วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569
nn แนวหน้า สื่อครบวงจร ยึดมั่นในสโลแกน “แนวหน้ามั่นคง ตรงไป ตรงมา” มากว่า 4 ทศวรรษ
..nn เช้าวันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน (ตามเวลาประเทศไทย) “โดนัลด์ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เปิดแถลงข่าว แสดงท่าทีล่าสุดด้วยความแข็งกร้าว ประกาศลั่นว่า ในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า สหรัฐฯจะปฏิบัติการทางทหารโจมตีอิหร่านอย่างหนักและรุนแรง ส่งผลให้หุ้นร่วง ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นทันที
..nnสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางจะทวีความร้อนแรงขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย ความหวังว่าความขัดแย้งจะยุติลงบนโต๊ะเจรจา เพื่อเปิดทางให้ขนส่งน้ำมันดิบ-ก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลาง ผ่านช่องแคบฮอร์มุซออกสู่ตลาดโลกอีกครั้ง ต้องเลื่อนออกไปอีก
..nn นับว่าเป็นข่าวร้ายอย่างยิ่ง เพราะนอกจากระยะเวลาการสู้รบที่ยาวออกไปแล้ว หากการโจมตีกันรุนแรงขึ้น ส่งผลต่อระบบการผลิตน้ำมันมากขึ้น ก็ยิ่งต้องใช้เวลามากขึ้นในการฟื้นฟูซ่อมแซมให้กลับมาเดินเครื่องได้เหมือนเดิม แม้สงครามจะยุติลงในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า แต่วิกฤตพลังงานจะยืดยาวไปกว่านั้นอีกมาก
..nn การแก้ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อน รัฐบาล “อนุทิน 2” จะคิดเพียงระยะสั้นไม่ได้อีกแล้ว บทเรียนความผิดพลาดจากการตั้งโจทย์ผิดว่าสถานการณ์สงครามจะใช้เวลาไม่นาน วิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นเพียงระยะสั้น ส่งผลให้กำหนดนโยบายรับมือผิดพลาด โดยการหาน้ำมันจากแหล่งอื่นมาเติม ควบคู่กับให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพยุงราคาไว้เพื่อยื้อเวลาจนกองทุนบักโกรกอุ้มไม่ไหว กระทั่งนายกฯ อนุทิน ต้องเอ่ยปากขอโทษที่บริหารให้เกิด “ความปั่นป่วน” จะเกิดซ้ำอีกไม่ได้ หากต้องขอโทษกันเป็นครั้งที่ 2-3 ประชาชนทนไม่ไหวแน่นอน
..nn เมื่อวันพุธที่ผ่านมา “นายกฯ อนุทิน” ได้ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ให้ “เอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ” เป็นประธาน
..nn ที่น่าสนใจมากคือ อำนาจหน้าที่ของ คตร. ซึ่งในคำสั่งระบุว่า “มีอำนาจในการศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาดค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง” เป็นสัญญาณว่า “รัฐบาลอนุทิน 2” เริ่มขยับจากการพยุงราคาช่วงสั้นโดยใช้กลไกเก่าๆอย่าง “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” หรือการลดภาษี มามองปัญหาใน “โครงสร้างของราคาน้ำมัน” ซึ่งถ้าแก้ได้จะยั่งยืนกว่า
..nn อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าการแก้ปัญหาโดยการรื้อโครงสร้าง หรือถ้าใช้ภาษาของ “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์”ว่าที่ รมว.พลังงาน และเป็นกรรมการ คตร.ด้วยคนหนึ่ง ว่าง “ทุบ” ทั้ง “แทง” ก็ต้องไปกระทบต่อบริษัทน้ำมันรายใหญ่ ทั้งในส่วนของโรงกลั่นและสถานีบริการ ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีรัฐบาลไหนกล้า “แตะ” อย่างจริงจัง
..nn ดังนั้น ถ้ารัฐบาล “อนุทิน” กล้า “รื้อ” กล้า “ทุบ” กล้า “แทง” จริงๆ อย่างที่เห็นในคำสั่งนายกฯ รวมทั้งในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนของ ว่าที่ รมว.พลังงานสถานการณ์จะพลิกกลับจากที่ถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง กลายเป็นเสียงชื่นชมอย่างแน่นอน
..nn “รักษ์ ปฐวี” ได้ยินมาว่า หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 9-10 เมษายน รัฐบาลจะออกพระราชกำหนดเพื่อให้สามารถค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง วงเงิน 150,000 ล้านบาท ระยะเวลา 1 ปีสำหรับใช้พยุงราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ เพื่อให้สามารถตรึงราคาน้ำมัน หรือลดราคาน้ำมันลงด้วยการเพิ่มการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอีกครั้งในช่วงวันหยุดสงกรานต์
..nn ต้องขอเตือนไว้ก่อนว่า รัฐบาลต้องวิเคราะห์สถานการณ์ให้ดีก่อนตัดสินใจ อย่างที่ “เอกนิติ” เคยเปรียบเทียบเรื่องการใช้กองทุนน้ำมันมาพยุงราคาน้ำมัน กับการใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาสู้ค่าเงินบาทในการแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันเสาร์ที่28 มีนาคม ว่า “การอุดหนุนกองทุนน้ำมันจะขาดทุนโดยไม่จำกัด และจะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ประเทศไทยจะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรง ไม่ใช่แค่วิกฤตพลังงาน แต่จะเกิดเหมือนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่ขณะนั้นมีการแทรกแซงค่าเงินบาทไม่ให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด วันนั้นเราสูญเสียเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบทั้งหมด และทำให้เกิดผลกระทบวงกว้าง ประชาชนเดือดร้อน เราปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นไม่ได้”
..nnสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาลต้องยอมรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และสื่อสารให้ประชาชนรับรู้ความจริงอย่างไม่ปิดบังอีกต่อไป..nn
รักษ์ ปฐวี
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี