วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569
วิกฤตพลังงานโลก ยังรุนแรง
ประเทศทั่วโลก ปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศตนเองขึ้นไปอย่างรวดเร็ว รุนแรง (ยกเว้นเศรษฐีน้ำมันบรูไน)
มาเลย์ขายน้ำมันดีเซล แพงกว่าไทย
ประเทศที่ผลิตน้ำมันได้เอง ตั้งราคาขายน้ำมันในประเทศตามสถานการณ์ราคาโลกในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ น้ำมันเก่าในสต๊อก ไม่ต้องนำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ นอร์เวย์ ยูเออี ฯลฯ
1. โพลนิด้า ประเด็นความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก
เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ในหัวข้อ “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่”
ผลการสำรวจในประเด็นความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก จำนวน 3 ท่าน ในการนำพาประเทศก้าวผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีแนวโน้มไปในทิศทางไม่มั่นใจ
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ : กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ขณะที่ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบหรือไม่ทราบ
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ : กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ขณะที่ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.35 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบหรือไม่ทราบ
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง : กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ขณะที่
ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ มีเพียงร้อยละ 7.10 ที่ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบหรือไม่ทราบ
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี : เมื่อสอบถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย รองลงมาร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ ร้อยละ 9.77 ระบุว่าเห็นใจมาก และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบหรือไม่สนใจ
2. ความจริง รัฐบาลปัจจุบัน เป็นรัฐบาลรักษาการ มาตรการแก้ปัญหาหลายเรื่อง ที่ ครม.มีมติไว้ ยังทำให้เกิดผลไม่ได้ทันที รอมีอำนาจเต็มหลังแถลงนโยบาย เช่น
จ่ายเงินตรงอุดหนุนช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเป้าหมาย อุ้มคน แทนอุ้มน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็น เกษตรกร ประมง ไรเดอร์ วินมอเตอร์ไซค์ รถบรรทุก รถขนส่งสาธารณะ ฯลฯ (เริ่มคำนวณเงินจ่าย 1 เมษายน)
ลดภาษีสรรพสามิต
กู้เงินมาหนุนกองทุนน้ำมันเพิ่ม 1.5 แสนล้านบาท ฯลฯ
อันที่จริง เป็นรัฐบาลเดิมที่พรรคส้มยกมือให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ก่อนจะถูกบีบให้ยุบสภาก่อนกำหนด
3. น่าคิดว่า หากสำนักโพลไปถามความคิดเห็นประชาชนเพิ่มเติมว่า ความเชื่อมั่นจะเป็นอย่างไร หากรัฐบาลไม่ได้มีมืออาชีพข้างต้น แต่เป็นนักการเมืองตามโควตาในพรรคแกนนำต่างๆ
ในความเป็นจริง หากพรรคภูมิใจไทยไม่ชะเลือกตั้ง ก็จะต้องเป็นพรรคส้ม หรือแดงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
แน่นอน หากพรรคส้มหรือแดงเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล กระทรวงเศรษฐกิจสำคัญทั้งหลายย่อมอยู่ใต้การดูแลของพรรคส้ม หรือแดง
คนที่จะถูกส่งมาเป็นรัฐมนตรี เท่าที่ปรากฏกันอยู่ ตามสภาพความเป็นจริง ไม่ใช่ขี้โม้ขายฝัน
พรรคแดง/ส้ม โฉมหน้ารัฐมนตรีพลังงาน พาณิชย์ คลัง ต่างประเทศ ก็เห็นๆ กันอยู่ ทั้งประสบการณ์ ความรู้ และผลงานหรือการกระทำจริงในอดีต เชื่อมั่นได้มากกว่ารัฐมนตรีมืออาชีพในปัจจุบัน หรือไม่?
จะสามารถเจรจากับอิหร่าน ให้เรือน้ำมันไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุชได้แบบ รมต.สีหศักดิ์ หรือไม่?
จะหั่นค่าการกลั่น เรียกเงินกำไรส่วนเกินคืนจากโรงกลั่น เหมือนที่นายกฯ อนุทิน ให้รมว.คลัง เอกนิติ ดำเนินการ (เสนอเข้าที่ประชุม ครม. นัดพิเศษนัดแรก 6 เม.ย.) หรือไม่? ฯลฯ
4. รัฐบาลบริหารห่วย หรือ มรสุมโลกถล่ม?
คุณพีระชาติ อินตา ให้ความเห็นว่า
“...วันนี้ ผมขอสลัดหัวโขนอันหนักอึ้ง มานั่งจับเข่าคุยกับทุกคนแบบเปิดอก ในฐานะคนทำงานที่คลุกคลีกับข้อมูล และในฐานะประชาชนที่ต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้นเหมือนกับพวกท่าน
ผมเข้าใจดีว่าความโกรธ ความอัดอั้นที่ระเบิดออกมาเป็นคำด่าทอนั้น มันเกิดจากความลำบากที่บีบคั้น
แต่เชื่อผมเถอะครับว่า #การด่าไม่ทำให้น้ำมันถูกลง แต่ #สติปัญญา และ #ความเข้าใจโลก จะทำให้เรามองเห็นทางรอดที่แท้จริง
วันนี้ ผมจึงรวบรวมข้อมูล “ความจริง” ที่บางคนอาจไม่อยากฟัง แต่เป็นหลักฐานทางวิชาการและสถิติโลกที่อัปเดตที่สุด ณ วันที่ 4 เมษายน 2569 มาตีแผ่ให้ดูกันชัดๆ ว่าทำไมดีเซลบ้านเราถึงพุ่งทะลุ 50 บาท และใครกันแน่ที่เป็นจำเลยสังคมตัวจริง
พี่น้องครับ หลักการทางเศรษฐศาสตร์พลังงานพื้นฐาน คือ เรานำเข้าน้ำมันดิบมากลั่นเองเกือบ 90% ดังนั้น ราคาหน้าปั๊มจึงผูกโยงกับตลาดโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้
ลองมาดูราคาเปรียบเทียบในอาเซียนปัจจุบันนี้ครับ
* สิงคโปร์: 107.20 บาท/ลิตร (สะท้อนราคาตลาดโลก 100%)
* ลาว / กัมพูชา: 60 - 70 บาท/ลิตร
* ไทย (ราคาปัจจุบัน): #50.54 บาท/ลิตร
พี่น้องเห็นอะไรไหมครับ?
ถ้าวันนี้รัฐบาล “ลอยตัว” ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดจริงๆ โดยไม่มีกองทุนน้ำมันมาช่วยแบกรับ ราคาดีเซลที่พวกเราต้องเติมกันพรุ่งนี้จะพุ่งสูงถึง 71.25 บาทต่อลิตร ทันที!
นั่นหมายความว่า ทุกๆ ลิตรที่ท่านเติม รัฐยัง “กัดฟัน” ช่วยจ่ายส่วนต่างให้เราอยู่ประมาณ 20 บาท แม้จะปรับขึ้นราคามาแล้ว 2.80 บาทก็ตาม
#รัฐบาลบริหารห่วย หรือ มรสุมโลกถล่ม?
ผมขอพูดด้วยความเป็นกลางที่สุด #รัฐบาลมีส่วนผิดในแง่การบริหารความเสี่ยงที่ล่าช้า หรือการพยายามฝืนธรรมชาติจนกองทุนน้ำมันติดหนี้สะสมทะลุ #50,000ล้านบาท จนสายป่านเริ่มจะขาดผึ่งแต่การจะโยนบาปทั้งหมดให้การบริหารภายในเพียงอย่างเดียว ถือว่าไม่เป็นธรรมกับความจริงทางวิชาการครับ
* #ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์: สงครามในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้นในปี 2569 นี้ ทำให้น้ำมันดิบเบรนท์ดีดขึ้นไปสู่จุดโคม่านี่คือสภาวะผิดปกติที่คนทั้งโลกต้องเผชิญ ไม่ใช่แค่ไทย
* #ค่าเงินบาท: ในวันที่เราต้องควักดอลลาร์ซื้อน้ำมัน แต่เงินบาทเราอ่อนค่าลง ต้นทุนจึงพุ่งพรวดโดยที่เราไม่ได้ใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่หยดเดียว
* #โครงสร้างภาษี: หลายคนบอกให้ลดภาษีสรรพสามิต พี่น้องครับ ปัจจุบันรัฐบาลลดภาษีตัวนี้ลงจนแทบจะไม่เหลืออะไรให้ลดได้อีกแล้ว ถ้าลดมากกว่านี้ งบประมาณที่จะเอามาซ่อมถนน พัฒนาโรงพยาบาล สวัสดิการคนแก่ หรือสร้างโรงเรียนก็จะหายวับไปกับตา
พี่น้องครับ ผมไม่ได้มาเขียนบทความนี้เพื่อเข้าข้างรัฐบาล ผมอยู่ #ข้างประชาชน เสมอ แต่ผมเข้าข้างประชาชนด้วยการมอบ “#อาวุธทางปัญญา” ให้ท่าน
ต่อให้วันนี้เราเปลี่ยนตัวนายกฯ หรือเอาเทวดาที่ไหนมาบริหาร ผมฟันธงเลยว่าเขาก็เสกให้น้ำมันถูกลงกว่านี้ไม่ได้มากนัก ภายใต้ข้อจำกัดที่น้ำมันโลกมันแพงหูฉี่ขนาดนี้แน่นอนครับ
การออกมาด่าหรือเรียกร้องให้รื้อโครงสร้างอย่างนั้นอย่างนี้ตามอารมณ์ โดยไม่ดูพื้นฐานความเป็นจริง มันเหมือนเราพยายามจะสั่งให้ฝนหยุดตกในวันที่พายุเข้าครับ
เราต้องยอมรับความจริงว่า “ยุคน้ำมันถูกได้สิ้นสุดลงแล้ว” และโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานใหม่
ผมอยากชวนพี่น้องที่พอจะมองเห็นทางออกที่ไม่ใช่แค่การด่า ลองมา comment กันดูครับว่า ในวันที่ต้นทุนโลกมันโหดร้ายแบบนี้ เราจะมีวิธีไหนที่ทำได้จริง?
* เราจะกดค่าการตลาดลงได้อีกไหม?
* เราจะเร่งนำเข้าพลังงานสะอาดมาทดแทนให้เร็วขึ้นได้อย่างไร?
* หรือเราจะช่วยกันประหยัดและปรับตัวในระดับครัวเรือนเพื่อรอวันพายุสงบได้อย่างไร?
การด่าไม่ทำให้น้ำมันถูกลง แต่การใช้ “สติ” วิเคราะห์ความเป็นไปของสังคมโลก จะทำให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของอารมณ์ และสามารถวางแผนชีวิตท่ามกลางวิกฤตนี้ได้อย่างมั่นคง
พี่น้องครับ สำหรับเรื่องการทุจริตหรือ #พวกกักตุนน้ำมัน ฉวยโอกาสบนคราบน้ำตาประชาชน ผมบอกเลยว่าคนพวกนี้ #ใจดำอำมหิต และผมไม่เคยสนับสนุนคนเลวประเภทนี้แม้แต่น้อยครับ
แต่สิ่งที่เราต้องดึงสติกันให้ดีคือ อย่าเอา “อคติทางการเมือง” มาบังตาจนเหมารวมด่ากราดไปถึงคนทำงานดีๆ ที่เขาตั้งใจกอบกู้วิกฤตชาติบ้านเมือง เพราะมันไม่เคยเป็นธรรมกับคนที่ต้องแบกภาระแทนเราเลย
ในธุรกิจน้ำมัน มีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันเป็นธรรมดาของโลกครับ แต่การระเบิดอารมณ์ด่าไปทั่วโดยไม่แยกแยะ มันไม่เคยทำให้น้ำมันถูกลงแม้แต่สตางค์เดียว
เราต้องใช้ #สติปัญญา วิเคราะห์ให้ลึกถึงกลไกโลกและสถานการณ์จริงที่บีบคั้นอยู่ตอนนี้
ใครมีแนวทางดีๆ ที่ทำได้จริงก็เสนอมาครับ
แต่อย่าปล่อยให้ความโกรธมาทำลายความเป็นจริง จนเรากลายเป็นคนที่ทำร้ายมิตรที่แท้จริงโดยไม่รู้ตัว
ฝากถึงพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนด้วยความห่วงใยครับ
แยกแยะเรื่องอคติให้ออก ใช้สติปัญญาหาข้อมูลให้มากกว่าอารมณ์ แล้วเราจะเห็นทางรอดที่แท้จริงท่ามกลางมรสุมพลังงานครั้งนี้ครับ
เราต้องอยู่รอดด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ด้วยแรงแค้น
ผมจะยังคงทำหน้าที่เป็น “กระบอกเสียงแห่งความจริง” ให้พี่น้องต่อไปครับ” - พีระชาติ อินตา
5. คุณสมภพ พอดี ฉายภาพความจริงของสถานการณ์ที่ไทยเราต้องเผชิญอยู่อย่างชัดเจน ระบุว่า
“ผมโพสต์ว่า ผู้นำรัฐบาล ซึ่งก็คือ คุณอนุทิน ต้องบอกความจริงเรื่องวิกฤตพลังงานให้ประชาชนคนไทยได้รับรู้ เพื่อจะได้ปรับตัว เตรียมตัวรับมือ ก็มีหลายคนถามว่าความจริงอะไร
บางคนถามเพราะอยากรู้ บางคนถามเพราะอยากอย่างอื่น แต่ไม่เป็นไร
ความจริงที่ว่าคือ
สงครามที่เกิดจากฝรั่งกะยิวโจมตีเปอร์เซียก่อน ทำให้โลกมีนํ้ามันดิบจากอ่าวเปอร์เซียใช้น้อยลงจากวันละ 25 ล้านบาร์เรลเหลือแค่ 10 ล้านบาร์เรล ณ วันนี้
หรือนํ้ามันดิบเกือบ 15% หายไปจากตลาดโลก ราคานํ้ามันดิบและน้ำมันเชื้อเพลิงจะเพิ่มสูงขึ้นต่อไป
ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวเปอร์เซียหายไป 70% ของที่โลกเคยได้ใช้ คิดเป็นประมาณ 20% ของปริมาณที่โลกต้องใช้ ราคาก๊าซธรรมชาติที่ใช้ผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้นต่อไป ราคาไฟฟ้าจะสูงขึ้นมาก
ปุ๋ยยูเรียหายไป 1 ใน 3 ปุ๋ยแอมโมเนียและฟอสเฟตหายไป 1 ใน 4 กรดซัลฟิวริกที่ต้องใช้ผลิตปุ๋ยฟอสเฟตหายไปครึ่งนึง ของที่โลกต้องใช้ ราคาปุ๋ยจะสูงขึ้นต่อไป
ทุกอย่างที่หายไปจะหายนานเป็นปีๆ เพราะโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น บ่อนํ้ามัน บ่อก๊าซธรรมชาติ โรงงานผลิตปุ๋ย ท่อส่งนํ้ามันและก๊าซฯ คลังน้ำมันและก๊าซฯ ท่าเรือสำหรับขนถ่ายนํ้ามันก๊าซฯ ปุ๋ย ฯ ถูกทำลายพังพินาศ ต้องใช้เวลานานนับปีเพื่อซ่อมแซมหรือสร้างขึ้นมาใหม่ อย่างเช่น โรงงานแยกก๊าซ คลังและท่าเรือขนถ่าย Pearl GLT ของกาตาร์ต้องใช้เวลาซ่อมแซม/สร้างใหม่ไม่ตํ่ากว่า 3 ปี
ประเทศไทยพึ่งพาพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียมาก
นํ้ามันดิบ > 70%
ก๊าซธรรมชาติ เกือบ 1 ใน 3
ก๊าซหุงต้ม ประมาณ 1 ใน 4
ดังนั้น เราต้องลำบากเช่นเดียวกับชาวโลกส่วนใหญ่แน่นอน ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้
ใครกำลังขยับจะด่าว่า แล้วทำไมไม่กระจายความเสี่ยง ทำไมไม่ซื้อจากที่อื่นให้มากๆ ก็จงรู้ไว้ว่าในรอบ 50 ที่ผ่านมา ซัพพลายพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียมีปัญหาแค่ 2 ครั้งเท่านั้นคือ สงครามอ่าวปี 90/91 และครั้งนี้ และพลังงานปิโตรเลียมจากอ่าวเปอร์เซียราคาถูกที่สุด ดีที่สุด และอยู่ใกล้เรามากที่สุด
แต่ถ้าต้องด่าให้ได้ ไม่งั้นจะขาดใจตาย ก็ไปด่าญี่ปุ่นและอินเดียที่พึ่งพากว่า 90% เกาหลีใต้และสิงคโปร์ที่พึ่งพากว่า 80% ก่อนละกัน
เมื่อผู้นำรัฐบาลบอกความจริงที่ว่า เราต้องยากลำบากและต้องมีปัญหาอีกนานแล้ว ก็ควรต้องบอกด้วยว่า ปัญหาและความลำบากเหล่านี้ เราไม่ได้เป็นคนสร้าง เราไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่ต้องเจอ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีมาตรการดังต่อไปนี้ บลาๆๆๆๆๆๆ
และที่สำคัญ บอกให้ชัดเจนด้วยว่าใครสร้างความแตกแยกความเกลียดชัง ด้วยความเท็จ ข่าวลือ ความโง่ เฟคนิวส์ และการปั่นควาย จะถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด และต้องทำตามนั้นด้วย
เวลาไฟไหม้บ้าน ทุกคนต้องช่วยกันดับไฟ หรืออย่างน้อยก็อยู่เฉยๆ ไม่ใช่ซํ้าเติมด้วยการสาดนํ้ามันเข้ากองไฟ”
สารส้ม

อินฟลูฯสาวเดือด บ้านโดนงัด ซัดตำรวจขอค่าเติมน้ำมัน 1,000 ถึงจะไปดูที่เกิดเหตุให้
ชัยชนะ ชง 3 แนวทางให้รัฐบาล แก้ปัญหามันพุ่ง ขอเลิกอ้างสถานการณ์สงครามมากเกินไป
ช่อง3แจงแล้ว! ปมลิฟต์เวทีพลาด คิมเบอร์ลี่-เบลล่า เกือบเกิดอุบัติเหตุ
ภาพแรกมาแล้ว! NASA เผยภาพโลกเต็มใบจากภารกิจ อาร์เตมิส 2
วิกฤตพลังงาน! อินเดียซื้อน้ำมันจากอิหร่านเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี