โชว์หุ่นเป๊ะทวงบัลลังก์แซ่บ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี